พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากครูโรงเรียนนายร้อย สู่นักการทูตและนักปฏิวัติ (2) | My Country Thailand ณัฐพล ใจจริง
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากครูโรงเรียนนายร้อย
สู่นักการทูตและนักปฏิวัติ (2)
ทูตนักปฏิวัติ
พระสารสาสน์ฯ อดีตครูโรงเรียนนายร้อยทหารบก ผู้ลาออกเมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทิวงคต ไปทำงานบริษัท ไฟฟ้าสามเสน จากนั้นเขากลับเข้ารับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง ช่วงเวลานั้นเขาประจำที่สถานทูตไทยในปารีส ไม่เพียงเขามีความเห็นอกเห็นใจความเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมต่ออัครราชทูตจากนักศึกษาไทยเท่านั้น แต่เขาเคยยังให้ความช่วยเหลือนายปรีดี พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎรในขณะเป็นนักศึกษากฎหมายในปารีส
เขาเคยพยายามล้วงความคิดในการปฏิวัติสยามจากนายปรีดีอีกด้วย ไม่นานจากนั้น เขาลาออกจากสถานทูตไทยเมื่อ 2471 และเดินไปบนความใฝ่ฝันตามเส้นทางนักปฏิวัติในต่างแดน
นักปฏิวัติทางการเมืองในความเงียบ
ในหนังสือ My Country Thailand (1942) ที่เขาเขียนขึ้นและตีพิมพ์ในญี่ปุ่น เขาใช้ปากของโคลด สารสาสน์ ภรรยาชาวฝรั่งเศสของเขาเล่าว่า เขามีบทบาทอยู่เบื้องหลังในความพยายามปฏิวัติ ร.ศ.130 (2455) และการเคลื่อนไหวทางปัญญาจากฝรั่งเศสอันมีผลต่อการปฏิวัติ 2475 ของสยามด้วย โคลดเล่าว่า เธอนั้นมีความภูมิใจมากที่ได้มีส่วนในการช่วยอาชีพนักปฏิวัติของสามีของเธอระหว่างปี 2469-2475 ด้วยการติดตามเขาไปทุกแห่งหนเพื่อเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญของไทย (Phra Sarasas, 1942, 219)
หากเราเชื่อตามที่โคลดเล่าว่า พระสารสาสน์ฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติประชาธิปไตยที่ล้มเหลวใน ร.ศ.130 แต่เขาไม่ได้รับผลร้ายจากการปฏิวัติที่ล้มเหลวเพราะในรายชื่อของการถูกจับกุมของเหล่านายทหารนั้นจะไม่มีชื่อของเขาเลย ในขณะที่ประวัติการทำงานของเขากลับได้รับการเลื่อนขั้นอย่างต่อเนื่องในชีวิตของเขาครั้งเป็นทหาร แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเขาเป็นครูโรงเรียนนายร้อยจึงอาจมีบทบาทอยู่เบื้องหลังโดยผ่านการสอนที่สอดแทรกความคิดให้แก่นักเรียนนายร้อยหรือการเขียนความเห็นลงหนังสือพิมพ์ต่างๆ และเคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารเสนาศึกษาและแผ่วิทยาก็เป็นได้
ในฐานะนักปฏิวัตินั้น โคลดเล่าถึงความเคลื่อนไหวในต่างแดนของเขาที่ใช้งานเขียนปลุกกระแสนักเรียนไทยในยุโรปให้ตื่นตัวทางการเมืองว่า “ปากกาของเขาได้หว่านเพาะความไม่พอใจให้กับมวลชน” เขาได้แจกจ่ายหนังสือเล่มเล็กทางการเมืองออกไป “หนังสือเล่มเล็กของเขาได้เคาะประตูทุกบ้าน เขาเขียนบทความเผยแพร่โดยใช้นามปากกา 555 ประดุจเสียงหัวเราะเป็นที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นพ่อค้า” เธอเล่าว่า รัฐบาลสยามในระบอบเก่าพยายามสืบหาผู้ที่เป็นเจ้าของนามปากกานี้ แต่พระราชาไม่สามารถดำเนินการจับกุมเขาได้เพราะเขาอยู่ในฝรั่งเศส (Phra Sarasas,1942, 224-225)
