โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร (Herbig-Haro objects) ร่องรอยอันงดงามแห่งการถือกำเนิดของดวงดาว

SPACEMAN

อัพเดต 02 ก.พ. เวลา 10.22 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. เวลา 03.20 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

ท่ามกลางความมืดมิดอันไพศาลของเอกภพ ณ บริเวณที่กลุ่มก๊าซและฝุ่นหนาทึบกำลังจับตัวกันแน่น คือจุดกำเนิดของ "ดาวฤกษ์" ดวงใหม่ แต่กระบวนการถือกำเนิดนี้ไม่ได้เงียบสงบอย่างที่หลายคนจินตนาการ มันเต็มไปด้วยความรุนแรง พลังงาน และความงดงามที่น่าตื่นตาตื่นใจ หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ยืนยันถึงช่วงเวลาแรกเริ่มของชีวิตดวงดาวนี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า "วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร" (Herbig-Haro objects)

วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร คืออะไร?

หากเปรียบดาวฤกษ์ก่อนเกิด (Protostar) เป็นทารกที่กำลังดิ้นรนเพื่อเติบโต วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร ก็เปรียบเสมือนเสียงร้องแรกเกิดที่ดังก้องไปทั่วอวกาศ

ในทางดาราศาสตร์ วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร (มักใช้อักษรย่อว่า HH) คือบริเวณเล็กๆ ของเนบิวลา (Nebula) ที่มีความสว่างไสวเป็นพิเศษ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับดาวฤกษ์ที่เพิ่งเกิดใหม่ วัตถุเหล่านี้ไม่ได้เป็นดาวฤกษ์ด้วยตัวของมันเอง แต่เป็น ผลพลอยได้ จากการที่ดาวฤกษ์ก่อนเกิดพ่นลำก๊าซออกมาด้วยความเร็วสูง

กระบวนการเกิด

เมื่อดาวฤกษ์ดวงใหม่ก่อตัวขึ้นจากการยุบตัวของฝุ่นและก๊าซ มันจะหมุนรอบตัวเองและดึงดูดสสารรอบข้างเข้ามา (Accretion) ในกระบวนการนี้ สนามแม่เหล็กที่รุนแรงจะบีบอัดและขับไล่ก๊าซบางส่วนให้พุ่งออกมาจากขั้วทั้งสองของดาวฤกษ์ในลักษณะเป็นลำแคบๆ เรียกว่า "ลำเจ็ต" (Jets)

ลองจินตนาการถึงการฉีดน้ำจากสายยางด้วยความแรงสูงอัดเข้าไปในกองทราย ลำก๊าซร้อนเหล่านี้พุ่งผ่านอวกาศด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อวินาที เมื่อมันพุ่งเข้าชนกับก๊าซและฝุ่นที่อยู่รายล้อม (Interstellar medium) การปะทะกันอย่างรุนแรงนี้จะก่อให้เกิด "คลื่นกระแทก" (Shock wave)

พลังงานจากการชนจะทำให้อะตอมของก๊าซเกิดการแตกตัวและเรืองแสงออกมาเป็นสีสันต่างๆ เช่น สีแดงจากไฮโดรเจน สีเขียวจากออกซิเจน หรือสีแดงเข้มจากกำมะถัน กลายเป็นรูปร่างที่สวยงามแปลกตา บางครั้งดูคล้ายดาบแสงคู่ (Lightsaber) ที่พุ่งออกจากใจกลางความมืด

ทำไมจึงชื่อ "เฮอร์บิก-ฮาโร"?

ชื่อของวัตถุชนิดนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ จอร์จ เฮอร์บิก (George Herbig) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน และ กิเยร์โม ฮาโร (Guillermo Haro) นักดาราศาสตร์ชาวเม็กซิกัน ทั้งสองท่านต่างค้นพบและศึกษาวัตถุเหล่านี้อย่างอิสระในช่วงทศวรรษที่ 1940-1950 และได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ดาวฤกษ์ธรรมดาหรือกระจุกดาว แต่เป็นผลผลิตจากการก่อตัวของดาวฤกษ์ ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่ช่วยไขปริศนาเรื่องวิวัฒนาการของดวงดาว

ความงามเพียงชั่วพริบตาของจักรวาล

ความน่าสนใจอีกประการของวัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร คือความ "ไม่จีรัง" ของมัน ในสเกลเวลาทางดาราศาสตร์ที่มักพูดถึงหลักล้านหรือพันล้านปี วัตถุ HH ถือเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวที่มีอายุขัยสั้นมาก เพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น

พวกมันเปลี่ยนแปลงรูปร่างและความสว่างได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปีที่มนุษย์สังเกตการณ์ เมื่อดาวฤกษ์แม่เติบโตขึ้นและเริ่มเสถียร ลำเจ็ตจะค่อยๆ จางหายไป ทิ้งวัตถุเฮอร์บิก-ฮาโรให้เลือนหายไปในอวกาศ เหลือไว้เพียงดาวฤกษ์ที่สุกสว่างดวงใหม่

บทสรุป

วัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร ไม่ได้เป็นเพียงภาพวาดสีน้ำมันที่สวยงามบนผืนผ้าใบแห่งเอกภพ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นักดาราศาสตร์เข้าใจถึงกลไกการกำเนิดของระบบสุริยะต่างๆ รวมถึงระบบสุริยะของเราเอง ในยุคปัจจุบัน กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope - JWST) ได้เผยให้เห็นภาพรายละเอียดของวัตถุเหล่านี้ (เช่น HH 211 หรือ HH 46/47) ได้ชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทะลุผ่านม่านฝุ่นหนาทึบ ทำให้เราได้เห็นวินาทีแรกของการ "จุดติด" แห่งชีวิตดวงดาว

ทุกครั้งที่เรามองเห็นภาพของวัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร ให้พึงระลึกว่า เรากำลังเป็นสักขีพยานของ "ปาฏิหาริย์แห่งการสร้างสรรค์" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล

รู้หรือไม่?

  • วัตถุ HH มักพบได้มากในบริเวณที่มีการก่อตัวของดาวฤกษ์หนาแน่น เช่น เนบิวลานายพราน (Orion Nebula)

  • ความเร็วของลำเจ็ตที่พุ่งออกมานั้น อาจสูงถึง 250,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเร็วกว่าเครื่องบินเจ็ตความเร็วเสียงหลายร้อยเท่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...