สงครามอิหร่านป่วน “ตลาด LNG โลก” ราคาพุ่ง 143% เอเชียใต้เริ่มลดการใช้พลังงาน
สงครามอิหร่านป่วน "ตลาด LNG โลก" อุปทาน LNG โลกอาจหายไปถึง 35 ล้านตัน ส่งผลให้ราคา LNG ในเอเชียพุ่งกว่า 143% เอเชียใต้เริ่มลดการใช้พลังงาน
วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 12.28 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สงครามอิหร่านกำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โลก หลังราคาพุ่งสูง โครงสร้างพื้นฐานการส่งออกของกาตาร์ได้รับความเสียหาย และโครงการผลิตใหม่อาจล่าช้า ทำให้แนวโน้มอุปทานก๊าซโลกเปลี่ยนไป และทำให้ความต้องการ LNG จากประเทศเอเชียที่อ่อนไหวต่อราคาอาจลดลง
ก่อนเกิดสงคราม นักวิเคราะห์คาดว่าอุปทาน LNG โลกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% อยู่ที่ประมาณ 460-484 ล้านตัน จากกำลังการผลิตใหม่ในสหรัฐและกาตาร์ ขณะที่ความต้องการใช้ก๊าซคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่ง LNG ประมาณ 20% ของโลก และโครงสร้างการผลิต LNG ของกาตาร์ได้รับความเสียหาย ทำให้กำลังการผลิตหายไปประมาณ 12.8 ล้านตันต่อปี เป็นเวลา 3–5 ปี บริษัทวิเคราะห์พลังงานหลายแห่ง เช่น S&P Global Energy, ICIS, Kpler และ Rystad Energy ได้ปรับลดคาดการณ์อุปทาน LNG โลกลงรวมกันสูงถึง 35 ล้านตัน
ปริมาณที่หายไปดังกล่าวเทียบเท่ากับ LNG ประมาณ 500 เที่ยวเรือ ซึ่งเพียงพอต่อการนำเข้าของญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งปี หรือเพียงพอต่อความต้องการของบังกลาเทศนานถึง 5 ปี
นักวิเคราะห์จาก S&P Global Energy ระบุว่า วิกฤตราคาก๊าซครั้งนี้อาจทำให้หลายประเทศทบทวนแผนเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติ และทำให้ความต้องการ LNG ในอนาคตเติบโตต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนเกิดสงคราม
S&P Global Energy คาดว่า การส่งออก LNG จากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะลดลงรวม 33 ล้านตันในปีนี้ และอุปทานในช่วงปี 2570–2572 จะลดลงอีกปีละ 19 ล้านตัน เนื่องจากโครงการขยายกำลังผลิต North Field ของกาตาร์ และโครงการ Ruwais LNG ของ ADNOC อาจล่าช้า
ผลจากอุปทานที่หายไปทำให้ ราคา LNG ในเอเชียพุ่งขึ้น 143% นับตั้งแต่สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25.30 ดอลลาร์ต่อ mmBtu ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี และสูงกว่าระดับ 10 ดอลลาร์ต่อ mmBtu ซึ่งเป็นระดับที่ประเทศกำลังพัฒนามักเริ่มนำเข้า LNG มากขึ้น
ธนาคาร Rabobank คาดว่า ราคา LNG เอเชียจะเฉลี่ย 16.62 ดอลลาร์ต่อ mmBtu ในปีนี้ และ 13.60 ดอลลาร์ในปี 2570 ขณะที่ UBS ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาเป็น 23.60 ดอลลาร์ในปีนี้ และ 14.50 ดอลลาร์ในปีหน้า
นักวิเคราะห์จาก Kpler ระบุว่า ในระยะสั้น ตลาดจะปรับสมดุลผ่าน ราคาที่สูงขึ้นและการลดลงของความต้องการใช้ก๊าซในเอเชียใต้
อุตสาหกรรมเอเชียใต้เริ่มลดการใช้พลังงาน
โดยประมาณ 80% ของ LNG จากกาตาร์ส่งไปเอเชีย ทำให้ประเทศที่อ่อนไหวต่อราคา เช่น บังกลาเทศ อินเดีย และปากีสถาน ต้องหาพลังงานทดแทน เช่น ถ่านหินหรือก๊าซในประเทศ
ปากีสถาน ซึ่งพึ่งพา LNG จากกาตาร์อย่างมาก ต้องใช้มาตรการประหยัดพลังงาน เช่น ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น ปุ๋ยและสิ่งทอ เริ่มลดการผลิต
ใน อินเดีย อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเซรามิกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น
แม้ว่าสหรัฐจะเป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มการส่งออกเพื่อทดแทนอุปทานที่หายไปได้มากนัก เนื่องจากโรงงานส่งออก LNG ของสหรัฐเดินเครื่องเกือบเต็มกำลัง และส่วนใหญ่มีสัญญาระยะยาวแล้ว
นักวิเคราะห์ ระบุว่า อุปทาน LNG ที่หายไปไม่สามารถทดแทนได้ง่าย และเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศที่พึ่งพา LNG จากตะวันออกกลาง
วิกฤตครั้งนี้อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียหันไปพัฒนาพลังงานทางเลือกในประเทศ เช่น พลังงานหมุนเวียน และอาจทำให้ความต้องการ LNG ลดลงอย่างถาวรในระยะยาว
จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยังต้องพึ่ง LNG
ประเทศผู้นำเข้า LNG รายใหญ่ เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อาจไม่ได้รับผลกระทบด้านความต้องการมากนัก จีนได้ลดการพึ่งพา LNG อยู่แล้ว โดยหันไปเพิ่มการผลิตก๊าซในประเทศ นำเข้าก๊าซผ่านท่อจากรัสเซีย และใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งสามารถชดเชย LNG จากกาตาร์ที่หายไปได้
ส่วนญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งไม่มีแหล่งก๊าซในประเทศมากและไม่มีท่อส่งก๊าซ จึงยังจำเป็นต้องนำเข้า LNG ต่อไป และ บริษัท JERA ซึ่งเป็นผู้นำเข้า LNG รายใหญ่ของญี่ปุ่น ระบุว่ากาตาร์ยังคงเป็นผู้ส่งออกที่เชื่อถือได้ และบริษัทจะไม่เปลี่ยนนโยบายจัดซื้อก๊าซ
นักวิเคราะห์ ระบุว่า ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกาตาร์ จะยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาด LNG โลกต่อไป แม้จะเกิดสงครามก็ตาม
อ้างอิง : www.reuters.com