แบบจำลองสังคมสยามในฝรั่งเศส
ในระหว่างที่พระสารสาสน์ฯ รับราชการในสถานทูตที่ปารีสในช่วงทศวรรษ 2460 นั้น นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อวิชากฎหมายที่ฝรั่งเศส (2463) ต่อมา 2466-2467 นายปรีดีก่อตั้งสมาคม S.I.A.M. หรือสามัคยานุเคราะห์ ร่วมกับนักเรียนไทยในยุโรปเพื่อดูแลชีวิตความเป็นอยู่และรักษาผลประโยชน์ของนักเรียนด้วยกัน อีกทั้งยังจัดกิจกรรมพบปะพูดคุย จัดงานเลี้ยง เล่นรวมไปถึงการปาฐกถาโต้วาที และการแสดงละครเสียดสีการเมืองด้วย
กิจกรรมของสมาคมฯ ได้รับความนิยมจากนักเรียนไทยเป็นอันมาก แต่ความนิยมและการตั้งคำถามต่อบทบาทของพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ อัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศสจากเหล่านักเรียนทำให้นายปรีดีต้องเผชิญหน้ากับอำนาจจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นครั้งแรก
ในปี 2469 นายปรีดีเป็นเลขาธิการสมาคม เขาได้จัดการประชุมระหว่างหยุดฤดูร้อน โดยเขาได้เสนอในที่ประชุมถึงการทำงานของพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร อันเป็นตัวแทนของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้มีหน้าที่ดูแลนักเรียนไทยว่า มีความไม่เหมาะสมอย่างไรบ้าง และดูแลเงินค่าใช้จ่ายของนักเรียนไทยในฝรั่งเศสไม่ถูกต้อง นักเรียนไทยควรจะทำหนังสือเสนอต่อพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ให้เพิ่มเติมเงินค่าใช้จ่ายต่อนักเรียน
ต่อมา พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์โทรเลขกลับไปรายงานพระปกเกล้าฯ ว่า นายปรีดีทำตัวเหมือนหัวหน้าสหภาพแรงงาน เป็นพวกซินดิเคต (syndicate) ยุยงให้นักเรียนไทยจับกลุ่มเป็นพวกบอลเชวิก กระด้างกระเดื่องเรียกร้องเงินเดือนเพิ่มเติม และขัดคำสั่งอัครราชทูต กระนั้นก็ดี ปรีดีและสมาชิกสมาคมได้ส่งหนังสือไปกราบทูลพระปกเกล้าฯ โต้แย้งและรายงานพฤติกรรมอันมิชอบของอัครราชทูตด้วยเช่นกัน
ในที่สุด พระปกเกล้าฯ มีพระบรมราชวินิจฉัยว่า การกระทำของปรีดีมีความผิด จึงให้มีการเรียกนายปรีดีกลับประเทศทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้สำเร็จศึกษา
แต่ทว่าในระหว่างนั้น บิดาของนายปรีดีถวายฎีกาขออนุญาตให้ปรีดีศึกษาต่อจนจบแล้วจึงค่อยเรียกตัวกลับ ในเวลาต่อมาพระองค์จึงทรงกลับพระบรมราชวินิจฉัย โดยอนุญาตให้นายปรีดีเรียนต่อให้จบ และต้องทำหนังสือขอประทานโทษต่อพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ที่ได้ขัดขืนคำสั่งของอัครราชทูต
สังคมสยามในแดนปฏิวัติ
เรื่องความขัดแย้งระหว่างพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กับนายปรีดีนั้น นายเดือน บุนนาค นักเรียนกฎหมายครั้งนั้นบันทึกว่า ในที่สุดพระปกเกล้าฯ ทรงให้ยุบเลิกสมาคมฯ ลง แม้พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ก็มีความผิดตามข้อร้องเรียนเช่นกัน แต่กลับมิได้รับการพิจารณาลงโทษแต่อย่างใด(เดือน บุนนาค, 2517, 8)
