โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เคล็ดลับดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้เสื่อมช้า ยืดอายุทะลุล้านกิโลฯ

PPTV HD 36

อัพเดต 23 เม.ย. เวลา 01.09 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 01.09 น.
เจาะลึกวิธีดูแลแบตเตอรี่รถ EV อย่างถูกวิธี เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด ลดการเสื่อมสภาพตั้งแต่วันแรก เซฟเงินหลักแสนในระยะยาวได้อย่างไร

ในยุคที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง "รถยนต์ไฟฟ้า" (EV) ได้ก้าวเข้ามาเป็นทางเลือกหลักสำหรับผู้ใช้รถชาวไทยจำนวนมาก แต่สิ่งที่ตามมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่นี้คือ "ความกังวล" โดยเฉพาะเรื่องของ "แบตเตอรี่" ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของรถ (คิดเป็น 40-50% ของราคารถทั้งคัน) ผู้ใช้รถหลายคนอาจเคยได้ยินข่าวลือหรือข้อควรระวังต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการชาร์จไฟหรือการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการใช้งาน

คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "เราจะทำอย่างไรให้แบตเตอรี่รถ EV อยู่กับเราไปได้นานที่สุด?" หรือ "เป็นไปได้ไหมที่จะใช้งานรถ EV ให้ทะลุหลักล้านกิโลเมตรโดยไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่?" คำตอบคือ "เป็นไปได้" หากคุณเข้าใจหลักการทำงานและรู้วิธีดูแลรักษาอย่างถูกวิธี วันนี้ ผู้เขียนจะพาคุณไปเจาะลึกถึงแก่นแท้ของการยืดอายุแบตเตอรี่ระดับเซลล์เคมี พร้อมกฎเหล็กที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ทำความรู้จักชนิดของแบตเตอรี่ NMC และ LFP หัวใจที่ต่างกัน

ก่อนที่เราจะไปดูแลแบตเตอรี่ เราต้องรู้ก่อนว่ารถ EV ของเราใช้แบตเตอรี่ประเภทใด เพราะแบตเตอรี่แต่ละชนิดมีนิสัยและความทนทานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน แบตเตอรี่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • แบตเตอรี่ NMC (Nickel Manganese Cobalt) นิยมใช้ในรถยุโรปและรถรุ่นท็อปที่มีมอเตอร์กำลังสูง แบตเตอรี่ชนิดนี้มีความหนาแน่นของพลังงานสูงมาก ทำให้น้ำหนักเบาและวิ่งได้ระยะทางไกล แต่ข้อเสียคือมีความอ่อนไหวต่อความร้อนสูง และมีจำนวนรอบการชาร์จอยู่ที่ประมาณ 1,000 - 2,000 รอบ

  • แบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเกือบทุกรุ่น (เช่น BYD, GWM, MG) แบตเตอรี่ชนิดนี้มีความทนทานต่อความร้อนสูงมาก โอกาสเกิดไฟไหม้ต่ำมาก และที่สำคัญคือมีอายุการใช้งานหรือรอบการชาร์จที่ยาวนานถึง 3,000 - 5,000 รอบ ซึ่งหากคำนวณเป็นระยะทางแล้ว สามารถวิ่งได้ทะลุ 1 ล้านกิโลเมตรอย่างสบายๆ แม้ความหนาแน่นพลังงานจะน้อยกว่า ทำให้ก้อนแบตเตอรี่มีน้ำหนักมากกว่าก็ตาม

การรู้ว่ารถของคุณใช้แบตเตอรี่ชนิดใด จะช่วยให้คุณปรับพฤติกรรมการชาร์จได้อย่างเหมาะสมที่สุด ซึ่งเราจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

กฎเหล็ก 20-80% เคล็ดลับอายุยืนของแบตเตอรี่

หลักการสำคัญที่สุดในการดูแลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทุกชนิดบนโลก ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แล็ปท็อป หรือรถยนต์ไฟฟ้า คือ "หลีกเลี่ยงความเครียดของเซลล์แบตเตอรี่" ความเครียดที่ว่านี้เกิดขึ้นเมื่อแบตเตอรี่มีระดับพลังงานต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป

  • อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 20% เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด แรงดันไฟฟ้าในเซลล์จะลดต่ำลงอย่างมาก สารเคมีภายในจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดึงพลังงานเฮือกสุดท้ายออกมาจ่ายให้กับมอเตอร์ หากปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0% บ่อยๆ เซลล์แบตเตอรี่จะเกิดความเสียหายอย่างถาวรและเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

  • อย่าชาร์จเต็ม 100% เป็นประจำ (สำหรับแบต NMC) การอัดประจุไฟฟ้าจนเต็มความจุ 100% จะทำให้เซลล์แบตเตอรี่เกิดความตึงเครียดสูง อุณหภูมิภายในจะสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง วิศวกรยานยนต์แนะนำให้ตั้งค่าการชาร์จสูงสุดไว้ที่ 80% สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และชาร์จเต็ม 100% เฉพาะเวลาที่ต้องเดินทางไกลเท่านั้น

