โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามรอยศิลปะจีนในวังหน้า เปิด หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช และเก๋งนุกิจราชบริหารในรอบ 20 ปี

Sarakadee Lite

อัพเดต 24 ธ.ค. 2564 เวลา 05.16 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 05.14 น. • ศรัณยู นกแก้ว

เสร็จสมบูรณ์เกือบ 100% แล้วสำหรับการปรับปรุงอาคารและรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครซึ่งทยอยดำเนินการมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และล่าสุด (ธันวาคม 2564) กับการเปิด หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช (แก้ว สิงหเสนี) และ เก๋งนุกิจราชบริหาร ที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณด้านหลังของพิพิธภัณฑ์และปิดมานานร่วม 20 ปีเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของสถาปัตยกรรมและศิลปะจีนในวังหน้า รวมถึงการเผยโฉมใหม่ของการจัดแสดงศิลปวัตถุในพระตำหนักแดง

หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช

พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งพื้นที่บางส่วนในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เดิมเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-5 และได้มีการสร้างสรรค์งานศิลปะและสถาปัตยกรรมอันเป็นรูปแบบเฉพาะของวังหน้า บางส่วนยังได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมจีนเช่น การวางผังของหมู่พระวิมานได้รับแนวคิดจากรูปแบบคฤหาสน์ของจีนโดยเฉพาะ พระที่นั่งบวรบริวัติ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเป็นพระที่นั่งทรงจีน 2 ชั้นเพื่อเป็นที่เสด็จออกประพาสฝ่ายในแต่เสด็จสวรรคตก่อนการก่อสร้างแล้วเสร็จ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการต่อจนเสร็จ ภายในบริเวณพระที่นั่งบวรบริวัติยังมีสวนและเก๋งแบบจีนอีกด้วย

แผนผังวังหน้าเดิมซึ่งมีหมู่พระวิมานสถาปัตยกรรมจีน
หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช

ปัจจุบันพระที่นั่งบวรบริวัติและสวนจีนได้รื้อถอนไปแล้ว คงเหลือแต่ เก๋งนุกิจราชบริหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสวนจีนของพระที่นั่งที่ยังคงทิ้งร่องรอยของสถาปัตยกรรมและศิลปะจีนในพื้นที่วังหน้าได้อย่างเด่นชัด เก๋งจีนเป็นอาคารขนาดเล็กชั้นเดียวก่ออิฐถือปูน 3 ด้านหลังคามุงกระเบื้องจีน บริเวณจั่ว หน้าบัน และสันหลังคาเขียนลายดอกไม้และสัตว์มงคลของจีน ส่วนประตูด้านหน้าเป็นบานเฟี้ยมแกะสลักลายเครื่องตั้งแบบจีนและที่สำคัญคือภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง 3 ด้านเล่าเรื่องพงศาวดารจีนเรื่อง ห้องสิน ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย และสันนิษฐานว่าเขียนโดยฝีมือช่างจีนในสมัยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ 5

ภายใน เก๋งนุกิจราชบริหาร กับภาพวาด ห้องสิน
เก๋งนุกิจราชบริหาร

เรื่อง ห้องสิน (ตามสำเนียงจีนฮกเกี้ยน) หรือ เฟิงเสิน (ตามสำเนียงจีนกลาง) แปลว่า การสถาปนาเทวดา มีการแปลเป็นภาษาไทยตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเรื่องราวการต่อสู้นำโดยเจ้าเมืองไซรกี (ซีฉี) ซึ่งแข็งเมืองตั้งตนเป็นพระเจ้าบูอ๋อง (อู่หวัง) แห่งราชวงศ์โจวเพื่อโค่นล้มพระเจ้าติวอ๋อง (โจ้วหวัง) แห่งราชวงศ์ชางซึ่งปกครองบ้านเมืองอย่างโหดร้ายโดยมีเทวดาและภูตผีปีศาจมาช่วยรบทั้งสองฝ่าย

