โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“สิ่งเดียวที่มีไปสู้ ม.112 ได้คือเวลาของผม” อติรุจ จำเลยคดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จ

iLaw

อัพเดต 15 มี.ค. เวลา 12.57 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 12.57 น. • iLaw

“สิ่งเดียวที่ผมมีที่จะไปสู้กับกฎหมายของประเทศไทยได้ก็คือเวลา ที่ผมใช้ได้ตอนนี้ คือเวลาของผมเอง การเข้าคุก คือผมจ่ายเวลาปีครึ่ง”

“อันนี้ก็คือเป็นข้อความที่ผมอยากสื่อออกไปด้วย ว่าประเทศนี้จะอยู่แบบนี้ กับการที่คนออกไปตะโกน คนออกไปแสดงความคิดกับสถาบันฯ ต้องเสียเวลา 1 ปีครึ่ง”

อติรุจ โปรแกรมเมอร์วัย 29 ปี ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ จากการตะโกนใส่ขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ”

อติรุจมองว่าคดีของเขาคือการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่แม้ศาลชั้นต้นจะตัดสินให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน และตัวเขาเองไม่มีหวังนักกับการตัดสินของศาลอุทธรณ์ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (15 มีนาคม 2569) แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หวังว่า หากถูกจำคุก คดีของเขาก็จะแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์เสรีภาพบางอย่างในประเทศไทย

อติรุจในวันที่ตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ”

เราเริ่มให้อติรุจแนะนำตัว และความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนให้เขาพาเราย้อนไปถึงเหตุการณ์วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของคดี ที่บริเวณขบวนเสด็จ

“ช่วงตอนโดนคดี ผมอายุประมาณ 25 ปี ก็ผ่านมา 3 ปีกว่า ตอนนี้ก็อายุเกือบ 30 ปีแล้ว ยังคงทำงานอยู่ที่เดิม

ในส่วนของตัวคดีอาจจะไม่ได้กระทบกับตัวที่ทำงานมากนัก จริงๆ ก็กระทบแหละ คือมีติดว่าจะทำงานบางอย่างไม่ได้ เพราะด้วยความที่มันมีประวัติคดีอาญา แต่ก็ยังมีงานทำอยู่”

อติรุจถูกดำเนินคดีสืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 ที่เขาตะโกนใส่ขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” เขาเล่าว่า เขาไปเดินงานหนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่ขณะกำลังกลับบ้าน ซึ่งต้องเดินออกประตูทางออก ก็มีเจ้าหน้าที่ที่ไม่รู้ว่ามาจาก สน.ไหน มาถามว่า “จะไปนั่งรับเสด็จไหม ?”

“มันมีกลุ่มคนไปนั่งรอรับเสด็จอยู่ตรงทางออกศูนย์ประชุมฯ แต่ผมก็ตอบไปว่า ‘ไม่นั่ง’ และเดินข้ามถนนไปเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า แต่ก็มีการปิดทางไม่ให้ข้ามถนน ทั้งพอเจ้าหน้าที่เห็นว่าผมไม่ยอมรับเสด็จ และไม่ยอมกลับเข้าไปที่ศูนย์ประชุมฯ ก็มายืนล้อมผมไว้หลายนาที จนขบวนเสด็จผ่าน คนที่รับเสด็จบริเวณนั้นก็เริ่มตะโกน ‘ทรงพระเจริญ’ ผมก็เลยตะโกนสวนเขาก็ไปว่า ‘ไปไหนก็เป็นภาระ’”

สำหรับที่มาของการตะโกนประโยคนี้ เขาเท้าความว่า มาจากเหตุการณ์ในช่วงๆ นั้น ที่หลังเหตุกราดยิงในหนองบัวลำภู ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่มีการจัดให้มีการปูพรมแดง วางดอกไม้ หรือให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตมาต่อแถวรับเสด็จ เมื่อเห็นภาพข่าวเหล่านั้น ทำให้เขารู้สึกโมโห ที่ผู้สูญเสียต้องมาเข้าร่วมพิธีการทางการ บวกกับกระแสขบวนเสด็จที่กระทบชีวิตประชาชนในช่วงนั้น จนทำให้เขาตะโกนถ้อยคำนั้นออกมา