อย่างไรก็ตาม การก่อการเรียกร้องของนายปรีดีในครั้งนี้ ได้ส่งผลดีต่อนักเรียนในฝรั่งเศส เพราะทำให้พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ต้องเพิ่มเงินเดือนให้แก่นักเรียนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
นักเรียนไทยบันทึกถึงพฤติกรรมของอัครราชทูตสยามผู้สร้างความกดดันแก่ผู้ใต้บังคับบัญชามากถึงขนาดหลวงวิจิตรวาทการ เจ้าหน้าที่สถานทูตขอลาออกจากตำแหน่งประจำสถานทูตและกลับสยามทันทีด้วยหลวงวิจิตรฯ ถูกเพ่งเล็งว่า เขามีความสนิทสนมกับเหล่านักเรียนไทย (เดือน, 2517, 11)
ด้วยสภาพจำลองของสังคมไทยที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงในปารีสส่งผลให้นายปรีดีและมิตรสหายเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิวัติสร้างสยามสมัยใหม่มิให้คนไทยต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองกดขี่ข่มเหงอีก ด้วยการเปิดการประชุมกันที่บ้านพักเลขที่ 9 ถนนซอเมอราร์ด ณ กรุงปารีส เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2470 มีการประชุมกันถึง 5 วัน 4 คืน ในที่สุดที่ประชุมตกลงก่อตั้ง “คณะราษฎร” ขึ้น โดยมีเจตจำนงในการปฏิวัติสยามให้หลุดพ้นจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นประชาธิปไตยในที่สุด (ปรีดี พนมยงค์, 2526, 6-16) ทั้งนี้ เหล่านักเรียนไทยที่ร่วมก่อตั้งคณะราษฎรในเบื้องแรกประกอบด้วยสมาชิก 7 คน คือ นายปรีดี พนมยงค์ ร.ท.แปลก ขีตสังขะ นายประยูร ภมรมนตรี นายตั้ว ลพานุกรม ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี นายจรูญ สิงหเสนี และนายแนบ พหลโยธิน
กระนั้นก็ดี เมื่อนายปรีดีสำเร็จการศึกษาแล้วต้องเดินทางกลับสยาม พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ ผู้แทนรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังกลั่นแกล้งเขาด้วยการให้เขากลับบ้านด้วยตั๋วเรือชั้นสามแทนที่จะเป็นชั้นสองและต้องการให้นายปรีดีตัดกางเกงเดินทางสีน้ำตาลตามแบบกรรมกรฝรั่งเศสให้ใส่กลับสยามด้วย ความอยุติธรรมเหล่านี้ นายเดือน บุนนาค นักเรียนกฎหมายและเพื่อนนักเรียนในปารีสอดรนทนไม่ได้จึงร่วมลงขันออกเงินเปลี่ยนตั๋วเดินทางให้นายปรีดีกลับไทยได้สะดวกขึ้น (เดือน, 35-36)
เพียงหนึ่งปีหลังจากนั้น (2471) พระสารสาสน์ฯ ลาออกจากราชการเพื่อเดินไปบนเส้นทางนักปฏิวัติ เรื่องราวของบุรุษผู้เคลื่อนไหวปลุกเร้าให้เกิดการปฏิวัติสยามในปารีส ดินแดนเบื้องแรกของการปฏิวัติในยุโรปเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ทั้งนี้ เรื่องราวที่อื้อฉาวของสถานทูตไทยในปารีสครั้งนั้นจึงดูราวกับเป็นแบบจำลองระบอบการปกครองในสยามที่สะท้อนถึงการยึดถือตัวบุคคล ชาติตระกูล และความผุกร่อนของระบอบที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัยและประชาชนไทยทั้งมวลที่รอผู้กล้าที่จะเข้าปฏิวัติระบอบสมบูรณาณาญาสิทธิราชย์สยามให้เป็นประชาธิปไตยต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากครูโรงเรียนนายร้อย สู่นักการทูตและนักปฏิวัติ (2) | My Country Thailand ณัฐพล ใจจริง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly