โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (163)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 01.50 น.

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

ผลคดีพลิกผัน

การอ่านคำพิพากษาคดีฆ่าครอบครัวบุญทวี 5 ศพ ในตอนเช้าที่ศาลจังหวัดสงขลา

มีประชาชนให้ความสนใจมาร่วมฟังคำพิพากษาจำนวนมาก มีทั้งนายตำรวจทีมสืบสวนสอบสวนทำคดี ญาติของครอบครัวบุญทวี ญาติฝ่ายจำเลย ซึ่งมีนางวิไลวรรณ ทองกุล มารดาของนายเรืองศักดิ์ นำญาติกว่า 50 คนมาร่วมฟัง รวมแล้วประมาณ 200 กว่าคน จนกระทั่งภายในห้องพิจารณาคดีที่ 5 ที่กำหนดเป็นห้องอ่านคำตัดสินแน่นขนัด

ทางศาลจึงได้จัดเต็นท์ไว้ 2 หลัง พร้อมติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดไว้อีก 2 จุด เพื่อให้ร่วมรับฟังคำพิพากษากันอย่างทั่วถึง และยังมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปให้ประชาชนทั่วประเทศได้ดูโดยไอทีวี

องค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วย นายสถิตย์ ทาวุฒิ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 นายไมตรี สุเทพากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา และ น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสงขลา ขึ้นนั่งบัลลังก์ โดย น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษา อ่านคำพิพากษาที่มีความยาว 70 หน้ากระดาษ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง

หลังฟังคำพิพากษาจบลง จำเลยทั้งสองที่อยู่ในชุดนักโทษเรือนจำ ถูกตีตรวนทั้งมือและเท้า ถึงกับหน้าถอดสี โดยเฉพาะนายสงกรานต์มีอาการอย่างเห็นได้ชัด คืออาการหมดอาลัย หมดเรี่ยวแรง

ส่วนนายเรืองศักดิ์มีท่าทีไม่สะทกสะท้านและยังยิ้มเมื่อมีญาติเข้ามาทักทาย และยังออกมาให้สัมภาษณ์ เมื่อออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย พร้อมกับพูดว่า “พอใจกับคำพิพากษา”

ขณะออกจากห้องพิจารณา ระหว่างสองข้างทาง มีประชาชนยืนคอยดูหน้าจำเลยทั้งสองอย่างเนืองแน่น ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปฝากขังยังเรือนจำจังหวัดสงขลา

นางวิไลวรรณ ทองกุล มารดาของนายเรืองศักดิ์ บอกว่า เตรียมทำใจไว้แล้วว่า คำพิพากษาน่าจะออกมาอย่างไร แต่เตรียมยื่นอุทธรณ์ในขั้นตอนต่อไป

นางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดาของนายประภาส กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับคำพิพากษาของศาล ขอให้นายเรืองศักดิ์ได้ชดใช้กรรมที่สร้างเอาไว้กับลูกและหลาน

ประชาชนที่มาร่วมฟังคำตัดสินของศาล ต่างกล่าวรู้สึกดีใจมากที่ศาลตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิดฆ่าครอบครัวบุญทวีอย่างเหี้ยมโหดทารุณในสถานหนักที่สุดแล้ว จึงเห็นด้วยกับการที่ศาลลงโทษประหารชีวิตฆาตกรให้สาสมกับความผิดที่ทำไว้ และเป็นไปตามกฎแห่งกรรม คือใครก่อกรรมใดไว้อย่างไร ก็ต้องรับกรรมเช่นนั้นตอบแทน การตัดสินของศาลถือว่าเป็นการตัดสินที่ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว

หนังสือพิมพ์ต่างพากันประโคมพาดหัวตัวยักษ์ เพราะเป็นคดีที่สะเทือนขวัญสะเทือนอารมณ์ของคนไทยทั้งประเทศ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ“ตัดสินคดีฆ่า 5 ศพแขวนคอยิงเป้า ‘ไอ้ศักดิ์’ ชาวบ้านพอใจคำพิพากษา คู่หูอีกคนโดนตลอดชีวิต”

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ “ประหารชีวิต ศักดิ์ ปากรอ ฆ่าล้างครัว ‘บุญทวี’ ไอ้จ้องรอดศาลปรานีลงโทษคุกตลอดชีวิตแม่ยื่นอุทธรณ์ช่วยลูก”

หนังสือพิมพ์ข่าวสด “ไอ้ศักดิ์ บอกพอใจ ยิ้มระรื่น! นาทีศาลสั่ง-ปุปุ ใช้หนี้ชีวิต 5 ศพ ‘บุญทวี’ สมุนโดนคุกตลอดชีวิต คนฟังแน่นศาลสงขลา เฮลั่น-สะใจคำพิพากษา”

หนังสือพิมพ์มติชน พาดหัวรอง ตัวย่อมๆ ว่า“ศักดิ์ 5 ศพไม่สะท้าน ศาลตัดสิน ‘ประหาร'”