ภายหลังการตะโกน อติรุจถูกปิดปาก ล็อกตัว และอุ้มโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปในศูนย์ประชุมฯ โดยที่ในตอนนั้น เขาไม่ทราบว่าคนเหล่านั้นคือใคร เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยไหน แม้ว่าตัวเขาจะพยายามถามแล้ว จึงทำให้เกิดการขัดขืน จนเป็นที่มาของการถูกกล่าวหาว่าต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ซึ่งเขาสู้ในประเด็นนี้ในชั้นอุทธรณ์แม้ว่าศาลจะชี้ว่าผิดตามข้อกล่าวหาให้เหตุผลว่ามีตำรวจได้รับบาดเจ็บ แต่ตัวอติรุจเองก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกันจากการโดนอุ้ม และกดลงกับพื้นด้วยเข่า

“ข้อหานี้ยังสู้คดีอยู่ แต่ว่าความจริงศาลก็ตัดสินแล้วล่ะว่าผิดตามข้อกล่าวหา เพราะว่าตัวตำรวจก็บอกว่าได้รับบาดเจ็บ ซึ่งความจริงผมเองก็มีได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน ก็คือหลังจากผมโดนอุ้มเข้าไปในห้องของศูนย์ประชุมฯแล้วก็มีการกดผมลงกับพื้นด้วยเข่า ตามที่ให้การไป

จริงๆ ตอนตะโกน ผมก็รู้แหละว่ามันมีโอกาสโดนฟ้อง หรือโดนดำเนินคดี ม.112 เพราะนั่นคือขบวนเสด็จ แต่ถามว่าคนบนรถจะรู้ไหมว่ามีเหตุการณ์ตรงนี้เกิดขึ้น ผมก็ยังไม่รู้นะครับ ผมอยากพูดถึงปัญหาของ ม.112 ตรงนี้ว่า ผมตะโกนใส่ขบวนเสด็จ ถ้าจะมีคนมาแจ้ง ม.112ว่าผมหมิ่นประมาท คนที่โดนหมิ่นประมาทควรเป็นคนมาฟ้องเอง เพราะโดยทั่วไป ไม่มีการที่ว่าใครก็ได้จะมาฟ้องหมิ่นประมาท

เพราะว่าการกระทำของผมมันไม่ตรงกับบทอื่นๆ ในกฎหมายตัวนี้ คืออาฆาตมาดร้าย หรือประสงค์ร้ายกับสถาบัน กับกษัตริย์และราชินี ซึ่งการที่ผมไปตะโกนโดยไม่มีอาวุธ เขาตรวจกระเป๋าผมไปเรียบร้อย มันต้องแค่หมิ่นประมาท แต่ถ้าบอกว่าหมิ่นประมาทใครมาฟ้องก็ได้ นี่คือตัวบทกฎหมายที่มีปัญหา”

ในคดีนี้ อัยการได้สั่งฟ้องอติรุจโดยชี้ว่า ถ้อยคำของเขานั้น มีการจาบจ้วง และใส่ความพระมหากษัตริย์ แต่เขามองว่าการตะโกนของเขา ถือเป็นการวิจารณ์ที่เป็นข้อเท็จจริง “มันไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ผม ไปตะโกนใส่เขาในงานพิธีเปิด ผมตะโกนใส่ขบวนเสด็จซึ่งมีการปิดถนน มีการให้คนเดินข้ามถนนไม่ได้ และยังไม่รวมถึงขบวนเสด็จอื่นๆ ที่มันก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนมาแล้วจริงๆ ในช่วงนั้น ถ้าไม่งั้นคงไม่เกิดแฮชแท็กเกี่ยวกับขบวนเสด็จในช่วง 4-5ปีก่อน”

