BlackRock ชี้ ETF ตราสารหนี้ ขึ้นแท่นกันชนสภาพคล่อง หลังนักลงทุนแห่ถอนเงินจาก private credit
BlackRock ชี้ ETF ตราสารหนี้ ขึ้นแท่นกันชนสภาพคล่อง หลังนักลงทุนแห่ถอนเงินจาก private credit รับบทเครื่องมือสำคัญในช่วงตลาดผันผวน
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ากองทุน ETF (Exchange-Traded Funds) อาจกลายเป็นแหล่งสภาพคล่องสำคัญสำหรับนักลงทุนรายย่อย หลังจากเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (private assets) มากขึ้น ตามรายงานของ BlackRock Inc. โดยชี้ว่า กองทุน private โดยทั่วไปมีข้อจำกัดด้านการไถ่ถอน ไม่สามารถขายได้ทุกวัน และการปรับมูลค่าทรัพย์สินทำได้ช้ากว่า ส่งผลให้นักลงทุนต้องการเครื่องมือที่สามารถซื้อขายได้ทันที โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวน
รายงานระบุว่า เมื่อการลงทุนใน private credit เพิ่มขึ้นในหมู่นักลงทุนฐานะดี กองทุน ETF ตราสารหนี้สามารถทำหน้าที่เป็น “กันชนสภาพคล่อง” (liquid ballast) เพื่อช่วยให้พอร์ตยังมีความยืดหยุ่น โดย Vasiliki Pachatouridi ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ของ iShares ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) ระบุว่า การรักษาระดับสภาพคล่องในพอร์ตโดยรวมมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่สามารถขายได้ง่าย
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรม private credit เผชิญแรงกดดันจากคำขอไถ่ถอนจำนวนมากของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งกังวลผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อบริษัทซอฟต์แวร์ที่กองทุนลงทุนอยู่ ส่งผลให้บางกองทุนต้องจำกัดการไถ่ถอน และทำให้เงินจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ถูกล็อกไว้ภายในกองทุน
ในทางกลับกัน ปริมาณการซื้อขาย ETF ตราสารหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมากกว่า 3 เท่าตั้งแต่ปี 2563 มาอยู่ที่เฉลี่ย 67,000 ล้านดอลลาร์ต่อวันในปีนี้ และมักพุ่งสูงในช่วงตลาดผันผวน เช่น แตะ 84,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงสงครามอิหร่าน สะท้อนบทบาทของ ETF ในฐานะเครื่องมือบริหารสภาพคล่อง
ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่อย่าง Pacific Investment Management Company และ Janus Henderson Group ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยที่เคยหันไปลงทุนใน private credit เริ่มกลับมาสนใจ ETF ตราสารหนี้มากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน แต่มีสภาพคล่องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
อ้างอิง : bloomberg.com