โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท.รับไทยเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงแตะ 5% สวน ศก.ไม่สดใส ข่าวดีสแต็กเฟลชั่นยังห่างไกล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ธปท.รับไทยเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงแตะ 5% สวน ศก.ไม่สดใส ข่าวดีสแต็กเฟลชั่นยังห่างไกล

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สงครามตะวันออกกลางถือว่า มีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง เพราะหากไม่มีสงคราม ปี 2569 อาจเห็นจีดีพีโตขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.5% แต่ตอนนี้คาดจะกลับมาโตได้ประมาณ 1.5% ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 4-5% มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง โจทย์นโยบายการเงินจึงเปลี่ยนแปลงไป จากที่ต้องกังวลเงินเฟ้อด้านขาต่ำ เปลี่ยนเป็นเงินเฟ้อขาสูงแทน ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ได้ดีมากนัก โดยตัวเลขจีดีพีที่คาดว่าจะโต 1.5-2% ในปีนี้ ได้รวมผลการกระตุ้นจากเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังแล้ว

นายดอน กล่าวว่า แผนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของกระทรวงการคลัง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินผลของโครงการไว้ในรอบการประชุมล่าสุด แม้เม็ดเงินสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้จากเดิม 3 แสนล้านบาท เป็น 4 แสนล้านบาท แม้มองว่าผลลัพธ์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ช่วยดันจีดีพีบวกขึ้นประมาณ 0.6% โดยมิติผลกระทบต่อเงินเฟ้อมีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังคงมีความเปราะบาง กำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งผลของโครงการในอดีตที่เคยดำเนินการมา อาทิ คนละครึ่ง พบว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ผู้ประกอบการมักเลือกที่จะจัดโปรโมชันและตั้งราคาที่จูงใจเพื่อรักษาแรงซื้อมากกว่าการปรับขึ้นราคา แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาไปยังสินค้าอย่างใกล้ชิดว่า จะมีการเพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าใดด้วย

“เงินเฟ้อจะสูงต่อไปอีกสักพัก เดือนเมษายน ที่ผ่านมา เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่มองว่าเป็นการสูงแบบชั่วคราว ปี 2570 จะปรับลดลง จึงเป็นการสูงขึ้นประมาณ 1 ปีเท่านั้น โดยสถานการณ์จะขึ้นอยู่กับสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ว่าจะยุติลงได้เมื่อใดด้วย ซึ่งปัจจุบันยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้ออยู่ โดยความเสี่ยงทางการคลังจากการกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท อาจส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีขยับเข้าใกล้เพดานที่ 70% ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ทำให้พื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับรับมือกับเหตุการณ์ไม่แน่นอนในอนาคปรับลดลง จึงเน้นย้ำความสำคัญในการใช้เงินกู้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและตรงจุด สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่ากระตุ้นการบริโภคชั่วคราวเท่านั้น” นายดอน กล่าว

นายดอน กล่าวว่า ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงไว้ที่ระดับ 1% ถือว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบที่สามารถรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ได้นานกว่าธนาคารกลางอื่นๆ เพราะเริ่มต้นจากระดับเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ แม้มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะสงครามที่ดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นชั่วคราว แต่เชื่อว่ากระบวนการปรับลดลงของเงินเฟ้อในไทยจะเกิดขึ้นได้เร็วและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในที่สุด

นายดอน กล่าวว่า ประเทศไทยยังห่างไกลจากการเข้าสู่ภาวะสแต็กเฟลชั่น หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน จึงยังไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้า โดยหากเกิดภาวะสแต็กเฟลชั่นขึ้นจริง เงินเฟ้อจะค้างสูงไม่ยอมลง ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวทางตามตำราคือ ต้องยอมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เพื่อดึงเงินเฟ้อลงมาให้ได้ เหมือนอย่างสหรัฐในปี 1980 ปรับดอกเบี้ยขึ้นไปถึง 20% ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย แม้มีต้นทุนค่อนข้างมาก แต่สำหรับไทยในปัจจุบัน ธปท.มองว่ายังห่างไกลจากจุดนั้นค่อนข้างมาก อาจต้องระวังมากกว่าในส่วนของหากช็อกพลังงานหมดไปแล้ว เงินเฟ้ออาจกลับลงมาอยู่ค่อนข้างต่ำอีกครั้งมากกว่า

นายดอน กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางสูง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและวัตถุดิบที่ตึงตัวจึงกระทบต้นทุนของธุรกิจ และทำให้นักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (ลองฮอร์น) ลดลง โดยไทยนำเข้าพลังงานกว่า 7% ของจีดีพี สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางของไทยอยู่ที่ 2.9% ต่อจีดีพี มีวัตถุดิบพื้นฐานที่นำเข้าปริมาณสูง ได้แก่ แนฟทา 90% ปุ๋ยยูเรีย 71% น้ำมันดิบ 59% และฮีเลียม 57% โดยตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศรวม 11% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในประเทศไทยเสี่ยงถูกกระทบ แบ่งเป็นตลาดตะวันออกกลาง ประมาณ 1.2 ล้านคน หรือ 4% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ยุโรป 1.9 ล้านคน หรือ 6% และตลาดระยะไกลอื่น 0.3 ล้านคน หรือ 1% ทำให้ทั้งปี 2569 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 33 ล้านคน ปี 2570 อยู่ที่ 35.5 ล้านคน

นายดอน กล่าวว่า ภาคธุรกิจมีแนวโน้มได้รับผลกระทบชัดเจนในไตรมาส 2/2569 โดยได้รับผลกระทบแล้วเป็นธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูง อาทิ ขนส่ง สายการบินประมง พึ่งพาการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม วัตถุดิบราคาสูงขึ้นและตึงตัว อาทิ ปิโตรเคมีเคมีภัณฑ์ พลาสติกเกษตร ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น สต็อกเดิมที่มี 1–3 เดือน ทยอยหมดลง อาทิ ร้านอาหาร อาหารเครื่องดื่ม ยานยนต์และชิ้นส่วน วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ โดยกรณีเลวร้ายที่สุด หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น สต็อกเดิมที่จัดหาล่วงหน้า 6 เดือนหมดลง อาทิ ฮีเลียม ซึ่งจะกระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมการแพทย์ ยานยนต์และชิ้นส่วน แต่ยังพอมีแหล่งนำเข้าทดแทนได้บ้าง ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวทั้งปรับการผลิต ปรับการขาย และส่งผ่านราคา ซึ่งส่วนใหญ่จะปรับราคาไม่เกิน 20% ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่บางส่วนที่ต้นทุนสูงขึ้นมากและมีการเร่งซื้อ (panic buy) จะขึ้นราคามากกว่า 20% โดยหากสงครามจบลงได้ บางเซกเตอร์จะฟื้นตัวได้เร็วภายใน 6 เดือน อาทิ ธุรกิจโรงแรม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท.รับไทยเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงแตะ 5% สวน ศก.ไม่สดใส ข่าวดีสแต็กเฟลชั่นยังห่างไกล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...