โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดร.นิเวศน์ มองสวน! ต่างชาติไม่ได้ถือหุ้นไทยมากขึ้น แท้จริงเป็นเพราะราคา DELTA ดันมูลค่าเพิ่ม

Share2Trade

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 06.45 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 06.45 น. • Share2Trade
ดร.นิเวศน์ มองสวน!_S2T (เว็บ) 2569.psd_0.jpg

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ชั้นแนวหน้า เผยแพร่ผ่านบทความในเว็บไซต์ www.settrade.com โดยใช้ชื่อเรื่องในบทความว่า รู้จัก Fund Flow รู้จักตลาดหุ้นไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ตลาดหลักทรัพย์ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของชาวต่างประเทศว่า ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นรวมสูงเพิ่มขึ้นมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนขึ้นมาถึงจุดสูงสุดใหม่ที่ 5.61 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดในตลาดเมื่อปลายปีที่แล้ว และพอถึงสิ้นเดือนมกราคมปีนี้คือปี 2569 เพียง 1 เดือน มูลค่าหรือ Market Cap. ที่ถือโดยชาวต่างชาติก็เพิ่มขึ้นอีกเป็น 6.11 ล้านล้านบาท

บทความยังบอกด้วยว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นถึง 10.5 ล้านล้านบาทคิดเป็นประมาณ 52.8% ของปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวเลขระดับเกิน 50% นี้ก็เป็นมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทการครอบงำของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย และปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 1.83 เท่าของการถือหุ้นเฉลี่ย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อ-ขายหุ้นในตลาดที่ทำให้สภาพคล่องของหุ้นไทยสูงมาก

ผมอ่านจบแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่านักลงทุนต่างชาติกำลัง “กลับมา” เพราะในบทความยังมีอีกย่อหน้าหนึ่งที่บอกว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิไป 1.07 แสนล้านบาทเพื่อ “ทำกำไรระยะสั้น” เพราะตัวเลขปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ต่างชาติก็ซื้อสุทธิไปถึง 54,471 ล้านบาท ซึ่งทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากระดับ “ดีที่สุดในโลก” ในช่วงเดือนนั้น

พออ่านจบ แน่นอนว่าผมยังไม่เชื่อ ผมเป็นคนขี้สงสัย เพราะความเชื่อของผมตลอดมาก็คือ ในช่วงน่าจะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมักจะเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิปีหนึ่งเฉลี่ยในระดับแสนล้านบาท รวม ๆ แล้วน่าจะขายหุ้นไทยทิ้ง 1 ล้านล้านบาทแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ขายทิ้งอย่างหนัก คือปี 2568 ประมาณ -1.07 แสนล้านบาท ปี 2567 -2.2 แสนล้านบาท และปี 2566 ขาย -2.4 แสนล้านบาท ซึ่งก็มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาติดต่อกัน 3 ปี

แล้วทำไมบอกว่าช่วง 3-4 ปีมานี้ชาวต่างชาติถือหุ้นไทยเพิ่มขึ้นสูงที่สุดถึง 35.7% ตอนสิ้นปี และสิ้นเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นไปอีกมาก? “ฝรั่ง” กลับมาตอนไหน? ไหนว่าฝรั่งหนีจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถดถอยลงอย่างถาวรเพราะคนไทยแก่ตัว ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจสังคมแก้ไขไม่ได้ ทำไมนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้น?

คำตอบของผมก็คือ ที่ต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ ไม่ได้ถือเพิ่มเพราะเขามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มหรอกครับ เขาขายมาตลอดและขายมากด้วย แต่ที่เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นนั้นน่าจะมาจากการที่หุ้นบางตัวที่ต่างชาติถืออยู่มากมีราคาเพิ่มขึ้นมากแบบมโหฬาร ตัวหนึ่งก็คือหุ้น DELTA ที่เมื่อสิ้นปี 2565 มีมูลค่าหุ้น 1.04 ล้านล้านบาท แต่เมื่อถึงสิ้นปี 2568 กลายเป็น 2.16 ล้านล้านบาท และแค่ไม่กี่เดือนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569 มี market Cap. ถึง 3.18 ล้านล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 1.12 ล้านล้านบาทในเวลา 3 ปี จากปี 2565-2568 และเพิ่มขึ้นอีก 1.02 ล้านล้านบาทในเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน

ในขณะที่ตัวเลขการถือหุ้นของชาวต่างชาติเมื่อสิ้นปี 2565 เท่ากับ 6.02 ล้านล้านบาท สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 5.61 ล้านบาท หรือลดลง -0.41 ล้านล้านบาท และเมื่อสิ้นมกราคม 2569 อยู่ที่ 6.11 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น DELTA ที่ถือโดยชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของในระดับกว่า 50% ขึ้นไปของบริษัท

ผลอีกด้านหนึ่งก็คือ เนื่องจากหุ้น DELTA ที่ถือครองโดยชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ถึง 60-70% ขึ้นไป เติบโตขึ้นไปมาก ในขณะที่หุ้นตัวอื่น ๆ ทั้งตลาดนั้นแทบไม่โตเลย นั่นทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติปรับตัวขึ้นจากปี2565 ที่ 29.5% กลายเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดเมื่อสิ้นปี 2568 และทำให้คนไทยโดยเฉพาะที่เป็นคนดูแลตลาดหุ้น “ดีใจ” ที่ฝรั่งหรือชาวต่างชาติ “สนใจ” และเข้ามาถือหุ้นไทยมากขึ้นมาก

ผมเองก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับการที่หุ้นที่ชาวต่างชาติถือมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นมากโดยที่เขาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยเพิ่มเลย ส่วนใหญ่ขายด้วยซ้ำ

