เปิดประวัติ สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรฯ กับฉายางูเห่าสีส้ม
ชื่อของ “สุริยา วงศ์อารีย์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน กลายเป็นที่สนใจทางการเมือง หลังปรากฏบทบาทสำคัญในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 จากการโหวตสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งสวนทางกับมติพรรคของตนเอง
สุริยาเป็น ส.ส.สมัยแรกในสภาชุดที่ 27 ดูแลพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดอุดรธานี ครอบคลุมอำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม และบางส่วนของอำเภอเมืองอุดรธานี โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานเกษตรกรรมสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ในด้านประวัติการศึกษา สุริยาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก่อนเข้าสู่ภาคเอกชนในตำแหน่งวิศวกร บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในช่วงปี 2548–2551 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง
เส้นทางการเมืองเริ่มต้นจากการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคก้าวไกล เมื่อปี 2566 แม้ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคประชาชน และลงสมัครอีกครั้งในปี 2569 จนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก
หลังการเลือกตั้ง สุริยาเป็นหนึ่งใน ส.ส. ที่เดินทางมารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ช่วงต้น และเคยถูกจับตาในฐานะนักการเมืองที่เน้นการทำงานพื้นที่ โดยเฉพาะการสะท้อนปัญหาเกษตรกร ทั้งเรื่องต้นทุนการผลิตและราคาพืชผลที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 2 คน ได้แก่ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน
ระหว่างการลงคะแนนแบบขานชื่อ สุริยาได้ออกเสียงสนับสนุนอนุทิน ส่งผลให้เป็นการลงมติสวนแนวทางของพรรคประชาชนอย่างชัดเจน และกลายเป็นประเด็นทางการเมืองในทันที
ผลการลงมติในที่ประชุมปรากฏว่า อนุทินได้รับความเห็นชอบ 293 เสียง ต่อ 119 เสียง และได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคะแนนเสียงดังกล่าวมีเสียงของสุริยารวมอยู่ด้วย
ภายหลังการโหวต การตัดสินใจดังกล่าวทำให้สุริยาถูกเรียกว่า “งูเห่าสีส้ม” ซึ่งใช้เรียก ส.ส. ที่ลงคะแนนสวนมติพรรค โดยกรณีนี้นับเป็นครั้งแรกของพรรคประชาชนในสภาชุดปัจจุบันที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว
บทบาทของสุริยาหลังจากนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของความสัมพันธ์ภายในพรรค และทิศทางการทำงานทางการเมืองในระยะต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง