‘ศิริกัญญา’ ชี้ ‘พ.ร.ก.โอนงบปี 69’ ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ขอให้ปรับใช้กลไกสภา
เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายแสดงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปี 2569 มีคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันสูงขึ้นที่ทำให้สินค้าต่างๆ เพิ่มราคาตาม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งนี้ยังไม่เห็นนโยบายใดของรัฐบาลที่จะแก้ไขเรื่องดังกล่าว นอกจากโครงการคนละครึ่งพลัส อย่างไรก็ดีตนมองว่ารัฐบาลควรกำหนดไว้ในนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนอุ่นใจต่อการช่วยเหลือที่เพียงพอ หรือมาตรการเพิ่มเติมในการช่วยภาคขนส่งรายเล็กและรายใหญ่ ที่น่าสนใจคือ ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเหลือ 9 ล้านคน จากเดิมที่มี 13.4 ล้านคน โดยรัฐบาลระบุว่าจะทำให้เสร็จในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งน่ากังวลต่อการยืนยันรับสิทธิ
“การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 69 ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. นี้ จริงหรือไม่ แม้จะฟังดูดีที่เหมือนเกลี่ยก่อนกู้ ซึ่งเป็นคำถามว่าจริงหรือไม่ ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงภาวะการคลังที่เสี่ยงเข้าใกล้วิกฤติ ส่วนงบกลางเพื่อใช้ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ทราบมาว่าคงเหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ก่อนหน้านั้นใช้งบไป 1 ใน 3 ของงบฯ ดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้การโอนงบ มีข่าวจะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ข้ามหัวสภา ขอถามว่าจะแก้ไขฐานะการคลังของรัฐบาลหรือแก้ปัญหาให้ประชาชน ทั้งนี้การออกกฎหมายโอนงบในช่วงไตรมาส 3 จะเสียก่อนได้ เพราะงบถูกใช้มาก ยอดเมื่อสิ้นเดือน มี.ค. ใช้งบเกิน ร้อยละ 60 เบื้องต้นคาดว่าจะมีกองกลางที่ปรับได้ 4 แสนล้านบาท หากบอกว่าจะตัดจะโอนงบ 4 หมื่นล้านบาท กังวลว่าจะไปไม่ถึง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า การตัดได้มากหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่จะออกมา หากเขียนเกณฑ์แบบหลวมๆ เหมือนบอกว่าห้ามข้าราชการดูงานต่างประเทศที่มีเงื่อนไขว่าอยู่ที่ดุลพินิจ เชื่อว่าจะไม่มีงบให้ตัดแน่นอน แต่ความรวดเร็วไม่ใช่เหตุผลที่จะออกเป็น พ.ร.ก. และคิดว่าออกไม่ได้ เพราะตาม มาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้กฎหมายงบประมาณต้องออกเป็น พ.ร.บ. และต้องผ่านสภา ส่วนที่บอกว่าต้องเร็วนั้น ตนมองว่าไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะก่อนหน้านั้นการโอนงบที่ผ่านมาแม้จะทำล่าช้าไป 6 เดือนแต่กระบวนการของสภา เร่งรัดให้เสร็จโดยเร็วได้ ดังนั้นตนมองว่าการออก พ.ร.ก.โอนงบ จะไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญและขอร้องอย่าข้ามหัวสภา
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลเสียงแข็งว่าไม่สามารถลดได้ ทั้งที่การลดแม้จะ 2 บาท จะสามารถชะลอการขึ้นราคาสินค้าได้ ส่วนที่ไม่มีการปรับลดการเก็บภาษีสรรพสามิต ตนคาดว่าสถานการณ์การคลังจะวิกฤติกว่าที่รับรู้ อย่างไรก็ตามเมื่อไม่ลดภาษี ขออย่าเก็บเพิ่มได้หรือไม่ ขณะที่แนวทางการลดราคาน้ำมันขอความชัดเจน ว่าจะเก็บภาษีลาภลอยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะหนี้เบ่งบานที่ขอบอกว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว”
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด 4 เดือนแรก ทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้า หรือตกเบิกแน่นอน กองทุนประชารัฐ ที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการ งบปี 69 ตั้งไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากคิดจะกู้ แสดงว่ากู้เพื่อใช้รายจ่ายประจำของงบประมาณ และหากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจและออกจากวิกฤติให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้ จำนวน 5 แสนล้านบาท ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน