โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วีซ่าใช้ AI ปราบสแกมเมอร์ หลังยอด Deepfake พุ่งแรง 158%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

วีซ่าเผยกลโกง AI พุ่งเป้าทำลายความเชื่อมั่น ชูโซลูชัน AI เชิงรุกและระบบ Tokenization สกัดมิจฉาชีพ พร้อมสร้างสมดุลความปลอดภัยและความสะดวกในคลิกเดียว

วันที่ 10 เมษายน 2569 - ในเศรษฐกิจยุคดิจิทัลความเชื่อมั่นกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุด ทุกวันนี้มีการชำระเงินนับล้านรายการเกิดขึ้นทั่วโลกในทุกนาที โดยอาศัยความไว้วางใจร่วมกันว่าการทำธุรกรรมนั้นปลอดภัย แต่ความเชื่อมั่นนี้กำลังถูกท้าทาย เมื่อเหล่านักต้มตุ๋นเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้น เปลี่ยนพฤติกรรมทั่วไปของผู้คนให้กลายเป็นช่องทางโจมตีโดยไม่รู้ตัว

อาชญากรรมทางการเงินมักเกิดขึ้นตามเส้นทางของเงิน แต่เทคโนโลยี AI ได้เปลี่ยนทั้งรูปแบบและความเร็วของการ สแกมไปอย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้ เครื่องมือ AI สามารถสร้างข้อความหลอกลวงที่น่าเชื่อถือได้ภายในไม่กี่วินาที เลียนเสียงจากคลิปเสียงสั้น ๆ ได้อย่างสมจริง หรือสร้างเว็บไซต์ปลอมที่เหมือนของจริงจนหลงเชื่อได้ง่าย ๆ

นายวรุณ มหินทรุ หัวหน้าฝ่ายบริการเสริม วีซ่า ประจำสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย เปิดเผยว่า จากรายงาน Sumsub Identity Fraud Report ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า การสแกมที่ใช้เทคโนโลยี “ดีพเฟก (Deepfake)” ในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 158% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความล้ำหน้าของกลโกงที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนทางดิจิทัลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับกลยุทธ์หลอกลวงที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

จากการพูดคุยกับทีมจัดการความเสี่ยง พันธมิตรทางธุรกิจ และหน่วยงานที่ดูแลด้านการเงิน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาของยุคนี้ไม่ได้อยู่แค่จำนวนการฉ้อโกงที่เกิดขึ้น แต่คือความเร็วที่มันพัฒนา และความสามารถของผู้ป้องกันการฉ้อโกงที่จะปรับตัวให้ทันโดยไม่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานลดลง

การแข่งขันด้วย AI ในระบบชำระเงิน

ข่าวดีคือ เทคโนโลยีเดียวกันที่มิจฉาชีพนำไปใช้ ก็สามารถนำมาช่วยให้การจ่ายเงินปลอดภัยยิ่งขึ้นได้เช่นกัน ทุกครั้งที่คุณแตะบัตร ซื้อกาแฟ หรือจองตั๋วออนไลน์ ระบบ AI กำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง ประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยเปรียบเทียบกับธุรกรรมนับพันล้านรายการ เพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น อุปกรณ์ที่ไม่คุ้นเคย พื้นที่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน หรือรูปแบบการใช้จ่ายที่ต่างไปจากเดิม

ความท้าทายจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” กับ “ความสะดวก” หากตั้งระบบให้เข้มงวดเกินไปจนปฏิเสธธุรกรรมที่ถูกต้อง ผู้ใช้ก็อาจรู้สึกไม่พอใจและเกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีในการใช้งาน ดังนั้น วีซ่าและพันธมิตรจึงผสานระบบกฎเกณฑ์เดิมเข้ากับโมเดล Machine Learning ที่เรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดเวลา เพื่อลดการปฏิเสธธุรกรรมที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงควบคุมความเสี่ยงได้อยู่หมัด

แนวทางป้องกันแบบหลายชั้นนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเปิดบัญชีใหม่ การลงทะเบียนอุปกรณ์ ไปจนถึงการตรวจสอบธุรกรรมหลังการชำระเงิน เมื่อวีซ่าเข้าซื้อกิจการของ Featurespace เทคโนโลยี AI ตรวจจับการทุจริตแบบเรียลไทม์ของทั้งสองฝ่ายจึงถูกรวมเป็นโซลูชันแบบครบวงจร ใช้ระบบที่เรียนรู้และปรับวิธีรับมือตามพฤติกรรม หรือ Adaptive Behavioural Models ในการประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมทุกรูปแบบ ทั้งการใช้บัตร การโอนบัญชีต่อบัญชี และการชำระเงินแบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์มเดียว