เก๋งนุกิจราชบริหาร

ภายในเก๋งนุกิจราชบริหารได้จัดทำชุดข้อมูลแบบทัชสกรีนให้ผู้ชมได้อ่านเรื่องราวของ ห้องสิน แห่งนี้ได้อย่างสนุกยิ่งขึ้นโดยลงลึกถึงรายละเอียดของแต่ละจุดในภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง 3 ด้านและภาพบริเวณหน้าบัน เช่น รายละเอียดตอนทลายค่ายกลเปลวไฟกรดค่ายกลน้ำกรด และค่ายกลหมื่นเซียน จิตรกรรมเรื่องห้องสินวาดเรียงลำดับโดยเริ่มจากผนังด้านขวาไล่ไปจนจบที่ผนังด้านซ้ายแม้ภาพบางส่วนจะลบเลือนไปตามกาลเวลาแต่นับเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

บานเฟี้ยมไม้ชิงชันแกะสลักปิดทองเล่าเรื่องสามก๊ก

ส่วนบริเวณที่เคยเป็นสวนจีนปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของ หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช (แก้ว สิงหเสนี) โดยมีศิลปวัตถุที่สำคัญคือบานเฟี้ยมไม้ชิงชันแกะสลักปิดทองจำนวน 26 บานที่เล่าเรื่องวรรณกรรมจีน สามก๊ก บานเฟี้ยมชุดนี้เดิมติดตั้งอยู่ที่หอนั่งซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการในเคหาสน์ย่านหัวลำโพงของเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกรมพระนครบาลในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยสั่งซื้อมาจากประเทศจีนในราคาบานละ 80 บาท จำนวน 28 บาน เป็นบานที่มีลวดลาย 26 บานและไม่มีลวดลาย 2 บานนับเป็นอีกหนึ่งศิลปวัตถุที่สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมศิลปะจีนในหมู่คหบดีไทยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ค้างคาว 5 ตัว ล้อมรอบตัวอักษรจีนคำว่า ซังอี๊

บานที่มีลวดลายด้านบนแกะสลักเป็นรูปสัตว์มงคลคือ ค้างคาว 5 ตัว ล้อมรอบตัวอักษรจีนคำว่า ซังอี๊ (แปลว่ามงคลคู่) ส่วนด้านล่างแกะสลักภาพเล่าเรื่องสามก๊กวนจากด้านขวาไปด้านซ้ายเริ่มตั้งแต่บานแรกว่าด้วยตอนตั๋งโต๊ะพานางเตียวเสี้ยนไปเมืองเหมยอู่ ไล่ไปจนถึงตอนจิวยี่ทำอุบายส่งไส้ศึกเข้าทัพโจโฉ กลศึกประสานไฟและน้ำของขงเบ้ง และบานสุดท้ายเป็นตอนม้าเจ๊กมัดตัวเองเข้ารับโทษประหาร โดยทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดทำชุดข้อมูลรายละเอียดแต่ละฉากในเรื่องสามก๊กที่ปรากฏในบานเฟี้ยมแต่ละบานในรูปแบบทัชสกรีนที่ผู้ชมสามารถดูได้อย่างสนุกมากขึ้น พร้อมกับคลิปวิดีโอสั้นๆบรรยายแต่ละฉากโดยภัณฑารักษ์ชำนาญการ ศุภวรรณ นงนุช

ประติมากรรมรูปปั้นของเจ้าพระยายมราช ภายใน หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช

“ย้อนกลับไปเมื่อพ.ศ.2527 ทายาทตระกูลสิงหเสนีซึ่งเคยมอบดาบอาญาสิทธิ์ของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (ต้นตระกูล สิงหเสนี) ไว้ให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครติดต่อมาที่กรมศิลปากรเพื่อจะมอบชุดบานเฟี้ยม 28 บานซึ่งเคยติดอยู่ที่หอนั่งภายในบ้านหัวลำโพงของเจ้าพระยายมราช (บุตรของเจ้าพระยาบดินทรเดชา) เนื่องจากมีการตัดถนนจึงต้องรื้อหอนั่งออกและเก็บไว้เพียงบานเฟี้ยม เราก็ต้องมาคิดว่าจะจัดแสดงอย่างไรและบริเวณไหน พื้นที่ตรงนี้เดิมว่างเปล่าและรกร้างจึงเป็นพื้นที่เดียวที่พอจะสร้างอาคารหลังใหม่เพื่อจัดแสดงได้โดยได้รับเงินสนับสนุนจากทายาท

