โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากครูโรงเรียนนายร้อย สู่นักการทูตและนักปฏิวัติ (2) | My Country Thailand ณัฐพล ใจจริง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากครูโรงเรียนนายร้อย

สู่นักการทูตและนักปฏิวัติ (2)

ทูตนักปฏิวัติ

พระสารสาสน์ฯ อดีตครูโรงเรียนนายร้อยทหารบก ผู้ลาออกเมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทิวงคต ไปทำงานบริษัท ไฟฟ้าสามเสน จากนั้นเขากลับเข้ารับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง ช่วงเวลานั้นเขาประจำที่สถานทูตไทยในปารีส ไม่เพียงเขามีความเห็นอกเห็นใจความเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมต่ออัครราชทูตจากนักศึกษาไทยเท่านั้น แต่เขาเคยยังให้ความช่วยเหลือนายปรีดี พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎรในขณะเป็นนักศึกษากฎหมายในปารีส

เขาเคยพยายามล้วงความคิดในการปฏิวัติสยามจากนายปรีดีอีกด้วย ไม่นานจากนั้น เขาลาออกจากสถานทูตไทยเมื่อ 2471 และเดินไปบนความใฝ่ฝันตามเส้นทางนักปฏิวัติในต่างแดน

พระสารสาสน์ฯ ยืนกอดอกซ้ายสุด ถ่ายร่วมกับอัครราชทูตสยามและข้าราชการสถานทูตที่ปารีส

นักปฏิวัติทางการเมืองในความเงียบ

ในหนังสือ My Country Thailand (1942) ที่เขาเขียนขึ้นและตีพิมพ์ในญี่ปุ่น เขาใช้ปากของโคลด สารสาสน์ ภรรยาชาวฝรั่งเศสของเขาเล่าว่า เขามีบทบาทอยู่เบื้องหลังในความพยายามปฏิวัติ ร.ศ.130 (2455) และการเคลื่อนไหวทางปัญญาจากฝรั่งเศสอันมีผลต่อการปฏิวัติ 2475 ของสยามด้วย โคลดเล่าว่า เธอนั้นมีความภูมิใจมากที่ได้มีส่วนในการช่วยอาชีพนักปฏิวัติของสามีของเธอระหว่างปี 2469-2475 ด้วยการติดตามเขาไปทุกแห่งหนเพื่อเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญของไทย (Phra Sarasas, 1942, 219)

หากเราเชื่อตามที่โคลดเล่าว่า พระสารสาสน์ฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติประชาธิปไตยที่ล้มเหลวใน ร.ศ.130 แต่เขาไม่ได้รับผลร้ายจากการปฏิวัติที่ล้มเหลวเพราะในรายชื่อของการถูกจับกุมของเหล่านายทหารนั้นจะไม่มีชื่อของเขาเลย ในขณะที่ประวัติการทำงานของเขากลับได้รับการเลื่อนขั้นอย่างต่อเนื่องในชีวิตของเขาครั้งเป็นทหาร แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเขาเป็นครูโรงเรียนนายร้อยจึงอาจมีบทบาทอยู่เบื้องหลังโดยผ่านการสอนที่สอดแทรกความคิดให้แก่นักเรียนนายร้อยหรือการเขียนความเห็นลงหนังสือพิมพ์ต่างๆ และเคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารเสนาศึกษาและแผ่วิทยาก็เป็นได้

ในฐานะนักปฏิวัตินั้น โคลดเล่าถึงความเคลื่อนไหวในต่างแดนของเขาที่ใช้งานเขียนปลุกกระแสนักเรียนไทยในยุโรปให้ตื่นตัวทางการเมืองว่า “ปากกาของเขาได้หว่านเพาะความไม่พอใจให้กับมวลชน” เขาได้แจกจ่ายหนังสือเล่มเล็กทางการเมืองออกไป “หนังสือเล่มเล็กของเขาได้เคาะประตูทุกบ้าน เขาเขียนบทความเผยแพร่โดยใช้นามปากกา 555 ประดุจเสียงหัวเราะเป็นที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นพ่อค้า” เธอเล่าว่า รัฐบาลสยามในระบอบเก่าพยายามสืบหาผู้ที่เป็นเจ้าของนามปากกานี้ แต่พระราชาไม่สามารถดำเนินการจับกุมเขาได้เพราะเขาอยู่ในฝรั่งเศส (Phra Sarasas,1942, 224-225)

นายทหารคณะ ร.ศ.130 ผู้ก่อการปฏิวัติที่ล้มเหลว (2455)

แบบจำลองสังคมสยามในฝรั่งเศส

ในระหว่างที่พระสารสาสน์ฯ รับราชการในสถานทูตที่ปารีสในช่วงทศวรรษ 2460 นั้น นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อวิชากฎหมายที่ฝรั่งเศส (2463) ต่อมา 2466-2467 นายปรีดีก่อตั้งสมาคม S.I.A.M. หรือสามัคยานุเคราะห์ ร่วมกับนักเรียนไทยในยุโรปเพื่อดูแลชีวิตความเป็นอยู่และรักษาผลประโยชน์ของนักเรียนด้วยกัน อีกทั้งยังจัดกิจกรรมพบปะพูดคุย จัดงานเลี้ยง เล่นรวมไปถึงการปาฐกถาโต้วาที และการแสดงละครเสียดสีการเมืองด้วย

กิจกรรมของสมาคมฯ ได้รับความนิยมจากนักเรียนไทยเป็นอันมาก แต่ความนิยมและการตั้งคำถามต่อบทบาทของพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ อัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศสจากเหล่านักเรียนทำให้นายปรีดีต้องเผชิญหน้ากับอำนาจจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นครั้งแรก

ในปี 2469 นายปรีดีเป็นเลขาธิการสมาคม เขาได้จัดการประชุมระหว่างหยุดฤดูร้อน โดยเขาได้เสนอในที่ประชุมถึงการทำงานของพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร อันเป็นตัวแทนของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้มีหน้าที่ดูแลนักเรียนไทยว่า มีความไม่เหมาะสมอย่างไรบ้าง และดูแลเงินค่าใช้จ่ายของนักเรียนไทยในฝรั่งเศสไม่ถูกต้อง นักเรียนไทยควรจะทำหนังสือเสนอต่อพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ให้เพิ่มเติมเงินค่าใช้จ่ายต่อนักเรียน

ต่อมา พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์โทรเลขกลับไปรายงานพระปกเกล้าฯ ว่า นายปรีดีทำตัวเหมือนหัวหน้าสหภาพแรงงาน เป็นพวกซินดิเคต (syndicate) ยุยงให้นักเรียนไทยจับกลุ่มเป็นพวกบอลเชวิก กระด้างกระเดื่องเรียกร้องเงินเดือนเพิ่มเติม และขัดคำสั่งอัครราชทูต กระนั้นก็ดี ปรีดีและสมาชิกสมาคมได้ส่งหนังสือไปกราบทูลพระปกเกล้าฯ โต้แย้งและรายงานพฤติกรรมอันมิชอบของอัครราชทูตด้วยเช่นกัน

ในที่สุด พระปกเกล้าฯ มีพระบรมราชวินิจฉัยว่า การกระทำของปรีดีมีความผิด จึงให้มีการเรียกนายปรีดีกลับประเทศทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้สำเร็จศึกษา

แต่ทว่าในระหว่างนั้น บิดาของนายปรีดีถวายฎีกาขออนุญาตให้ปรีดีศึกษาต่อจนจบแล้วจึงค่อยเรียกตัวกลับ ในเวลาต่อมาพระองค์จึงทรงกลับพระบรมราชวินิจฉัย โดยอนุญาตให้นายปรีดีเรียนต่อให้จบ และต้องทำหนังสือขอประทานโทษต่อพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ที่ได้ขัดขืนคำสั่งของอัครราชทูต

พระปกเกล้าฯ ครั้งเป็นเจ้าฟ้าทรงฉายร่วมกับพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์

สังคมสยามในแดนปฏิวัติ

เรื่องความขัดแย้งระหว่างพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กับนายปรีดีนั้น นายเดือน บุนนาค นักเรียนกฎหมายครั้งนั้นบันทึกว่า ในที่สุดพระปกเกล้าฯ ทรงให้ยุบเลิกสมาคมฯ ลง แม้พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ก็มีความผิดตามข้อร้องเรียนเช่นกัน แต่กลับมิได้รับการพิจารณาลงโทษแต่อย่างใด(เดือน บุนนาค, 2517, 8)

อย่างไรก็ตาม การก่อการเรียกร้องของนายปรีดีในครั้งนี้ ได้ส่งผลดีต่อนักเรียนในฝรั่งเศส เพราะทำให้พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ต้องเพิ่มเงินเดือนให้แก่นักเรียนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