เพราะระบบนี้ไม่จำกัดอยู่แค่รูปแบบการชำระเงิน ธนาคารและบริษัทต่าง ๆ จึงสามารถตรวจจับรูปแบบการโกงใหม่ ๆ ได้รวดเร็วกว่าการตอบสนองรายกรณี ผลลัพธ์คือ การป้องกันสามารถเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และธุรกรรมที่ถูกต้องจำนวนมากก็จะไม่ถูกปฏิเสธโดยไม่จำเป็น

ความเชื่อมั่นเกิดจากความร่วมมือ

ไม่มีสถาบันไหนสามารถมองเห็นภัยคุกคามทั้งหมดได้เพียงลำพัง ความร่วมมือจึงเป็นหัวใจสำคัญในการต่อกรกับอาชญากรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเป็นรากฐานของการสร้างความไว้วางใจในระบบการเงิน

ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก วีซ่าทำงานร่วมกับพันธมิตรหลากหลาย ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการฉ้อโกงและกลโกงออนไลน์ เมื่อมีสัญญาณการระบาดของเว็บไซต์ลงทุนปลอมหรือข้อความฟิชชิ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง ข้อมูลและโมเดล AI จะถูกอัปเดตทันที เพื่อช่วยชะลอและป้องกันไม่ให้รูปแบบการหลอกลวงเดียวกันแพร่กระจายไปยังตลาดอื่น นอกจากนี้วีซ่ายังได้จัดตั้ง “Visa Scam Disruption Practice” ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจที่ใช้ทั้งข้อมูลเชิงเครือข่าย เทคโนโลยี AI ขั้นสูง และความเชี่ยวชาญของบุคลากร ในการตรวจจับและยับยั้งกลโกงขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อปกป้องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ธุรกิจ และพันธมิตรในระบบนิเวศการชำระเงิน

เทคโนโลยีอื่นก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือระบบ “Tokenisation” ที่แทนหมายเลขบัตรจริงด้วยโค้ดดิจิทัลเฉพาะตัว ทำให้ข้อมูลที่ถูกขโมยนำไปใช้งานต่อไม่ได้ วีซ่าประเมินว่าระบบดังกล่าวช่วยลดอัตราการฉ้อโกงได้สูงสุดถึง 60% และป้องกันความเสียหายไปแล้วหลายร้อยล้านดอลลาร์ทั่วโลก ปัจจุบันมีโทเค็นหมุนเวียนอยู่ราว 17.5 พันล้านโทเค็น มากกว่าจำนวนบัตรจริงถึงสามเท่า เราจึงเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้มากขึ้น ให้การชำระเงินออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกจากช่วยลดการฉ้อโกงแล้ว ระบบ Tokenisation ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของ “Agentic Commerce” หรือรูปแบบการค้าใหม่ ที่ตัวแทนอัจฉริยะสามารถทำธุรกรรมแทนผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ออกแบบ AI ด้วยหลักแห่งความเชื่อมั่น

เมื่อมองถึงพัฒนาการในระยะต่อไป บทบาทของ AI จะไม่หยุดอยู่แค่การประเมินความเสี่ยงของธุรกรรม แต่จะขยายไปสู่การช่วยยืนยันตัวตน และตัดสินใจแทนผู้ใช้ในระบบดิจิทัลมากขึ้น ปัจจุบันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากใช้ลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้าอยู่แล้ว ขณะที่เทคโนโลยีใหม่อย่าง “Passkeys” ก็เริ่มเข้ามาแทนรหัสผ่านแบบเดิม ทำให้การยืนยันตัวตนง่ายและปลอดภัยขึ้น ไม่นานจากนี้ ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ได้รับอนุญาตให้เลือกสินค้า ซื้อของ จ่ายบิล หรือทำธุรกรรมแทนเรา กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกเหล่านี้ก็มาพร้อมกับคำถามสำคัญใหม่ ๆ ร้านค้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคำสั่งซื้อที่ได้รับมาจาก “เอเจนต์ที่เชื่อถือได้” ไม่ใช่ “บอตที่ประสงค์ร้าย” ธนาคารจะอธิบายเหตุผลได้อย่างไร เมื่อระบบ AI ปฏิเสธธุรกรรมหนึ่งแต่อนุมัติอีกธุรกรรมหนึ่ง ทั้งที่ดูคล้ายกัน และหน่วยงานกำกับดูแลจะสร้างกรอบดูแลระบบที่เรียนรู้และพัฒนาได้เองตลอดเวลานี้อย่างไรไม่ให้ตามไม่ทัน

คำตอบคือ เราจำเป็นต้องออกแบบ AI โดยตั้ง “ความเชื่อมั่น” ไว้เป็นหัวใจตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่สิ่งที่มาเติมภายหลัง เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ธุรกรรมเร็วและสะดวกขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในระบบการเงินให้แข็งแรงยิ่งกว่าเดิม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...