การเมืองระอุ ในกระแส รบเขมรรอบ 3 ชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม สัญญาณใหม่ 'บิ๊กเล็ก' จับตา 'ทรงวิทย์'
รายงานพิเศษ
การเมืองระอุ ในกระแส รบเขมรรอบ 3
ชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม
สัญญาณใหม่ ‘บิ๊กเล็ก’
จับตา ‘ทรงวิทย์’
แม้จะเริ่มมีแรงเชียร์จากทหารสายสีน้ำเงิน ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมเองด้วยเลย เพราะมีความเหมาะสม อีกทั้งตัวนายอนุทินเองที่ชอบด้านการทหารอยู่แล้ว และที่ผ่านมาได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้บัญชาการเหล่าทัพในการสู้รบกับกัมพูชาด้วยดีก็ตาม
แต่มีรายงานข่าวในกระทรวงกลาโหมว่า แม้ บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม จะเคยปรารภว่า อยากจะวางมือทางการเมือง อยากจะพักผ่อน กลับไปใช้ชีวิตในวัยหลังเกษียณกับครอบครัวก็ตาม แต่มีข่าวว่า มีสัญญาณบางประการ ที่ทำให้ พล.อ.ณัฐพลต้องเปลี่ยนใจ และเลิกพูดเรื่องการวางมือ
ด้วยเพราะอาจมีความจำเป็นที่ พล.อ.ณัฐพลจะได้กลับมาคุมกลาโหมอีกครั้ง ไม่ว่าจะในรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำก็ตาม
ด้วยเพราะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง จึงอาจต้องให้ พล.อ.ณัฐพลมาทำหน้าที่ต่อ แม้ในเรื่องคะแนนนิยมของ พล.อ.ณัฐพลจะไม่ดีนักและถูกทัวร์ลงบ่อยๆ ก็ตาม แต่ในแง่การทำงาน การวางแผนในการแก้ปัญหาต่างๆ ในด้านความสามารถถือว่ายังเหมาะสม และจะได้ทำงานต่อเนื่อง
เพราะปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงไม่จบลงง่ายๆ ในเวลาอันสั้น
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือเป็นพรรคขั้วอนุรักษนิยม และโดยสายสัมพันธ์ของนายอนุทินแล้ว ยังให้ความเคารพ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าการมาเป็น รมว.กลาโหมของ พล.อ.ณัฐพล ในรัฐบาลนายอนุทินนั้น เป็นเพราะแรงสนับสนุนของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังคงเป็นห่วงชาติบ้านเมือง
อีกทั้งนายอนุทินเองก็แสดงออกและให้สัมภาษณ์ในเชิงบวกต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำให้นายอนุทินต้องยึดแนวทางการทำงานและนโยบายต่างๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยทำไว้ มาสานต่อ และถึงขั้นที่ใช้เรียกคะแนนเสียงว่า “รักลุงตู่ เลือกลุงหนู”
ดังนั้น หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่นายอนุทินจะขอความเห็นหรือคำปรึกษาจาก พล.อ.ประยุทธ์ ในการเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาคุมกองทัพ ในตำแหน่ง รมว.กลาโหม
ดังนั้น พล.อ.ณัฐพลก็น่าจะยังเป็นแคนดิเดตหรือตัวเลือกหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน หากผลการเลือกตั้งทำให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ก็อาจจะได้โควต้า รมว.กลาโหม และอาจให้คนนอกมานั่งเก้าอี้นี้ ซึ่งชื่อของ พล.อ.ณัฐพลก็อยู่ในแคนดิเดตลิสต์เช่นกัน
ประการแรก พล.อ.ณัฐพลก็เคยทำงานในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แม้จะเป็นเพียง รมช.กลาโหม มาตั้งแต่ยุคที่นายสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหมพลเรือน จนมาในยุคที่บิ๊กอ้วน นายภูมิธรรม เวชยชัย ควบรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม
แม้ว่า “ดีล” ระหว่างแกนนำขั้วอนุรักษนิยมกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย ในการกลับประเทศไทย ดูเหมือนจะจบลงแล้ว เพราะนายทักษิณต้องกลับ เข้าเรือนจำอีกครั้งแล้วก็ตาม
แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงต้องญาติดีกับคีย์แมนในขั้วอนุรักษนิยม และอาจจะกลายเป็นสาเหตุที่พรรคเพื่อไทยจะต้องยกเก้าอี้ รมว.กลาโหมให้คนนอก และเป็นคนนอกจากสายทหาร
อีกประการหนึ่งต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ณัฐพลคือเพื่อนสนิทร่วมรุ่นเตรียมทหาร 20 ของบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายทักษิณ จนทำให้เกิด “ดีลลังกาวี” ขึ้น
อีกทั้งในห้วงแรกที่นายทักษิณกลับมาประเทศไทย และในห้วงรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธา ชินวัตร ต่อเนื่องกันนั้น พล.อ.ณัฐพลก็อยู่ในรัฐบาลมาตลอด ทั้งในนามตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อภิรัชต์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ปรากฏตัวร่วมงานวันกองทัพบก จนทำให้ถูกจับตามองว่าเป็นการส่งสัญญาณที่จะคัมแบ๊กสู่การเมืองหรือไม่ เพราะจากที่เคยมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังการเมือง โดยเฉพาะ “ดีลกลับบ้าน” ของนายทักษิณ แต่ที่สุดเมื่อลาออกจากรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง (สนว.) ก็ได้ลดบทบาท และไปพักรักษาตัว
ดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โควต้าเก้าอี้ รมว.กลาโหมก็อาจจะให้เป็นโควต้าของฝ่ายทหาร จึงทำให้ชื่อของ พล.อ.ณัฐพลยังคงอยู่ ในฐานะตัวแทนของ พล.อ.อภิรัชต์ เนื่องจาก พล.อ.อภิรัชต์จะไม่เข้ามาสู่การเมืองไม่รับตำแหน่งทางการเมือง
แต่ด้วยความเป็นห่วงชาติบ้านเมือง จึงอาจจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี
อย่างไรก็ตาม หากเปลี่ยนสมการอำนาจ มาเป็นพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็มีชื่อนายทหารหลายคนที่อยู่ในข่ายจะนั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหมได้ โดยเฉพาะ บิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายเศรษฐา เพราะในห้วงที่นายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มี พล.อ.ทรงวิทย์เป็นข้อต่อระหว่างรัฐบาลกับกองทัพและผู้บัญชาการเหล่าทัพ
อีกทั้งได้เกษียณราชการแล้ว ปัจจุบันยังคงบวชพระออกธุดงค์ตามวัดป่าในภาคต่างๆ อยู่ แต่ พล.อ.ทรงวิทย์ยังคงอยู่ในห้วงเว้นวรรคการรับตำแหน่งทางการเมือง 2 ปี หลังจากที่เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะครบกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2569 นี้
ที่สำคัญ พล.อ.ทรงวิทย์ เมื่อครั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้มีบทบาทสำคัญ ในการสู้รบกับกัมพูชารอบแรก และเรียกได้ว่าเป็นสายเหยี่ยวที่ปฏิบัติการอย่างเด็ดขาด และหลังการหยุดยิงรอบแรก ก่อนที่จะเกิดการสู้รบในรอบสองนั้น พล.อ.ทรงวิทย์ได้เตรียมการต่างๆ ไว้พร้อม เพราะประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าการสู้รบรอบสองจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
และได้วางแนวทางการพัฒนากองทัพเพื่อรับมือภัยคุกคามด้านตะวันออก แบบที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดวางกำลังต่างๆ ของกองทัพใหม่หมด โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความทันสมัยแบบล้ำหน้าข้ามช็อต ดังนั้น หากได้เป็น รมว.กลาโหมก็จะได้สานต่อสิ่งที่ทำไว้ให้สำเร็จ
ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ พล.อ.ทรงวิทย์มีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 24 ของผู้บัญชาการเหล่าทัพในชุดปัจจุบันหลายคน ทั้ง บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม
ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และบิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. ที่จะทำให้การประสานงานกับกองทัพเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่นและเป็นหนึ่งเดียวกัน
สำหรับ พล.อ.ทรงวิทย์ ซึ่งหลังเกษียณราชการเมื่อ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้ออกบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารที่เสียชีวิตในยุทธการยุทธบดินทร์ การรบรอบแรกกับกัมพูชา เพราะ พล.อ.ทรงวิทย์ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทางทหาร มีส่วนในการสั่งการและบัญชาการรบ โดยมีกำหนดจะลาสิกขาในเดือนกุมภาพันธ์นี้
ขณะเดียวกัน นายอนุทินก็มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ พล.อ.ทรงวิทย์มายาวนาน โดยเรียกติดปากว่า “พี่อ๊อบ” และได้ทำงานประสานใกล้ชิดกันมาตลอด
อีกด้านยังมักระแสข่าวสะพัดว่า พล.อ.ทรงวิทย์ถูกทาบทามจากพรรคการเมืองสีส้ม เพื่อให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมหากได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากมองว่า พล.อ.ทรงวิทย์เป็นนายทหารที่มีความคิดสมัยใหม่ และที่ผ่านมาก็มีความสัมพันธ์อันดีกับแกนนำพรรคส้ม ในการประสานพูดคุยเรื่องกองทัพ โดยเฉพาะการชี้แจงงบประมาณต่อคณะกรรมาธิการในห้วง 2 ปีที่ พล.อ.ทรงวิทย์เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนำคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพไปชี้แจงด้วยตนเอง และได้รับเสียงชื่นชมในรูปแบบและเนื้อหาของการชี้แจง
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า พล.อ.ทรงวิทย์ได้ปฏิเสธคำทาบทามนั้น ด้วยเพราะตั้งใจที่จะบวชหลายเดือน และเมื่อสึกออกมาแล้วก็มีแผนที่จะวางบทบาทตัวเองในฐานะนักวิชาการทางการทหาร ที่จะเดินสายไปบรรยายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะจัดตั้งองค์กรในการศึกษายุทธศาสตร์และความมั่นคง
กระนั้นก็ตาม หากพรรคส้มสามารถหลุดด่านการถูกสกัดกั้น และได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจริงๆ การมี พล.อ.ทรงวิทย์เป็น รมว.กลาโหม ก็จะเป็นหลักประกันได้ทางหนึ่งว่า จะไม่ยินยอมให้มีการแตะต้องเรื่องสถาบันหลักของชาติ แต่การปฏิรูปกองทัพสามารถเกิดขึ้นได้เพราะมีหลายอย่างที่เมื่อครั้ง พล.อ.ทรงวิทย์เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีแผนที่ต้องผ่าตัดปรับปรุงกองทัพอีกหลายเรื่อง
ไม่เช่นนั้นอาจมี รมว.กลาโหมเป็นพลเรือน เช่น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรค ที่เกาะติดเรื่องของกองทัพมาตลอด ในฐานะประธานกรรมาธิการทหาร และได้ร่วมกิจกรรมของกองทัพตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งในยุคของ พล.อ.ทรงวิทย์ และบิ๊กไก่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ
แม้จะไม่มีรายงานยืนยันว่าพรรคส้มมีการทาบทาม พล.อ.ทรงวิทย์จริงหรือไม่ แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นก็ลดความหวาดวิตกที่ว่า หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล และคุมกลาโหมแล้ว จะล้างบางกองทัพ
ในการหาเสียงของพรรคใหญ่ ล้วนแต่อิงเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเรียกคะแนนนิยม ทั้งนายอนุทินที่ยืนกรานจะจัดการเด็ดขาด โดยให้ดูจากการเป็นรัฐบาลในช่วงสั้นๆ ที่ผ่านมา ได้สนับสนุนกองทัพในการสู้รบเพื่อยึดคืนแผ่นดินไทยและกอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศและประชาชนไทยกลับคืนมาได้สำเร็จ
