SETเปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น #2026 #SETเปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : เราคาด SET Index แกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,460–1,490 จุด โดยมีแรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกว่าสงครามใกล้จบ ขณะที่ราคาน้ำมัน Brent อ่อนตัวลงใกล้ US$100 ต่อบาร์เรล และหากมีสัญญาณยุติการโจมตีจะเป็นปัจจัยบวกต่อเนื่อง
ปัจจัยต่างประเทศ ติดตามการแถลงของทรัมป์เช้านี้ หากมีสัญญาณถอนกำลังหรือยุติการโจมตี จะหนุน Sentiment เชิงบวก และอาจทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดปกติ โดยเฉพาะหากอิสราเอลหยุดโจมตีด้วย หนุนราคาน้ำมันย่อตัว และเพิ่มโอกาส Fed ลดดอกเบี้ยปลายปี
ปัจจัยในประเทศ
รัฐบาลใหม่เตรียมถวายสัตย์ 6 เม.ย. และประชุมครม.พิเศษวันเดียวกัน ก่อนแถลงนโยบาย 9–10 เม.ย. โดยคาดมีมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้น หนุน Sentiment
หุ้นเด่นวันนี้: DELTA — “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 300 บาท
คาดกำไร 1Q26 ทำ New High ที่ 8.33 พันลบ. +16% q-q, +67% y-y จากรายได้ AI ที่เติบโต แม้ EV ชะลอ ขณะที่ Gross Margin ยังสูง คาดกำไรปี 2026–28 โตเฉลี่ย 32% CAGR
แนวรับ 265 // 260 บาท แนวต้าน 280 // 290–292 บาท
ประเด็นสำคัญวันนี้
(0) ADVANC คาดกำไรปกติ 1Q26 +1% q-q, +19% y-y หนุนจากต้นทุนคลื่นและดอกเบี้ยลดลง Consensus คาดกำไรปี 2026 +7% y-y เป้าเฉลี่ย 388 บาท
(+) WHAIR สินทรัพย์ใน EEC สัดส่วนสูง กระทบสงครามจำกัด คาด Dividend yield ~7% ยัง “ซื้อ”
(+) INETREIT รายได้ค่าเช่าเติบโตต่อเนื่อง ปรับเพิ่มกำไรปี 2026–28 และคาด yield 6.6% ยัง “ซื้อ”
(+) LHSC สินทรัพย์ศูนย์การค้าคุณภาพสูง หนุนกำไรและค่าเช่าเติบโต คาด Dividend yield 8–9% ปรับเป้า 16 บาท ยัง “ซื้อ”
บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ยังมีความผันผวน ตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง เช้านี้ จับตาผู้นำสหรัฐฯ จะให้ข่าวเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำไปสู่การหยุดยิงกับอิหร่าน
ปัจจัยในประเทศ
• การเมืองไทย: รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในต้นสัปดาห์หน้า โดยมีประเด็นบวกจากการเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน รวมถึงการตรึงค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. ไว้ที่ 3.95 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นผลดีต่อกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภค
• มาตรการเศรฐษกิจ : นายกฯ ย้ำ “คนละครึ่ง” ต้องพลัส!! กว่าเดิม: พร้อมเดินหน้าแถลงนโยบายรัฐบาลช่วงต้นสัปดาห์หน้า และไม่หวั่นหากฝ่ายค้านจะใช้เวทีนี้ซักฟอก
• กกพ. เคาะค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. ที่ 3.95 บาท: หากต้องตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาท รัฐจะต้องใช้เงินอุดหนุนราว 5 พันล้านบาท … การเลือกปรับขึ้นค่าไฟที่น้อยที่สุด อาจมีผลกระทบต่อหุ้นผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ได้ (BGRIM, GPSC, GULF)
• ค่าเงินบาท: ปิดไปที่ 32.59/60 บาท/ดอลล่าร์ เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่พากันแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงินบาทของไทยและเงินวอนของเกาหลีใต้เป็นผู้นำการแข็งค่าในรอบนี้
• กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างประเทศ: ซื้อสุทธิ 3,991 ล้านบาท ขณะที่ ขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 3,108 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ:
• สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง : ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจยุติบทบาทในสงครามกับอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายทางทหารส่วนใหญ่แล้ว แม้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงดำเนินอยู่ โดยเพิ่งสร้างความเสียหายให้กับโรงงานเหล็กในจังหวัด Khuzestan ของอิหร่าน
• ตลาดรอฟัง Trump เช้านี้ : แคโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ทรัมป์มีกำหนดการจะแถลงการณ์เพื่ออัปเดตสถานการณ์สำคัญเกี่ยวกับอิหร่านต่อประชาชนชาวอเมริกัน ในคืนวันพุธ เวลา 21.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเช้านี้ เวลา 8.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความสับสนให้กับตลาดอีกครั้ง โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะพิจารณาหยุดยิงก็ต่อเมื่อช่องแคบฮอร์มุส “เปิดกว้าง เสรี และปลอดภัย” เท่านั้น และจนกว่าจะถึงตอนนั้น สหรัฐฯ จะ “ถล่มอิหร่านให้ราบคาบ” ซึ่งสวนทางกับท่าทีเมื่อวันก่อนที่บอกว่าอยากรีบถอนทัพใน 2-3 สัปดาห์
• น้ำมันและทองคำ: ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงมาใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความหวังในการยุติสงคราม ในขณะที่ราคาทองคำทำสถิติพุ่งทะลุ 4,700 ดอลลาร์/ออนซ์ จากมุมมองความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• สหรัฐอเมริกา (US): มีกำหนดการรายงานตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม
Technical : BCH, KAMART
Strategy
• กลยุทธ์ลงทุน เช้านี้ หาก Trump ให้คำมั่นว่าจะพยายามยกเลิกสงคราม(ด้วยตัวเอง) คาดตลาดจะเดินหน้าต่อ แต่หากทำให้นักลงทุนสับสน หรืออิหร่านยังไม่ยอมจบสงคราม การวางกลยุทธ์ในวันนี้ จึงต้องเผื่ไว้ทั้งขายทำกำไร และ follow buy (ตามรายชื่อหุ้นด้านล่าง)
• ตลาดให้น้ำหนักกับสงครามที่จะลดระดับความรุนแรงหรือสิ้นสุด แต่ความกังวลด้าน supply shock ยังมีอยู่ ทำให้เรายังมองว่า การมี PTTEP อยู่ในพอร์ตจะลดความเสี่ยงใน่สวนนั้นได้อยู่ ส่วนหุ้น most active ตัวอื่นๆ อาทิ GULF*, ADVANC*, TRUE*, CPALL, BDMS* หรือหุ้นที่ราคาลงมาลึกๆ บางตัวยังน่าสนใจ เราคัดเหลือ GLOBAL*, HMPRO* ที่มีโอกาสได้อานิสงค์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ OSP ออก หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย DELTA*(10%), AOT(10%), PTTEP(20%), KTB(10%), CPALL(10%) , BDMS*(10%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : COM7, THANI
บล.คิงส์ฟอร์ดประเมินแนวรับดัชนี 1,450 – 1,460 แนวต้าน 1,480 – 1,490 คาดดัชนีมีโอกาสทรงตัว หลังถ้อยแถลงของ ปธน.ทรัมป์เช้านี้ยังไม่ได้ส่งสัญญาณยุติสงครามที่ชัดเจน ดังนั้นจึงแนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวในกลุ่มค้าปลีก CPALL,CPAXT,BJC,CBG,OSP คาดได้ ม.กระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ/ หุ้นกลุ่ม Value เช่น ADVANC,TRUE,GULF,SCB,KTB,CK,STECON, AMATA, WHA
KKP* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 74.50 บาท) บริษัทรายงานกำไร 4Q68 ที่ 1.77 พันล้านบาท +6%QOQ, +26%YoY เนื่องจากกำไรเงินลงทุนงานงบกำไรขาดทุน (FVTPL) และรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต ขณะที่การตั้งสำรองลดลงการความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ส่งผลให้ทั้งปี 68 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5.9 พันล้านบาท +19%YoY ส่วนเป้าหมายในการเติบโตในปี 69 บริษัทมองสินเชื่อจะกลับมาขยายตัวราว 3%YoY รายได้ค่าธรรรมเนียโต Double Digit จาก KKP DIME และ Wealth management คาด credit cost ลดลงจากสถานการณ์ขาดทุนรถยึดที่ดีขึ้น รวมถึงคาดหวังเงินปันผลต่อปีอีกราว 7% โดยตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 6 พันล้านบาท +2%YoY และ 6.4 พันล้านบาท +6%YoY
TNP* (ทะยอยซื้อ /ราคาเป้าหมาย IAAConsensus 3.90บาท) การดำเนินงานใน 1Q69 คาดว่าปัจจัยบวกลบจะหักล้างกันไป อย่างไรก็ตาม ช่วงถัดไป คาดหวังต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลใหม่ โดยทาง TNP* เองวางเป้าหมายรายได้ในปี69 นี้ จะเติบโตราว 10-15% วางแผนขยายสาขาใหม่อีก 8 สาขาบริเวณภาคเหนือที่งบลงทุน 130 ลบ. ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี69และ 70 กำไรสุทธิของTNP* จะอยู่ที่ 220 ลบ.(+3%YoY) และ 237 ลบ.(+8%YoY) ในเชิง Valuation ราคายังดูไม่แพง โดยอิงจาก Consensus ปี69F Forward PE ที่ 10x, PBV ที่ 1.5x และ Dividend Yield ที่ 4%