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเวลานั้นมียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศไทย นอกจากจะเสนอข่าวใหญ่โตแล้ว ยังมีการอุทิศหน้ากระดาษจัดทำสกู๊ปหน้า 1 เป็นพิเศษ และใช้ภาษาดังนี้

“จุดจบ ‘ซาตานอำมหิต’ หนี้ชีวิตตระกูล ‘บุญทวี'” แล้วร่ายยาวเหตุการณ์ของคดี

และที่สุดของที่สุดแทนทุกอย่าง ก็คือท่อนสุดท้ายดังนี้

“แล้วในที่สุด ซาตานใจทมิฬก็ไม่อาจหนีหนี้ชีวิตจากอาญาแผ่นดินพ้นได้ หลังก่อคดีครึกโครมเขย่าขวัญสังหารล้างครัว ‘บุญทวี’ อย่างเย็นชา ไร้แม้ความรู้สึกรู้สากับตาดำๆ ของ 3 ชีวิตหนูน้อยที่วิงวอนเมื่อเห็นฆาตกรความโหดหินฆ่าพ่อฆ่าแม่ตายดับไปต่อหน้าต่อตาอย่างเหี้ยมเกรียม!!!

วินาทีที่มือเพชฌฆาตลากคอซาตานกากเดนมนุษย์อย่างไอ้ศักดิ์เข้าสู่หลักประหารลั่นไกเด็ดชีพชดใช้หนี้กรรม กระสุนนัดนั้นยังถือว่ามีค่ามากกว่าชีวิตของซาตานอำมหิตซะอีก

แม้แต่แดนนรกโลกันตร์ ยังไม่ต้องการให้วิญญาณชั่วของมันหลุดลงไปแปดเปื้อนขุมอเวจีเลย!!!”

พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร เมื่อทราบผลการตัดสินของศาล กล่าวไว้ว่า “คุ้มค่ากับการที่ตำรวจทั้งชุดสืบสวนสอบสวนตรากตรำเหนื่อยยากทำคดีนี้อย่างสุดฝีมือ ตำรวจได้อาศัยพยานหลักฐานไปตามเนื้อผ้า ไม่มีการกลั่นแกล้งใดๆ มีพยานหลักฐานแน่นหนา ศาลจึงลงโทษตามนั้น จึงรู้สึกพอใจต่อคำตัดสิน ถือว่าถูกต้องแล้วกับการกระทำความผิดของจำเลย”

ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายบัญญัติ จันทน์เสนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งตำรวจจากกองปราบ และตำรวจภูธรภาค 9 เป็นอย่างมาก ที่ใช้ความพยายามในการติดตามค้นหาพยานหลักฐาน จนสามารถนำตัวผู้ต้องหามาลงโทษได้โดยใช้เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นคดีที่มีความรวดเร็วมาก

และเท่าที่ทราบหลักฐานต่างๆ มีความชัดเจนมาก ทำให้ผู้ต้องหาดิ้นไม่หลุด และต้องเข้าไปชดใช้กรรมในที่สุด

คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์อีกคดีหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ว่ามีความเหี้ยมโหดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และหากใครติดตามผลการตัดสินของคดีนี้หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น หรือศาลจังหวัดสงขลาไปแล้ว ก็คิดว่า ทุกอย่างคงจะเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้

ในชั้นศาลฎีกา คำพิพากษาก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

ไม่ควรที่จะพิสดารจนเกินจินตนาการของมนุษย์ปุถุชนคนทั่วไป

แต่แล้ว ศาลฎีกาก็ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องช็อกกับการตัดสินและถือเป็นการตัดสินที่ค้านสายตาคนไทยมากที่สุดคดีหนึ่งทีเดียวในประวัติศาสตร์

จึงไม่พ้นที่จะต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั้งประเทศ

ประชาชนต่างรู้สึกผิดหวังไม่มีใครยอมรับการตัดสินแม้แต่น้อย

หากใครเคยไปดูการแข่งขันชกมวย ที่คู่ชกถูกต่อยถูกถลุงอยู่ข้างเดียวเกือบตายแต่ทนทายาดไม่ยอมล้ม ใบหน้าเละเทะ ตาบวมปูดเกือบปิดทั้งสองข้าง ยืนโงนเงนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ และกรรมการห้ามบนเวทีก็ไม่ยอมจับให้แพ้ เรียกว่าถูกถลุงอยู่ข้างเดียวจนหมดสภาพ ปล่อยให้ต่อยกันจนครบยกสุดท้าย

ผลการตัดสินนั้น คนดูก็รู้ว่ากรรมการไม่ต้องดูใบให้คะแนนก็รู้ว่าใครควรจะเป็นผู้ชนะ เพราะแพ้ยับเยินขนาดนี้

แต่กรรมการยังกล้าตัดสินค้านสายตาคนดูดันไปยกมือให้คนที่ถูกชกจนเกือบตายเป็นผู้ชนะ

เท่านั้นเอง คนดูทนไม่ไหวที่เห็นความอยุติธรรมซึ่งๆ หน้า ก็โยนสิ่งของที่มีอยู่ในตัวไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำ แก้วน้ำ รองเท้า กระดาษ อุปกรณ์อะไรที่หาได้ในเวลานั้น ไม่เว้นแม้แต่เก้าอี้ที่นั่ง ขว้างขึ้นไปบนเวทีเพื่อประท้วงการตัดสิน