แม้ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนแปลงจาก ม.112 แต่มันก็รั้งไม่ให้ชีวิตก้าวหน้าไป

ในตอนโดนสั่งฟ้องช่วงแรกๆ อติรุจเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การโดนคดีไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่กระทบชีวิตเขาเลย

“ก็ไม่เชิงว่าไม่กระทบเลย ผมใช้คำว่า ผมไม่ตกงานละกัน ผมโชคดีที่ทำงานในบริษัทเข้าใจ แต่ถามว่าตัวผมเองมีปัญหาในตัวฝั่งการงานไหม ก็คงเป็นเรื่องความก้าวหน้าในการงาน มันก็อาจจะกระทบน้อย เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่โดนคดีนี้ ส่วนนอกจากนั้นคือการเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ ตั้งแต่ช่วงอายุ 25 ปี แทนที่ผมจะได้ไปเรียนต่อ ก็พับแผนนี้ไปได้เลย แล้วพอมาลากคดีมาจนอายุจะ 30 ปีแล้ว มันก็อาจจะทำให้แผนตรงนั้น อาจจะไม่เกิดขึ้นแล้วก็ได้

คงเรียกว่ามันกระทบกับความเป็นไปได้ของชีวิตละกัน ที่ว่าผมอาจจะได้ทำอย่างอื่นมากกว่านี้ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกลำบาก เพราะหนึ่งผมไม่ได้ถูกจำคุก และได้ประกันตัว และที่บ้าน ครอบครัวเราเองก็มีความคิดตรงกันว่าตัวกฎหมายนี้ ประเทศ และสถาบันฯควรจะต้องมีการปฏิรูป”

อติรุจมองว่า หากไม่โดนคดีนี้ เขาก็คงใช้ชีวิตปกติ ทำงานเรื่อยๆ อาจมีการเปลี่ยนที่ทำงาน หรือไปเรียนต่อปริญญาโท แต่ก็คิดว่าถึงจะเป็นโอกาสที่เสียไป แต่ก็เสียไปเพื่อแลกกับการที่ตัวเองออกไปตะโกนตรงนั้น

“ผมไม่ได้มองว่าคดีผมเป็นเรื่องใหญ่ เอาจริงๆ คดีมันเล็กมากเลย ไม่ใช่คดีม็อบใหญ่ หรือแกนนำม็อบ ถ้ามองแบบพูดกันขำๆ มันอาจจะเป็นคดีที่ทำน้อยได้มาก เพราะมันเป็นคดีที่ตอนนั้นคนเดือดกันเรื่องขบวนเสด็จอยู่ มีความคุกรุ่นในส่วนของคดี เรื่องกราดยิงหนองบัวลำภูกันอยู่ มันก็อาจจะเป็นคดีที่ทำให้คนสนใจตรงนี้ขึ้นมา มันไม่ใช่คดีใหญ่ แต่ผมว่ามันมีผลต่อมูฟเมนต์ละกัน”

สิ่งที่ใช้สู้ได้ คือเวลาของตัวเองในการติดคุก

ในการพิพากษาคดีนี้ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อปลายปี 2566 ศาลได้พิพากษาจำคุกอติรุจ แต่ด้วยความที่เขารับสารภาพในข้อหามาตรา 112 จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 6เดือน รวมโทษจำคุกในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานเป็น 1 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

อติรุจเล่าถึงเหตุผลในการรับสารภาพว่า มาจากการปรึกษากับทนายความ และมองว่าตัวเขาไม่เคยมีประวัติคดีพวกนี้มาก่อน “ตัวโทษของ ม.112 มันแค่ปีครึ่ง เราก็มองว่าถ้าเรารับสารภาพ ความเห็นศาลน่าจะเป็นรูปคดีที่รอลงอาญา และตามตัวบทกฎหมาย การที่ผมไปตะโกนตรงนั้น ผมก็สารภาพไป เพราะผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ไปตะโกน ส่วนที่สารภาพไปก็คือลดโทษครับ เอาง่ายๆ ว่าอย่างน้อยถ้าต้องติดคุก ก็แค่ปีครึ่ง”