นักเรียนไทยบันทึกถึงพฤติกรรมของอัครราชทูตสยามผู้สร้างความกดดันแก่ผู้ใต้บังคับบัญชามากถึงขนาดหลวงวิจิตรวาทการ เจ้าหน้าที่สถานทูตขอลาออกจากตำแหน่งประจำสถานทูตและกลับสยามทันทีด้วยหลวงวิจิตรฯ ถูกเพ่งเล็งว่า เขามีความสนิทสนมกับเหล่านักเรียนไทย (เดือน, 2517, 11)

ด้วยสภาพจำลองของสังคมไทยที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงในปารีสส่งผลให้นายปรีดีและมิตรสหายเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิวัติสร้างสยามสมัยใหม่มิให้คนไทยต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองกดขี่ข่มเหงอีก ด้วยการเปิดการประชุมกันที่บ้านพักเลขที่ 9 ถนนซอเมอราร์ด ณ กรุงปารีส เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2470 มีการประชุมกันถึง 5 วัน 4 คืน ในที่สุดที่ประชุมตกลงก่อตั้ง “คณะราษฎร” ขึ้น โดยมีเจตจำนงในการปฏิวัติสยามให้หลุดพ้นจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นประชาธิปไตยในที่สุด (ปรีดี พนมยงค์, 2526, 6-16) ทั้งนี้ เหล่านักเรียนไทยที่ร่วมก่อตั้งคณะราษฎรในเบื้องแรกประกอบด้วยสมาชิก 7 คน คือ นายปรีดี พนมยงค์ ร.ท.แปลก ขีตสังขะ นายประยูร ภมรมนตรี นายตั้ว ลพานุกรม ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี นายจรูญ สิงหเสนี และนายแนบ พหลโยธิน

การชุมนุมประท้วงในปารีส ช่วง 1930

กระนั้นก็ดี เมื่อนายปรีดีสำเร็จการศึกษาแล้วต้องเดินทางกลับสยาม พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ ผู้แทนรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังกลั่นแกล้งเขาด้วยการให้เขากลับบ้านด้วยตั๋วเรือชั้นสามแทนที่จะเป็นชั้นสองและต้องการให้นายปรีดีตัดกางเกงเดินทางสีน้ำตาลตามแบบกรรมกรฝรั่งเศสให้ใส่กลับสยามด้วย ความอยุติธรรมเหล่านี้ นายเดือน บุนนาค นักเรียนกฎหมายและเพื่อนนักเรียนในปารีสอดรนทนไม่ได้จึงร่วมลงขันออกเงินเปลี่ยนตั๋วเดินทางให้นายปรีดีกลับไทยได้สะดวกขึ้น (เดือน, 35-36)

เพียงหนึ่งปีหลังจากนั้น (2471) พระสารสาสน์ฯ ลาออกจากราชการเพื่อเดินไปบนเส้นทางนักปฏิวัติ เรื่องราวของบุรุษผู้เคลื่อนไหวปลุกเร้าให้เกิดการปฏิวัติสยามในปารีส ดินแดนเบื้องแรกของการปฏิวัติในยุโรปเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ เรื่องราวที่อื้อฉาวของสถานทูตไทยในปารีสครั้งนั้นจึงดูราวกับเป็นแบบจำลองระบอบการปกครองในสยามที่สะท้อนถึงการยึดถือตัวบุคคล ชาติตระกูล และความผุกร่อนของระบอบที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัยและประชาชนไทยทั้งมวลที่รอผู้กล้าที่จะเข้าปฏิวัติระบอบสมบูรณาณาญาสิทธิราชย์สยามให้เป็นประชาธิปไตยต่อไป

นายปรีดี นายควง อภัยวงศ์ นายชม จารุรัตน์ และหลวงวิจิตรวาทการในฝรั่งเศส
นายปรีดี นายควง อภัยวงศ์ นายชม จารุรัตน์ และหลวงวิจิตรวาทการในฝรั่งเศส
นายปรีดี นายควง อภัยวงศ์ นายชม จารุรัตน์ และหลวงวิจิตรวาทการในฝรั่งเศส
นายปรีดี นายควง อภัยวงศ์ นายชม จารุรัตน์ และหลวงวิจิตรวาทการในฝรั่งเศส

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากครูโรงเรียนนายร้อย สู่นักการทูตและนักปฏิวัติ (2) | My Country Thailand ณัฐพล ใจจริง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...