เครื่องตั้ง ภายใน หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช (แก้ว สิงหเสนี)

“ตามประวัติศาสตร์ของพื้นที่ตรงนี้เดิมเป็นสวนจีนจึงมีความเชื่อมโยงกับศิลปวัตถุที่จัดแสดง อีกทั้งเจ้าพระยาบดินทรเดชาเดิมนั้นแรกรับราชการเป็นข้าราชการในวังหน้า (กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 2) จึงมีความผูกพันกับวังหน้าเป็นอย่างมาก” ราศี บุรุษรัตนพันธุ์ อดีตข้าราชการกรมศิลปากร เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเธอมีส่วนร่วมในการดำเนินการก่อตั้ง หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช

ชุดข้อมูลเล่าเรื่องสามก๊กบนบานเฟี้ยมทั้ง 26 บาน

การก่อสร้าง หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช ใช้เวลาราว 3 ปี และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2531 แต่เนื่องจากบริเวณที่ตั้งซ่อนตัวอยู่บริเวณด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ซึ่งหลายคนยังไม่รู้จักทำให้ขาดการเหลียวแลและปิดไปกว่า 20 ปีจนกระทั่งเมื่อต้นปี พ.ศ.2564 จึงมีการปรับปรุงอาคารและอนุรักษ์บานเฟี้ยมโดยช่าง 10 หมู่ของกรมศิลปากรและมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องวรรณกรรมจีนสามก๊กให้คำแนะนำในการเรียบเรียงเรื่องราวของบานเฟี้ยมได้อย่างถูกต้องตามลำดับ พร้อมทั้งพัฒนาภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงามมากขึ้น

เปลือกหอยแกะลวดลายเรื่องสามก๊กเช่นกัน

บริเวณชั้นบนจัดแสดงประติมากรรมรูปปั้นของเจ้าพระยายมราช เครื่องกระเบื้องจีน รวมทั้งเครื่องลายครามจีนซึ่งใช้ในการจัดโต๊ะบูชาเพื่อแสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมเครื่องกระเบื้องจีนในหมู่คหบดีไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2เครื่องลายครามที่นำมาตั้งเป็นเครื่องโต๊ะบูชามักเป็นของหายากที่ต้องเสาะแสวงหามาจัดให้เข้าชุดกัน จนกระทั่งเริ่มมีการประกวดเครื่องโต๊ะในสมัยรัชกาลที่ 3 และแพร่หลายอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของการประกวดประชันเครื่องโต๊ะจนต้องมีการตราพระราชบัญญัติข้อบังคับในการตัดสินเครื่องโต๊ะครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2434

ในเบื้องต้นการจัดเครื่องโต๊ะยังไม่เสร็จสมบูรณ์โดยมีศิลปวัตถุจัดแสดงบางส่วน เช่น ตุ๊กตาลายครามรูปตัวลกสร้างในสมัยราชวงศ์ชิงราวพุทธศตวรรษที่ 24-25 จากชุดเครื่องโต๊ะของพระยาดำรงธรรมสารซึ่งนิยมตั้งร่วมกับชุดเครื่องโต๊ะในสมัยรัชกาลที่ 5 ตุ๊กตารูปขงจื๊อนั่งบนแท่น และตุ๊กตารูปหลิวไห่กับคางคกสามขาซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย

นอกจากนี้ยังมีทัชสกรีนอธิบายรายละเอียดสิ่งของที่กำหนดเป็นชิ้นบังคับ 8 อย่างที่เรียกว่า หลักโต๊ะ เช่น ลับแลเป็นประธานของโต๊ะ แจกันปักดอกไม้ใน กระบอกปักธูป และเชิงเทียน 1 คู่ พร้อมทั้งคลิปวิดีโออธิบายเรื่องการตั้งเครื่องโต๊ะโดยผู้เชี่ยวชาญคือ วราห์ โรจนวิภาต และ ธนพันธุ์ ขจรพันธุ์

“วังหน้าในรัชกาลที่ 3 (กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ) และพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชื่นชอบศิลปะจีนมาก เราจึงมีแนวคิดในการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบหออนุสรณ์ฯให้มีลักษณะคล้ายกับสวนจีนในอดีตและจัดกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับศิลปะจีนเพื่อให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่ นอกจากนี้เราจะจัดทำแอปพลิเคชันโดยเอาชุดข้อมูลมาทำเป็นสมาร์ตมิวเซียม(Smart Museum)เพื่อให้ผู้สนใจได้ชมแบบ virtual” นิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กล่าวถึงแผนงานในอนาคต

ภายใน พระตำหนักแดง

ในส่วนของพระตำหนักแดงที่ได้รับการอนุรักษ์และปรับปรุงการจัดแสดงศิลปวัตถุให้เป็นนิทรรศการวิถีชีวิตของเด็กไทยในอดีต ตั้งแต่การเกิด การโกนจุก การละเล่นและการศึกษา โดยมีการใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ให้ผู้ชมได้สนุกกับการชมจุดต่างๆเพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ARPhra Tam NakDaeng ทั้งในระบบ iOS และ Android จะได้เห็นภาพจำลองของวิถีชีวิตและประเพณีต่างๆ เช่น บริเวณพระอู่ (เปลเด็ก) จะปรากฏภาพจำลองและเสียงบรรเลงของวงขับไม้กล่อมพระบรรทมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ของพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า รวมไปถึงภาพจำลองการอยู่ไฟแบบโบราณของสตรีที่เพิ่งคลอดบุตร และภาพจำลองการเคี้ยวหมาก

เทคโนโลยี AR ที่ทำให้ประวัติศาสตร์ในพระตำหนักแดงกลับมามีชีวิต
ตุ๊กตาที่จัดแสดงในพระตำหนักแดง

นอกจากนี้ยังจัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญจำนวนมาก เช่น พระแท่นประสูติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เครื่องเล่นของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารบ้านตุ๊กตาของเจ้าจอมเลียม ในรัชกาลที่ 5 ระฆังขอบุตร ตู้อัฒจันทร์ชั้นพระสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปและบุษบกอัฐิ เชี่ยนหมากและภาชนะบรรจุหมากพลูในรูปทรงต่าง ๆ

Fact File

  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดพิพิธภัณฑ์ในยามค่ำคืน (Night at the Museum) ให้เข้าชมฟรีในวันที่ 25-26 ธันวาคม พ.ศ.2564 ในเวลา 16.00-20.00 น. ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องแสดงผลรับรองการรับวัคซีนโควิด 19 อย่างน้อย 2 เข็มโดยมีวิทยากรนำชมวันละ 3 รอบรอบแรกเวลา 17.00 น. รอบที่ 2 เวลา 17.30 น. และรอบที่ 3 เวลา 18.00 น. พร้อมชมการบรรเลงดนตรีไทย-สากล จากสำนักการสังคีต ในเวลา 18.00-19.00 น.
  • พิพิธภัณฑ์ปกติเปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 8.30-16.00 น.
  • ค่าเข้าชม: ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาทนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พระภิกษุ สามเณร และนักบวชทุกศาสนา ไม่เสียค่าเข้าชม
  • สอบถามเพิ่มเติม: โทรศัพท์ 0-2224-1402 และ 0-2224-1333 หรือ Facebook.com/nationalmuseumbangkok

The post ตามรอยศิลปะจีนในวังหน้า เปิด หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช และเก๋งนุกิจราชบริหารในรอบ 20 ปี appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...