“จริงๆ จากที่คุยกับทนาย และครอบครัวแล้ว ผมตัดสินใจว่า ถ้าในชั้นอุทธรณ์ ศาลไม่ได้ตัดสินว่าลดโทษลง ผมจะไม่ฎีกา ก็จะเข้าไปรับโทษเลย เพราะจากที่ผมเล่า แม้ว่า 3 ปีที่ผ่านมา ผมจะไม่ได้ตกงาน แต่ตัวหน้าที่การงานมันก็ไม่ได้ขยับได้มากกว่าเดิม เพราะว่ามันมีข้อจำกัดเรื่องคดีความอยู่ เราก็เลยคิดว่าถ้าศาลอุทธรณ์ตัดสินออกมาเหมือนเดิม เป็นจำคุก ก็จะเข้าไปติดคุกให้เสร็จ แล้วก็จะถือว่า โอเค ประเทศนี้เห็นว่าการที่คนหนึ่งคนไปตะโกนใส่ขบวนเสด็จ ควรแล้วที่ให้ไปติดคุกหนึ่งปีครึ่ง อันนี้ก็คือเป็นข้อความที่ผมอยากสื่อออกไปด้วย ว่าประเทศนี้จะอยู่แบบนี้ กับการที่คนออกไปตะโกน คนออกไปแสดงความคิดกับสถาบันฯ ต้องเสียเวลา 1 ปีครึ่ง”

แม้อติรุจจะเล่าการตัดสินใจเขาออกมาแบบสบายๆ แต่แน่นอนว่าการยอมแลกอิสรภาพของตัวเอง 1 ปีครึ่งย่อมไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่าย “เอาจริงๆ มันก็ยาก ผมยังไม่ได้มีภาระครอบครัวของตัวเอง ไม่ได้มีเหมือนแบบคนอื่นๆ แต่มันก็ยากจากคนที่รู้จักผมอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือครอบครัว พ่อ แม่ ปู่ ย่า ในส่วนหนึ่งเรียกว่า เราเลือกที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับนึง"

"ของฝั่งอเมริกา ในส่วนของ Civil Rights Movement ก่อนที่เขาจะเรียกสิทธิต่างๆ ให้กับคนผิวสีในอเมริกาได้ มันจะต้องมีคนเข้าไปท้าทายกฎหมายเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับนึง ซึ่งมีคนติดคุกมากกว่าผมอย่างทนายอานนท์ จนถึงตัวผมจะรับสารภาพผิด ไม่ได้แบบสู้กฎหมายต่อตรงๆ ก็ถือว่าสิ่งเดียวที่ผมมีที่จะไปสู้กับกฎหมายของประเทศไทยได้ก็คือเวลา ที่ผมใช้ได้ตอนนี้ คือเวลาของผมเอง การเข้าคุก คือผมจ่ายเวลาปีครึ่ง ถ้าคนอื่นจะเห็นว่ามันเป็นการจ่ายเวลาที่ไม่คุ้ม แต่ว่ามันก็มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนอื่นที่จ่ายเวลาไปแล้วมากกว่าผมด้วยซ้ำ และตอนนี้ก็ยังโดนขังอยู่”

โดยเขาก็ได้เตรียมตัว เคลียร์งาน เคลียร์นัดกับเพื่อนๆ พูดคุยกับครอบครัว รวมถึงผู้ปกครองของเด็กๆ ที่สอนพิเศษ เตรียมรับมือกับการพิพากษาที่จะเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ความแปลกของ ม.112 ที่ทำให้ตั้งคำถาม