สรุปก็คือ ต่างชาติที่เป็น “นักลงทุน” นั้น ในช่วงอย่างน้อย 3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยสุทธิเลย เน้นขายเป็นหลัก และทำให้หุ้นตกหนักมาก แต่ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2569 พวกเขาก็กลับมาซื้อโดยเฉพาะในช่วงมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ซื้อหุ้นรวมกันเกือบ 60,000 ล้านบาทและทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วถึงประมาณเกือบ 20% แต่ในเดือนมีนาคมกลับมาขายสุทธิแบบ “Take Profit” หรือทำกำไรระยะสั้นทำให้หุ้นตกกลับลงมาเหลือกำไรประมาณ 12% นับจากต้นปี 2568

ส่วนประเด็นเรื่องที่ต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงมาก คิดเป็นกว่า 50% ของการซื้อ-ขายรายวันนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ในหุ้นไทยขนาดใหญ่น่าจะไม่เกิน 20 ตัวที่มีสภาพคล่องสูง และการเทรดน่าจะใช้โปรแกรมเทรดหุ้นที่ทำได้เร็วและสามารถกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นได้ อานิสงส์จากการที่ค่าคอมมิชชั่นในการเทรดนั้นต่ำมากและน่าจะต่ำกว่าในหลาย ๆ ตลาดในเอเชีย ทำให้เป็นที่นิยมของนักเก็งกำไรจากการเทรดหุ้นจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ช่วยให้ตลาดไทยมีสภาพคล่องที่ดีและอาจจะทำให้นักลงทุนโดยรวมยังสนใจซื้อ-ขายหรือลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง ๆ ที่ “พื้นฐานของธุรกิจ” อาจจะไม่ดีนัก

ข้อสรุปอีกประเด็นหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักเก็งกำไรในการเทรดหุ้นเชื่อก็คือ ต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมาก ช่วงที่เขาซื้อหุ้นสุทธิ ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นตามขนาดหรือปริมาณการซื้อสุทธิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกเขาขาย ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็จะตกลงตามปริมาณที่พวกเขาขายสุทธิ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาช้านาน ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นในระดับแค่ทางวิชาการและเป็นช่วงที่ฝรั่งยังไม่แอคทีฟด้วยซ้ำ ผมยังจำได้ว่าความสัมพันธ์คร่าว ๆ ก็คือ “ฝรั่งซื้อสุทธิ 1,000 ล้านบาท ดัชนีจะเพิ่มขึ้น 7 จุด” นั่นคือเมื่อหลายสิบปีก่อน

ลองมาดูข้อมูลย้อนหลังแบบไม่ต้องศึกษาข้อมูลทางสถิติก็คือ เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2541หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ว่าตลาดหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการซื้อหรือขายสุทธิของต่างชาติ

ช่วงแรกคือช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้นฟื้นตัว ตั้งแต่ปี 2541-2550 ซึ่งก็คือปีก่อนซับไพร์ม นี่คือช่วงที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมากอานิสงส์จากการที่ดัชนีหุ้นตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุดเนื่องจากวิกฤติ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ในแง่หุ้นรายตัวก็คือ กลุ่มแบงก์ฟื้นตัวและมีการปรับโครงสร้างทุนและการบริหารงาน ปริมาณการซื้อหุ้นของต่างชาติสุทธิมากถึง 900,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นยุคทองของ Fund Flow จากต่างชาติ

ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541และขึ้นไปถึง 900 จุดในปี 2550

ยุคที่ 2 คือช่วงปี ซับไพร์ม 2551-2555 นี่คือช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินของอเมริกา Fund Flow มีทั้งเข้าและออก โดยรวมเป็นซื้อสุทธิของต่างชาติประมาณ 200,000 ล้านบาท และนี่ก็คือ ยุคทองของตลาดหุ้นไทยและของ VI ไทย

ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงถึง 400 จุดในปี 2551 และขึ้นไปถึง 1,400 จุดในปี 2555

ยุคที่ 3 คือช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มอิ่มตัวจากปี 2556-2560 นี่คือช่วงที่ต่างชาติเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างจริงจัง โดยรวมแล้วพวกเขาขายหุ้นสุทธิประมาณ 250,000 บาท และนี่ก็คือช่วงที่ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง เศรษฐกิจเริ่มโตช้าลงมาก ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและเวียดนาม ต่างก็เข้ามาแข่งขันในการค้าขายระดับโลก

ดัชนีตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนเป็นเวลาหลายปี อยู่ที่ประมาณ 1,400-1,600 จุด

ยุคสุดท้ายคือยุคปัจจุบัน ปี 2561-2569 นี่คือยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่เศรษฐกิจลดลงอย่าง “ถาวร” กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่ำมาก เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาดีทำให้ต่างชาติไม่สนใจตลาดไทย ยอดขายสุทธิช่วงนี้สูงถึง 800,000 ล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนกว่า 10 ปี กลายเป็น Loss Decade

ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่จุดสูงสุด 1,800 จุด ในช่วงเริ่มแต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุด

ความหวังที่กระแสเงินหรือ Fund Flow จากต่างชาติจะกลับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้นั้น ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นบ้าง อาจจะด้วยเพราะการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังยุครัฐประหารและการที่หุ้นในตลาดอื่น ๆ ที่ดีมากมาหลายปีเริ่มจะหยุดลง ทำให้ต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในตลาดไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่เกิดสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลก็ทำให้แนวโน้มนี้สะดุดลง เราคงต้องดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาไหม

เพราะสำหรับการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นได้นั้น ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการซื้อหุ้นสุทธิของต่างชาติอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขาแทบจะครอบงำการซื้อ-ขายลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...