ชาวนาขู่ร่วมตัวประท้วง หลังน้ำมันพุ่งกระทบต้นทุนผลิตข้าว
วันนี้ (25 มี.ค.2569) นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรไทย เปิดเผยว่า มายื่นหนังสือถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เรื่อง ขอให้พิจารณาสั่งการแก้ไขวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ในภาคเกษตรกรรมเป็นการเร่งด่วน และเข้าประชุมหารือร่วมกับ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เพื่อติดตามความคืบหน้า การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร หลังได้รับร้องเรียนเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากผลการหารือได้ข้อสรุปว่า กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการจัดตั้งจุดรับซื้อข้าว ตามข้อเรียกร้องของสมาคมฯ โดยจะเริ่มดำเนินการผ่านโรงสีที่เข้าร่วมโครงการและสหกรณ์การเกษตร พื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ อยุธยา, พิจิตร, นครสวรรค์, กำแพงเพชร และสุโขทัย และเตรียมขยายจุดรับซื้อไปยังสุพรรณบุรี, นครปฐม และอ่างทอง ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่ 1 ล้านตัน
สำหรับมาตรการด้านราคา เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวเปลือกความชื้น 25% (ตัดสด) อยู่ที่ประมาณ 6,500 - 7,000 บาทต่อตัน ซึ่งถือว่าตกต่ำ ซึ่งทางรัฐบาลจะเตรียมมาตรการชดเชยให้เพิ่มเติมตันละ 300 บาท ผ่านจุดรับซื้อที่กำหนด โดยไม่มีการจำกัดจำนวนไร่ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันทีในช่วงสิ้นเดือนมี.ค.นี้
นอกจากนี้ ในส่วนของปัญหาราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงถึงกระสอบละ 1,200 บาท กรมการค้าภายในยืนยันจะเข้มงวดการตรึงราคาไว้ตามกำหนดเดิม นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการ "ปุ๋ยธงเขียว" เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำหน่ายปุ๋ยราคาถูกให้ครัวเรือนละ 5 กระสอบ เช่น จากราคากระสอบละ 500 บาท จะลดเหลือ 300 บาท อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมชาวนายังมีข้อเสนอขอขยายสิทธิ์เพิ่มเป็น 10 กระสอบต่อครัวเรือน ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณา
ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปัง ทางสมาคมฯ ยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงานและนายกรัฐมนตรี โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นตัวแทนในการประสานงานและเร่งหามาตรการช่วยเหลือ หากภาครัฐไม่มีมาตรการที่ชัดเจนหรือไม่ให้ความสำคัญ เกษตรกรในหลายจังหวัดอาจจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวหรือรวมตัวประท้วง เนื่องจากเป็นความอัดอั้นตันใจ จากภาระหนี้สินและต้นทุนที่แบกรับไม่ไหว
วันนี้ชาวนาได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องราคาข้าว ซึ่งต้องขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยประสานงาน แต่เรื่องน้ำมันยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องรีบจัดการก่อนที่ชาวนาจะเดือดร้อนไปมากกว่านี้
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า รมว.พาณิชย์ สั่งการให้กรมฯ เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยมีความผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร กรมการค้าภายในจึงเร่งใช้มาตรการทั้งด้านตลาดและการลดต้นทุน เพื่อบรรเทาภาระให้พี่น้องชาวนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง
โดยกระทรวงพาณิชย์ ออกโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว ตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ ซึ่งองค์การคลังสินค้า (อคส.) จะดำเนินการให้โรงสีและสหกรณ์การเกษตร ไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน เริ่มดำเนินการวันที่ 1 เม.ย.นี้ นำร่อง 5 จังหวัด แหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย
โดยโครงการนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด และมีแรงจงใจให้ชาวนาขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ขอให้ชาวนามั่นใจว่า ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังนี้มีที่ขายข้าวแน่นอน
นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ยังจัดตลาดนัดข้าวเปลือก ในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม โดยนำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่ เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง เพื่อลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และแก้ไขปัญหาบางพื้นที่ที่ขาดผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือกจะสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน ดำเนินการตั้งแต่เดือนมี.ค.ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพ.ย.2569
ขณะนี้มีจังหวัดที่ยืนยันการจัดงานแล้วรวม 8 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือนมี.ค. จำนวน 2 ครั้ง ในจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ต้นเดือนเม.ย. จำนวน 3 ครั้ง ในจ.พิจิตร พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง และปลายเดือนเม.ย. จำนวน 3 ครั้ง ใน จ.พิษณุโลก น่าน และพระนครศรีอยุธยา
กรมฯกำชับสำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดรับซื้อข้าว ให้ลงพื้นที่กำกับดูแลการซื้อขายอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายข้าวเปลือกเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้เกษตรกร
ส่วนด้านการลดต้นทุนการผลิต กรมฯ เตรียมดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ช่วยลดต้นทุนการผลิตในช่วงฤดูเพาะปลูกโดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึง
ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นข้อเรียกร้อง ในด้านการจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังให้เพียงพอ กรมการค้าภายใน จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งดูแลการรวมถึงผลักดันแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน เพื่อลดภาระต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของชาวนาในช่วงสถานการณ์วิกฤต
นายวิทยากร กล่าวว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และต้นทุนการผลิตหลายด้าน แต่กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ และจะเดินหน้าดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ไม่ได้ลงมารับหนังสือด้วยตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าไม่ว่าง อย่างไรก็ตาม ในเวลา 16.00 น. รมว.พาณิชย์ จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาสินค้าควบคุมเพิ่ม อีก 12 รายการ ตั้งแต่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ เช่น น้ำขวด และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ซึ่งจากเดิมมี 59 รวมเป็น 71 รายการ
อ่านข่าว:
สภาฯ ถกวิกฤตพลังงาน สส.เพื่อไทย-ภูมิใจไทย พกปิ่นโต นำกลางวันมากินเอง
มหกรรมธงฟ้า ลดสูงสุด60% “ทางรอด” ของคนไทย ยุคข้าวยากหมากแพง
พณ.จ่อชง กกร.ดึง "เม็ดพลาสติก-น้ำดื่ม" เข้าบัญชีสินค้าควบคุม เปลี่ยนเกณฑ์ 7 สินค้าจำเป็น