ขณะที่พรรคเพื่อไทยในห้วงแรกพยายามที่จะไม่ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาช่วยหาเสียงเพราะเกรงว่าจะเป็นการรื้อฟื้นกระแสคลิป “อังเคิล” และจะกระทบต่อคะแนนเสียงของประชาชนชาวอีสานในพื้นที่ 7 จังหวัดอีสานใต้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา
แต่ในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง น.ส.แพทองธารก็เริ่มออกมาช่วยลงพื้นที่หาเสียง หลังจากที่เหตุการณ์การสู้รบผ่านไป และกระแสเรื่องกัมพูชาเริ่มลดความเชี่ยวกรากลง หลังการหยุดยิง
นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค ในฐานะอดีต รมว.กลาโหม ได้ออกมาชี้แจงบทบาทในการแก้ไขปัญหาไทยและกัมพูชาในห้วงที่เป็นรัฐบาล โดยได้สนับสนุนกองทัพในการสู้รบกับกัมพูชารอบแรก และอนุมัติให้ใช้เครื่องบินรบในการโจมตี เพื่อที่จะสะท้อนว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง ก็จะจัดการเรื่องกัมพูชาอย่างเด็ดขาด
อีกทั้งในการลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่ภาคอีสาน ของนายสุทิน คลังแสง อดีต รมว.กลาโหม ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็ได้พยายามชี้แจงทำความเข้าใจในเหตุการณ์ที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าหากได้กลับมาเป็นรัฐบาล หรือได้เป็น รมว.กลาโหม จะแก้ปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
นอกจากนั้น ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังคงหาเสียง และพูดถึงโอกาสที่จะมาคุมกระทรวงกลาโหมว่า จะมา แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะจัดการให้เด็ดขาด หากคุยกันไม่รู้เรื่อง และเชื่อได้ว่าเขมรจะหนาว
อันเป็นการสะท้อนว่า ร.อ.ธรรมนัสก็ยังคงแอบหวังที่จะได้เป็น รมว.กลาโหม หากได้ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เพราะก่อนหน้านี้นายอนุทินได้เคยยกโควต้ากระทรวงกลาโหมให้กับ ร.อ.ธรรมนัสมาแล้วเพื่อให้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แต่ในที่สุดก็ถูกแกนนำขั้วอนุรักษนิยมคัดค้าน และเป็นที่มาของการที่ พล.อ.ณัฐพลได้มาเป็น รมว.กลาโหม
แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้โควต้าเก้าอี้กระทรวงสำคัญต่างๆ จะเปลี่ยนไปตามจำนวน ส.ส.ที่พรรคร่วมรัฐบาลจะได้ รวมถึงพรรคกล้าธรรมด้วย เพราะยังมีข่าวสะพัดในหมู่นายทหารเตรียมทหารรุ่น 25 เพื่อนร่วมรุ่นของ ร.อ.ธรรมนัส ว่าพร้อมที่จะทำหน้าที่ รมว.กลาโหม โดยจะเห็นได้ว่า ร.อ.ธรรมนัสได้ชักชวนนายทหารเพื่อนร่วมรุ่นหลายคนมาเข้าพรรคเพื่อทำงานการเมือง
และให้เตรียมพร้อมทีมงานที่จะไปดูแลกระทรวงกลาโหม
ดังนั้น เก้าอี้ รมว.กลาโหมจึงเป็นที่จับตามองเพราะโดยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งมีโอกาสที่จะมีการสู้รบกันในรอบ 3 ได้ในอนาคต จึงเป็นโอกาสที่ทำให้ผู้ที่เป็น รมว.กลาโหมได้แสดงบทบาทสำคัญร่วมกับกองทัพในการสู้รบเพื่อแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดและยั่งยืน
ทำให้เก้าอี้ รมว.กลาโหมกลายเป็นเก้าอี้ที่จะจูงใจและใช้ในการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูผลการเลือกตั้งว่าในที่สุดแล้วพรรคสีแดง พรรคสีน้ำเงิน หรือพรรคสีส้ม จะชนะเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
เพราะจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าใครจะได้เป็น รมว.กลาโหม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเมืองระอุ ในกระแส รบเขมรรอบ 3 ชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม สัญญาณใหม่ ‘บิ๊กเล็ก’ จับตา ‘ทรงวิทย์’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly