Maersk ชี้ “สงครามอิหร่าน” กระทบหนักครึ่งปีหลัง เตรียมส่งต่อต้นทุนให้ลูกค้า
Maersk บริษัทเดินเรือและโลจิสติกส์รายใหญ่ของโลก เตือนผลกระทบจากสงครามอิหร่านอาจรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เตรียมส่งต่อต้นทุนให้ลูกค้า
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.36 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ของโลก Maersk เตือนว่า สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหม่ต่อการค้าโลก พร้อมชี้ว่าผลกระทบอาจรุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก
วินเซนต์ เคลิร์ก ซีอีโอของ Maersk ให้สัมภาษณ์กับ CNBC หลังบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกว่า อุตสาหกรรมขนส่งทางเรือเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้น ทำให้บริษัทต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และสุดท้ายจำเป็นต้องผลักภาระดังกล่าวไปยังลูกค้า
เขาระบุว่า หากราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 500 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งถือเป็นภาระที่ไม่สามารถแบกรับไว้เองได้ทั้งหมด
“เราพยายามลดต้นทุนให้มากที่สุดแล้ว แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นครั้งนี้สูงมากจนจำเป็นต้องส่งต่อไปยังลูกค้า” เคลิร์กกล่าว พร้อมเตือนว่าแรงกดดันดังกล่าวจะส่งผลชัดเจนต่อผลประกอบการในไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้
โดยราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นหลังสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงกดดันตลาดพลังงานและเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้อในหลายประเทศอาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 2.2% ในวันพฤหัสบดี มาอยู่ที่ 93.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังตลาดมีความหวังว่า สหรัฐและอิหร่านอาจใกล้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ
ซีอีโอ Maersk ยังตั้งคำถามว่า เมื่อภาระต้นทุนเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคปลายทาง จะเกิดการทำลายอุปสงค์ หรือ demand destruction หรือไม่ และอาจส่งผลให้ความต้องการบริโภคอ่อนแอลงในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมระบุว่า หากความต้องการผู้บริโภคลดลง ก็อาจส่งผลสะเทือนไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานโลก และเปลี่ยนรูปแบบผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ต่ออุตสาหกรรมขนส่งและเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
Maersk ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการค้าโลก รายงานกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) พื้นฐาน อยู่ที่ 1.75 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ขณะที่รายได้รวมลดลง 2.6% เหลือ 13,000 ล้านดอลลาร์ แม้ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 12,500 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทระบุว่า ธุรกิจขนส่งทางทะเล (Ocean division) ถูกกดดันจากค่าระวางเรือที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น
ก่อนหน้านี้ ราวหนึ่งสัปดาห์หลังสงครามอิหร่านปะทุ Maersk ได้ระงับเส้นทางเดินเรือสำคัญ 2 เส้นทางที่เชื่อมตะวันออกกลางกับเอเชียและยุโรป เพื่อความปลอดภัยของลูกเรือและเรือสินค้า แม้สถานการณ์ตึงเครียด บริษัทก็ยังคงประมาณการทั้งปีไว้ตามเดิม โดยคาดว่า EBITDA พื้นฐานในปี 2569 จะเติบโต 4.5%-7%
อย่างไรก็ตาม บริษัทเตือนว่า อุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาเรือใหม่เข้าสู่ตลาดมากเกินไป รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ
Maersk ระบุในรายงานผลประกอบการว่าภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงสภาพแวดล้อมด้านการค้าและโลจิสติกส์ พร้อมมองว่าสงครามอิหร่านได้เพิ่มชั้นของความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก
นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก แทบจะอยู่ในภาวะปิดใช้งาน
บริษัทระบุว่า แม้ปัจจุบันจะมีการหยุดยิงที่เปราะบางทั้งในอิหร่านและเลบานอน และการเจรจายังดำเนินอย่างช้า ๆ แต่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับเกือบหยุดนิ่ง ซึ่งเริ่มกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคแล้ว
Maersk ประเมินว่า หากราคาน้ำมันยังอยู่ในกรอบ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และความขัดแย้งยุติลงในระยะใกล้ ความต้องการตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกยังอาจเติบโตได้ 2%-4% ในปี 2569
แต่บริษัทเตือนว่า ความเสี่ยงยังเอียงไปทางด้านลบ และไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ออกไปได้
“การหยุดชะงักด้านพลังงานและการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซกำลังเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรวดเร็ว” Maersk ระบุ พร้อมชี้ว่า หลังมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐล่าสุด วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือน ให้ภาคธุรกิจทั่วโลกเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และพัฒนากลยุทธ์รับมือความปั่นป่วนในอนาคต
อ้างอิง : cnbc.com