หลักการนี้ได้รับการยืนยันและใช้งานอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ไอทีชั้นนำระดับโลก โดยระบบปฏิบัติการมักจะมีฟีเจอร์จำกัดการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่

ข้อยกเว้นสำหรับแบตเตอรี่ LFP

หากรถของคุณใช้แบตเตอรี่ LFP ผู้ผลิตมักจะแนะนำให้คุณ "ชาร์จเต็ม 100% อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง" สาเหตุไม่ใช่เพราะ LFP ชอบให้ชาร์จเต็ม แต่เนื่องจากลักษณะแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ LFP ค่อนข้างคงที่ ระบบจัดการแบตเตอรี่จึงคำนวณเปอร์เซ็นต์คงเหลือได้ยาก การชาร์จจนเต็ม 100% จะเป็นการปรับเทียบให้ระบบ BMS รู้ว่าจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของแบตเตอรี่อยู่ตรงไหน ทำให้หน้าปัดแสดงเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำ ไม่เกิดอาการเปอร์เซ็นต์วูบกลางทาง

เลือกใช้การชาร์จ AC เป็นหลัก และ DC เฉพาะยามจำเป็น

ระบบการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ การชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charging) หรือการชาร์จข้ามคืนที่บ้าน และการชาร์จแบบกระแสตรง (DC Fast Charging) ตามสถานีชาร์จสาธารณะ

การชาร์จแบบ DC Fast Charging ถือเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมในการอำนวยความสะดวกเมื่อเดินทางไกล ปัจจุบันมีสถานีชาร์จที่สามารถจ่ายกำลังไฟได้สูงมหาศาล ทำให้ชาร์จเต็มได้ในเวลาไม่กี่นาที

อย่างไรก็ตาม การผลักดันกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงระดับ 360 kW เข้าสู่แบตเตอรี่อย่างรวดเร็ว จะก่อให้เกิด "ความร้อนสะสมปริมาณมหาศาล" และทำให้ลิเธียมไอออนเคลื่อนที่อย่างรุนแรง ซึ่งกระบวนการนี้หากทำบ่อยเกินไป (เช่น ชาร์จ DC ทุกวัน) จะทำให้โครงสร้างภายในของเซลล์แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติถึง 10-20%

ดังนั้น กฎข้อที่สามคือ "ชาร์จ AC เมื่อมีโอกาส ชาร์จ DC เมื่อจำเป็น" การชาร์จผ่าน Wall Charge ที่บ้านด้วยกระแสไฟอ่อนๆ (7-22 kW) ตลอดทั้งคืน เป็นวิธีที่อ่อนโยนและดีที่สุดสำหรับแบตเตอรี่ เพราะความร้อนแทบไม่เกิดขึ้นเลย เซลล์แบตเตอรี่จะค่อยๆ เรียงตัวรับประจุอย่างเป็นระเบียบ ทำให้อายุการใช้งานยาวนานที่สุด

ความร้อน ศัตรูตัวร้ายหมายเลขหนึ่งของรถ EV

ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ชนิดใด "ความร้อน" คือศัตรูที่อันตรายที่สุด แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะทำงานได้ดีที่สุดในอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส อัตราการเสื่อมสภาพทางเคมีจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก

วิธีบริหารจัดการความร้อนเบื้องต้น

  • จอดรถในที่ร่ม ประเทศไทยมีอากาศที่ร้อนจัด การจอดรถตากแดดจัดทิ้งไว้ทั้งวันไม่เพียงแต่ทำให้อุณหภูมิในห้องโดยสารพุ่งสูง แต่ยังทำให้อุณหภูมิของก้อนแบตเตอรี่ใต้ท้องรถสูงขึ้นตามไปด้วย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรพยายามหาที่จอดใต้ร่มไม้ หรืออาคารจอดรถ

  • ไม่ชาร์จ DC ทันทีหลังจากการขับขี่อย่างหนักหน่วง หากคุณเพิ่งขับรถด้วยความเร็วสูง หรือขับขึ้นเขาที่ต้องใช้พลังงานมอเตอร์เยอะ อุณหภูมิแบตเตอรี่จะสูงมาก การเสียบหัวชาร์จ DC ทันทีจะเป็นการเพิ่มความร้อนเข้าไปทวีคูณ ควรจอดพักรถให้ระบบระบายความร้อนทำงานลดอุณหภูมิลงสัก 10-15 นาที ก่อนเริ่มทำการชาร์จเร็ว

พฤติกรรมการขับขี่มีผลโดยตรง

หลายคนอาจไม่ทราบว่า "เท้าขวา" ของคุณมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่

  • หลีกเลี่ยงการเหยียบคันเร่งมิดบ่อยๆ การกระชากคันเร่งเพื่อให้รถพุ่งออกตัวอย่างรวดเร็ว (ซึ่งเป็นข้อดีของมอเตอร์ไฟฟ้าที่แรงบิดมารอบต่ำ) จะทำให้แบตเตอรี่ต้องคายประจุไฟฟ้าในปริมาณมหาศาลภายในเสี้ยววินาที การคายประจุอย่างรุนแรงนี้สร้างความร้อนและความเครียดให้กับเซลล์แบตเตอรี่อย่างหนักหน่วง

  • ใช้ระบบ Regenerative Braking อย่างชาญฉลาด รถ EV ทุกรุ่นจะมีระบบดึงพลังงานกลับจากการเบรก (Regen) การตั้งค่า Regen ให้อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง จะช่วยหน่วงความเร็วรถเมื่อถอนคันเร่ง ทำให้คุณแทบไม่ต้องเหยียบเบรก พลังงานที่ได้จากการหน่วงนี้จะถูกแปลงกลับเป็นกระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่แบตเตอรี่อย่างช้าๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งแล้ว ยังเป็นการชาร์จไฟแบบถนอมแบตเตอรี่อีกด้วย

การจอดรถทิ้งไว้นานๆ ต้องทำอย่างไร?

หากคุณมีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ หรือต้องจอดรถ EV ทิ้งไว้โดยไม่ได้ขับเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน มีข้อควรระวังขั้นเด็ดขาดคือ ห้ามจอดทิ้งไว้ในขณะที่แบตเตอรี่เหลือ 100% หรือต่ำกว่า 20% เด็ดขาด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การที่เซลล์แบตเตอรี่มีสถานะประจุเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ จะทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะตึงเครียดสูงสุด หากปล่อยทิ้งไว้ในสถานะนี้นานๆ แบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพอย่างถาวร ในทางกลับกัน หากจอดทิ้งไว้ตอนแบตเตอรี่ใกล้หมด ระบบรักษาความปลอดภัยของรถยังคงแอบกินไฟอยู่เล็กน้อย อาจทำให้แบตเตอรี่ลดลงจนเหลือ 0% และทำให้แบตเตอรี่ตายถาวรจนต้องเรียกรถสไลด์เข้าศูนย์บริการ

วิธีที่ถูกต้อง หากต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับ 50% - 60% ซึ่งเป็นจุดที่เซลล์แบตเตอรี่มีความผ่อนคลายและเสถียรที่สุด และควรจอดในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก

อัปเดตซอฟต์แวร์ BMS (Battery Management System) สม่ำเสมอ

ในรถยนต์สันดาป เครื่องยนต์คือหัวใจ แต่ในรถยนต์ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ BMS (Battery Management System) คือสมองกลที่ควบคุมทุกอย่างที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ ระบบ BMS ทำหน้าที่ดูแลอุณหภูมิ ควบคุมแรงดันไฟฟ้าขณะชาร์จ และที่สำคัญที่สุดคือการทำ Cell Balancing หรือการเกลี่ยประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่แต่ละเซลล์ให้มีความสมดุลกัน

ค่ายรถยนต์มักจะปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA (Over-The-Air) หรือการอัปเดตที่ศูนย์บริการอยู่เป็นประจำ การอัปเดตซอฟต์แวร์เหล่านี้มักจะมาพร้อมกับอัลกอริทึมการจัดการแบตเตอรี่ที่ฉลาดขึ้น ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และแก้ไขบั๊กที่อาจทำให้แบตเตอรี่ทำงานหนักเกินไป ดังนั้น ผู้ใช้รถ EV จึงหมั่นตรวจสอบและอัปเดตซอฟต์แวร์ของรถให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ

สรุป การดูแลรักษาเพื่อเป้าหมาย "ล้านกิโลเมตร"

การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นตามกาลเวลาและจำนวนรอบการใช้งานทางเคมี ไม่ต่างอะไรกับความร่วงโรยของเครื่องยนต์สันดาป แต่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้คือ "อัตราความเร็วในการเสื่อมสภาพ"

เพียงแค่คุณปรับพฤติกรรมการใช้งานเล็กน้อยด้วยการใช้สูตร 20-80% สำหรับแบตเตอรี่ NMC หรือชาร์จเต็ม 100% สัปดาห์ละครั้งสำหรับแบต LFP, เลือกชาร์จ AC ที่บ้านเป็นหลัก, หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดดจัด, ขับขี่ด้วยความนุ่มนวล และดูแลซอฟต์แวร์รถให้ทันสมัยอยู่เสมอ

หากคุณปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ แบตเตอรี่รถ EV ของคุณจะมีสุขภาพที่ดี มีเปอร์เซ็นต์ความจุแบตเตอรี่ลดลงเพียงปีละ 1-2% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า กว่าแบตเตอรี่จะเสื่อมจนถึงจุดที่ต้องเปลี่ยน (ประมาณ 70% ของความจุเดิม) คุณอาจจะใช้งานรถคันนี้ทะลุหลัก 1,000,000 กิโลเมตร หรือมากกว่า 15-20 ปีไปแล้ว ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น เทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ๆ ในอนาคตก็จะมีราคาถูกลงจนคุณไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่อีกต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เคล็ดลับดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้เสื่อมช้า ยืดอายุทะลุล้านกิโลฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...