คดีมาตรา 112 หลายคดีมีความผิดปกติระหว่างกระบวนการดำเนินคดี เช่นเดียวกับคดีของอติรุจ ซึ่งเขาเล่าว่า เกือบโดนออกหมายจับ “เพราะหมายศาลไม่ส่งมาถึงบ้าน ทั้งๆ ที่เขามีที่อยู่ผม ผมไม่ทราบหมาย จนกระทั่งเขาติดต่อไปทางศูนย์ทนายฯ อันนี้ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นความบกพร่องของกระบวนการอยู่แล้วหรือมันบกพร่องกับคดีแบบนี้ อีกเรื่องนึงก็เป็นเรื่องใหม่เหมือน คือปกติหมายพวกนี้ ถ้าส่งมาเป็นจดหมายจะมีการบรรจุในซอง แต่จดหมายที่ผมได้ เป็นลักษณะที่ไม่มีซองจดหมาย ผูกเชือกแขวนหน้าบ้าน อันนี้คือความแปลกที่ผมเจอตรงๆ”

นอกจากนี้ เขายังมีประเด็นปัญหาของคดีที่อยากชี้ให้เห็น คือค่าประกันตัว “คดีของผมในชั้นอุทธรณ์ ถ้าเกิดรวมค่าประกันตัวในชั้นต้นด้วย คือ 400,000 บาท ซึ่งได้เงินจากกองทุนราษฎรประสงค์มาช่วยไว้ ซึ่งจำนวนเงินนี้ เท่ากับเงินประกันคดีฆ่าคนตาย อันนี้ก็อยากให้ทุกคนเห็นว่า การที่ผมจะได้ประกันตัวออกมาในชั้นอุทธรณ์ที่คดียังไม่จบต้องใช้ทรัพยากรเท่ากับการไปประกันตัวคนที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตายออกมาคนนึงเลย ลองคิดดูว่ามันเหมาะสมหรือเปล่า” อติรุจตั้งคำถาม

ความหวังที่ลดลงตามกระแสการเมืองหันขวา แต่ก็ยังไม่ถึงกับสิ้นหวัง

อติรุจเล่าย้อนถึงความหวัง และความเชื่อที่เขามีในประเทศไทยที่ได้มาจากระบบการศึกษาไทยว่า

“ตอนเด็ก ผมโดนสอนมาตลอดว่า ระบบการปกครองประเทศไทยมีพื้นฐานมาจากระบบการปกครองอังกฤษ เพราะว่าคือมีนายกฯ เหมือนกัน มีกษัตริย์เหมือนกัน กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญเหมือนกัน ซึ่งอันนี้ผมอยากให้เปรียบเทียบเหตุการณ์ที่ผมตะโกนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษว่า ตอนที่ชาร์ลส์ขึ้นมารับตำแหน่งกษัตริย์ของอังกฤษมีคนประท้วงต่อหน้าตลอดเวลา แต่ไม่มีใครไปดำเนินคดี ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมหมดหวังกับระบบการปกครองประเทศไทย ผมไม่รู้ว่าหลักสูตรตอนนี้ยังสอนอย่างนี้อยู่หรือเปล่า แต่ถ้ายังสอนอย่างนี้อยู่ อาจารย์น่าจะพูดได้ไม่เต็มปากว่ามันคล้ายกัน”

บวกกับทิศทางการเมืองที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมากุมอำนาจอีกครั้ง เมื่อเทียบกับกระแสเรียกร้องเมื่อ 4-5 ปีก่อน อติรุจยอมรับว่า ความหวังทางการเมืองของเขาลดน้อยลง เช่นเดียวกับความหวังถึงผลของคดีตนเองด้วย "ถ้าดูจากคำตัดสินของศาลชั้นต้น แล้วก็จากสถานการณ์การเมือง ตอนนี้ก็บอกเลยว่าผมให้ไม่เกิน 10% ที่จะได้ลดโทษ เอาจริงๆ ก็คือเตรียมตัวติดคุกมาประมาณเดือนนึงแล้วแหละ"

