ประเมิน3ฉากทัศน์สงครามอิหร่าน
สถานการณ์ความตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและระบบเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งดังกล่าวไม่เพียงจำกัดอยู่ในมิติทางทหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับประเด็นพลังงาน ความมั่นคงทางทะเล และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริเวณทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าสำคัญของโลก ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อจึงเพิ่มระดับความเสี่ยง (risk premium) ในตลาดการเงิน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง
ขณะที่ในมิติทางเศรษฐกิจ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ ‘ความผันผวนของราคาพลังงาน’ เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ความเสี่ยงด้านอุปทานส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเป็นระยะ
ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ นอกจากนี้ ความตึงเครียดที่อาจลุกลามไปยังประเทศผู้ผลิตหลัก หรือกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาจทำให้ตลาดการเงินเข้าสู่ ‘ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off)’ ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจากตลาดเกิดใหม่ไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และการประกันภัยระหว่างประเทศก็เผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย
สำหรับภาพการลงทุน ความขัดแย้งในลักษณะนี้มักกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว และเงินสกุลหลักบางสกุล ในขณะที่ตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานสูงอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้น
อย่างไรก็ดี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Cross Asset Investment Opportunity (SCB CIO) ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่าน 3 ฉากทัศน์หลัก โดย ศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า SCB CIO คาดว่าสงครามจะไม่ลุกลามเป็นวงกว้างจนกลายเป็นสงครามในระดับภูมิภาค ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบันยังจำกัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เรามองความเป็นไปได้ของสถานการณ์เป็น 3 กรณี ดังนี้
- 1. Base Case (โอกาสเกิด 65%) มีการปะทะรุนแรงในระยะสั้น แต่อิหร่านยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์หลังการสูญเสียผู้นำ นำมาสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามในที่สุด ซึ่งคาดว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล 2. Best Case (โอกาสเกิด 25%) การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว ทำให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นสู้และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันกลับมาเร็ว ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับฐานลง อยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ 3. Worst Case (โอกาสเกิด 10%) สงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้างขึ้นและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร โดยการเปลี่ยนระบอบการปกครองทำได้ยากและเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้น อยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
โดยในส่วนของคำแนะนำลงทุน SCB CIO มองว่า ตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับลดลงในระยะสั้น ตามความกังวลบนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) โดยเราไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เนื่องจากผลกระทบยังจำกัด แต่เป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม (Buy on weakness) ในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งทั้งบนพอร์ตหลักระยะยาว (Core Portfolio) และพอร์ตเสริมระยะสั้น (Opportunistic Portfolio) สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป
สำหรับ ‘ตลาดหุ้นไทย’ แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้น จากการมีหุ้นกลุ่มพลังงานในสัดส่วนที่มาก แต่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวน และอาจปรับลดลงตามตลาดหุ้นโลกเช่นกัน นอกจากนี้ ดัชนี SET Index พุ่งขึ้นถึง 21.3% แล้ว เพิ่มโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดยกรณีผู้ที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ตลงทุน แนะนำให้ถือ เพื่อรอขายเมื่อดัชนีฯ ฟื้นตัว เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรของดัชนี SET Index ยังต่ำกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ กรณีที่รับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่มีแนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้.
ครองขวัญ รอดหมวน