“แบงก์ชาติออสเตรเลีย” ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สกัดเงินเฟ้อพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง
"แบงก์ชาติออสเตรเลีย" ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% แตะ 4.1% สูงสุดรอบเกือบปี หลังเงินเฟ้อยังสูงเกินเป้าและมีความเสี่ยงเพิ่มจากราคาพลังงาน
วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 10.43 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 4.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568
การปรับขึ้นครั้งนี้เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่เหนือกรอบเป้าหมายของธนาคารกลางที่ 2–3% ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มผลักดันให้ราคาสินค้า โดยเฉพาะพลังงาน ปรับตัวสูงขึ้นอีก
RBA ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้เงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2565 แต่กลับเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป โดยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยคณะกรรมการมีมติเห็นชอบเพียง 5 ต่อ 4 เสียง สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน
แอนดรูว์ เฮาเซอร์ รองผู้ว่าการ RBA ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ออสเตรเลียยังคงเผชิญ “ปัญหาเงินเฟ้อ” และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงปลายปี 2569 ถึงปี 2570 และจะเข้าสู่ระดับกึ่งกลางของกรอบเป้าหมายได้ในปี 2571
ทั้งนี้ RBA เคยคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะพุ่งสูงสุดที่ประมาณ 4.2% ในช่วงกลางปี 2569 ก่อนจะชะลอลงต่ำกว่า 3% ในช่วงกลางปี 2570 อย่างไรก็ตามการคาดการณ์ดังกล่าวอาจต้องปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายไตรมาสของออสเตรเลียอยู่ที่ 3.6% ณ สิ้นเดือนธันวาคม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายเดือนในเดือนมกราคมอยู่ที่ 3.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อย
ด้านเศรษฐกิจโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.6% สูงกว่าคาดการณ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสามารถคงนโยบายการเงินในระดับเข้มงวดต่อไปได้
ภายหลังการประกาศ ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.11% สะท้อนการตอบรับของตลาดที่เป็นไปตามคาด
อ้างอิง : www.cnbc.com