เขายอมรับว่ากระแสทางการเมือง และความสนใจต่อประเด็น มาตรา 112 ลดลง ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคก้าวไกลชนะ แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ถึงเขาจะหวังน้อยลง แต่ก็ยังไม่ยอมสิ้นหวังกับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

"คือผมยังเชื่อว่ามันจะยังเปลี่ยนแปลงอยู่ คือยังไงมันก็ยังต้องเปลี่ยนแหละ ประเทศมันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้หรอก เพราะว่าก็อย่างที่เห็นว่าตอนนี้โลกข้างนอกมันวุ่นวายมาก ประเทศของเราที่ยังเป็นอย่างนี้อยู่ มีความพร้อมในการรับมือเรื่องข้างนอกประเทศมากน้อยแค่ไหน"

เขามองว่าปัญหาการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ระบบคอร์รัปชัน และการใช้ความสัมพันธ์เครือข่าย ล้วนผูกพันกันอยู่กับโครงสร้างการปกครองที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง “ผมมีความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้ง 10 ครั้งในชีวิต เพราะถ้าผ่านไปถึงตอนนั้นผมคงอายุเกือบ 60 กว่า มันคงเปลี่ยนอะไรชีวิตผมมากไม่ได้แล้ว ตอนนี้ผมผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้งแล้วในชีวิต ทั้งที่เลือกไปบางทีชนะด้วยซ้ำ แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ พอผ่านมาตอนนี้ พรรคอนุรักษ์นิยมกลับมาชนะ ก็ยอมรับว่ามองว่าการเปลี่ยนแปลงมันคงมาช้ากว่าที่คิด ยังอยากให้มียังสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ แต่ก็ยอมรับว่า ที่กระแสอนุรักษ์นิยมที่กลับมา หากคนไทยส่วนใหญ่เลือกทิศทางนี้ ก็ต้องรับผลร่วมกันไป”

“จริงๆ สิ่งที่ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เบสิกที่สุด คือประเทศไทยควรจะมีเสรีภาพในการพูดจริงๆ มันอยู่ในกฎหมายแล้วก็ว่ามันต้องมี แต่ว่าอย่างที่เห็นว่าผมออกไปตะโกน ผมโดนจำคุกปีครึ่ง นั่นคือมี free speech จริงหรือเปล่า ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากเห็นก่อนตายจริงๆ คืออย่างน้อยนักเคลื่อนไหวทั้งหมดที่โดนคดีที่เป็นการแสดงความคิดเห็นต้องได้ออกจากคุก”

ส่วนในความหวังถึงการบังคับใช้ มาตรา 112 ให้ไม่เป็นปัญหานั้น เขามีข้อเสนอว่าสำคัญที่สุด ก็คืออย่างน้อยต้องให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ฟ้องเอง “ไม่ใช่เปิดให้ใครก็ได้มาฟ้องหมิ่นประมาทแทนว่า ถ้าจะฟ้องสำนักพระราชวังจะเป็นคู่กรณีกับประชาชน ไม่ใช่ว่าให้ใครก็ได้มาเป็นคู่กรณีกับประชาชน"

สุดท้ายอติรุจฝากให้สังคมจับตาเรื่องที่เขามองว่าสำคัญกว่าคดีของตัวเอง คือคำตัดสินคดีของ ส.ส. 44 คนอดีตพรรคก้าวไกลที่ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 "ส.ส. ที่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญก็คือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้า ส.ส. ตรงนี้โดนตัดสิทธิเพราะว่าเข้าไปแก้กฎหมายนี้ อันนี้แสดงให้เห็นชัดมากแล้วว่าตัวกฎหมายตัวนี้มันไม่ใช่กฎหมายทั่วไป มันไม่มีใครบอกได้แล้วว่าตัวกฎหมายนี้ไม่มีปัญหา” เขาย้ำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...