ความชุลมุนวุ่นวายก็เกิดขึ้น กรรมการคนตัดสินไม่รู้ไปรับอะไรใครมา ต้องวิ่งหาคนช่วยเพราะกลัวถูกรุมประชาทัณฑ์

เปรียบเทียบสภาพเวลานั้น เป็นอย่างนี้จริงๆ

แม้แต่บรรดาผู้พิพากษาด้วยกันก็ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2542 เป็นวันที่อ่านคำพิพากษา หากการกลับคำตัดสินที่ต่างไปจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น ถ้าสมเหตุสมผล ฟังแล้วคล้อยตาม ก็คงจะไม่มีใครไปให้ร้ายอะไรได้

แต่นี่ข้ออ้างนั้นดูห่างจากมาตรฐานเสียไกลลิบเลย

จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง หลังจากได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมาไม่นาน ผมได้เดินทางไปศาลอาญา ที่ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ และได้มีโอกาสร่วมอยู่ในวงสนทนาของกลุ่มผู้พิพากษาระดับสูง เป็น อธิบดี รองอธิบดี ได้มีการหยิบยกคดีนี้ขึ้นมาสนทนากัน

แล้วท่านผู้พิพากษาต่างก็รุมวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาอย่างสาดเสียเทเสีย

และเบื้องลึกที่ตัดสินเช่นนั้นมีการบอกกับเพื่อนผู้พิพากษาทำนองว่า พี่ใกล้เกษียณแล้วไม่อยากทำบาป จึงไม่กล้าสั่งประหารชีวิต

กลุ่มผู้พิพากษาจึงวิพากษ์อีกว่า ไม่ประหารเป็นบาปเสียยิ่งกว่า ประหารชีวิตเสียอีก

และเมื่อสืบไปให้ลึกเข้าไปอีก ผมจึงรู้ว่า ผู้ตัดสินคดีนี้อาจจะเป็นญาติกับจำเลยเสียด้วย เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้

ผมยังได้รับทราบมาอีกว่า มีประชาชนโทรศัพท์ไปด่าจนสายแทบไหม้ ทั้งยังมีกองจดหมายสูงเป็นพะเนิน ล้วนมีแต่คำกล่าวบริภาษ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาบอกว่า คำให้การของพยานทั้งหมดมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ประกอบกับมีหลักฐานของกลางเป็นจำนวนมาก จนมีน้ำหนักสามารถหักล้างคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าถูกพนักงานสอบสวนบังคับให้รับสารภาพ

แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 มีประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่หลายส่วน จึงพิพากษาแก้เป็นว่าให้ลดโทษจำเลยที่ 1 ลง 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อคำนวณโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต

เมื่อคำพิพากษามีความผิดปกติจากที่ควรเป็น ความเดือดร้อนจึงเกิดขึ้น จนถึงขนาดผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เป็นองค์คณะผู้พิจารณาคดีต้องออกมาชี้แจงต่อประชาชนทั้งประเทศผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าไม่พิสดารก็คงไม่ต้องชี้แจง เหตุการณ์อย่างนี้นานๆ จึงจะเกิดให้เห็นสักครั้ง

สำหรับผม ทำให้นึกถึงการเปรียบเทียบก้อนหินกับปุยนุ่น แม้จะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน แต่มันมีขนาดก้อนใหญ่เท่ากัน น่าจะทำนองนั้น ถึงคนจะโห่ ก็ยืนยันว่ามันเท่ากัน

นางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดาของนายประภาส ผู้ตาย หลังจากมาฟังการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลจังหวัดสงขลา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “รู้สึกเสียใจที่การฆ่าคนตายถึง 5 คน และเป็นเด็กถึง 3 คนอย่างโหดเหี้ยม ได้รับโทษเพียงติดคุกตลอดชีวิต และเชื่อว่า ไม่กี่ปีก็พ้นโทษออกมา ถ้าพวกคุณเป็นแม่เป็นยายของหลานๆ อีก 3 ชีวิต คุณจะรู้สึกยังไง แต่เมื่อศาลฎีกาตัดสินแล้วตนต้องยอมรับในคำตัดสินของศาล” หญิงชราผู้สูญเสียลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชาย 3 คน กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

และคำพูดของนางกิ้มอิ้มก็เป็นจริง จากนั้นอีกไม่กี่ปี นายเรืองศักดิ์ก็พ้นโทษ แล้วไปก่อคดีสร้างปัญหาให้บ้านเมืองอีกมากมาย เป็นข่าวที่คนทั่วไปรับทราบ

จนพิสูจน์มาหลายครั้งแล้ว คำว่า หิริโอตตัปปะ ก็ไม่มีอยู่ในหมู่คนที่มีตำแหน่งสูงๆ สำคัญๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (163)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...