33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (163)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
ผลคดีพลิกผัน
การอ่านคำพิพากษาคดีฆ่าครอบครัวบุญทวี 5 ศพ ในตอนเช้าที่ศาลจังหวัดสงขลา
มีประชาชนให้ความสนใจมาร่วมฟังคำพิพากษาจำนวนมาก มีทั้งนายตำรวจทีมสืบสวนสอบสวนทำคดี ญาติของครอบครัวบุญทวี ญาติฝ่ายจำเลย ซึ่งมีนางวิไลวรรณ ทองกุล มารดาของนายเรืองศักดิ์ นำญาติกว่า 50 คนมาร่วมฟัง รวมแล้วประมาณ 200 กว่าคน จนกระทั่งภายในห้องพิจารณาคดีที่ 5 ที่กำหนดเป็นห้องอ่านคำตัดสินแน่นขนัด
ทางศาลจึงได้จัดเต็นท์ไว้ 2 หลัง พร้อมติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดไว้อีก 2 จุด เพื่อให้ร่วมรับฟังคำพิพากษากันอย่างทั่วถึง และยังมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปให้ประชาชนทั่วประเทศได้ดูโดยไอทีวี
องค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วย นายสถิตย์ ทาวุฒิ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 นายไมตรี สุเทพากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา และ น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสงขลา ขึ้นนั่งบัลลังก์ โดย น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษา อ่านคำพิพากษาที่มีความยาว 70 หน้ากระดาษ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
หลังฟังคำพิพากษาจบลง จำเลยทั้งสองที่อยู่ในชุดนักโทษเรือนจำ ถูกตีตรวนทั้งมือและเท้า ถึงกับหน้าถอดสี โดยเฉพาะนายสงกรานต์มีอาการอย่างเห็นได้ชัด คืออาการหมดอาลัย หมดเรี่ยวแรง
ส่วนนายเรืองศักดิ์มีท่าทีไม่สะทกสะท้านและยังยิ้มเมื่อมีญาติเข้ามาทักทาย และยังออกมาให้สัมภาษณ์ เมื่อออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย พร้อมกับพูดว่า “พอใจกับคำพิพากษา”
ขณะออกจากห้องพิจารณา ระหว่างสองข้างทาง มีประชาชนยืนคอยดูหน้าจำเลยทั้งสองอย่างเนืองแน่น ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปฝากขังยังเรือนจำจังหวัดสงขลา
นางวิไลวรรณ ทองกุล มารดาของนายเรืองศักดิ์ บอกว่า เตรียมทำใจไว้แล้วว่า คำพิพากษาน่าจะออกมาอย่างไร แต่เตรียมยื่นอุทธรณ์ในขั้นตอนต่อไป
นางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดาของนายประภาส กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับคำพิพากษาของศาล ขอให้นายเรืองศักดิ์ได้ชดใช้กรรมที่สร้างเอาไว้กับลูกและหลาน
ประชาชนที่มาร่วมฟังคำตัดสินของศาล ต่างกล่าวรู้สึกดีใจมากที่ศาลตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิดฆ่าครอบครัวบุญทวีอย่างเหี้ยมโหดทารุณในสถานหนักที่สุดแล้ว จึงเห็นด้วยกับการที่ศาลลงโทษประหารชีวิตฆาตกรให้สาสมกับความผิดที่ทำไว้ และเป็นไปตามกฎแห่งกรรม คือใครก่อกรรมใดไว้อย่างไร ก็ต้องรับกรรมเช่นนั้นตอบแทน การตัดสินของศาลถือว่าเป็นการตัดสินที่ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว
หนังสือพิมพ์ต่างพากันประโคมพาดหัวตัวยักษ์ เพราะเป็นคดีที่สะเทือนขวัญสะเทือนอารมณ์ของคนไทยทั้งประเทศ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ“ตัดสินคดีฆ่า 5 ศพแขวนคอยิงเป้า ‘ไอ้ศักดิ์’ ชาวบ้านพอใจคำพิพากษา คู่หูอีกคนโดนตลอดชีวิต”
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ “ประหารชีวิต ศักดิ์ ปากรอ ฆ่าล้างครัว ‘บุญทวี’ ไอ้จ้องรอดศาลปรานีลงโทษคุกตลอดชีวิตแม่ยื่นอุทธรณ์ช่วยลูก”
หนังสือพิมพ์ข่าวสด “ไอ้ศักดิ์ บอกพอใจ ยิ้มระรื่น! นาทีศาลสั่ง-ปุปุ ใช้หนี้ชีวิต 5 ศพ ‘บุญทวี’ สมุนโดนคุกตลอดชีวิต คนฟังแน่นศาลสงขลา เฮลั่น-สะใจคำพิพากษา”
หนังสือพิมพ์มติชน พาดหัวรอง ตัวย่อมๆ ว่า“ศักดิ์ 5 ศพไม่สะท้าน ศาลตัดสิน ‘ประหาร'”
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเวลานั้นมียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศไทย นอกจากจะเสนอข่าวใหญ่โตแล้ว ยังมีการอุทิศหน้ากระดาษจัดทำสกู๊ปหน้า 1 เป็นพิเศษ และใช้ภาษาดังนี้
“จุดจบ ‘ซาตานอำมหิต’ หนี้ชีวิตตระกูล ‘บุญทวี'” แล้วร่ายยาวเหตุการณ์ของคดี
และที่สุดของที่สุดแทนทุกอย่าง ก็คือท่อนสุดท้ายดังนี้
“แล้วในที่สุด ซาตานใจทมิฬก็ไม่อาจหนีหนี้ชีวิตจากอาญาแผ่นดินพ้นได้ หลังก่อคดีครึกโครมเขย่าขวัญสังหารล้างครัว ‘บุญทวี’ อย่างเย็นชา ไร้แม้ความรู้สึกรู้สากับตาดำๆ ของ 3 ชีวิตหนูน้อยที่วิงวอนเมื่อเห็นฆาตกรความโหดหินฆ่าพ่อฆ่าแม่ตายดับไปต่อหน้าต่อตาอย่างเหี้ยมเกรียม!!!
วินาทีที่มือเพชฌฆาตลากคอซาตานกากเดนมนุษย์อย่างไอ้ศักดิ์เข้าสู่หลักประหารลั่นไกเด็ดชีพชดใช้หนี้กรรม กระสุนนัดนั้นยังถือว่ามีค่ามากกว่าชีวิตของซาตานอำมหิตซะอีก
แม้แต่แดนนรกโลกันตร์ ยังไม่ต้องการให้วิญญาณชั่วของมันหลุดลงไปแปดเปื้อนขุมอเวจีเลย!!!”
พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร เมื่อทราบผลการตัดสินของศาล กล่าวไว้ว่า “คุ้มค่ากับการที่ตำรวจทั้งชุดสืบสวนสอบสวนตรากตรำเหนื่อยยากทำคดีนี้อย่างสุดฝีมือ ตำรวจได้อาศัยพยานหลักฐานไปตามเนื้อผ้า ไม่มีการกลั่นแกล้งใดๆ มีพยานหลักฐานแน่นหนา ศาลจึงลงโทษตามนั้น จึงรู้สึกพอใจต่อคำตัดสิน ถือว่าถูกต้องแล้วกับการกระทำความผิดของจำเลย”
ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายบัญญัติ จันทน์เสนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งตำรวจจากกองปราบ และตำรวจภูธรภาค 9 เป็นอย่างมาก ที่ใช้ความพยายามในการติดตามค้นหาพยานหลักฐาน จนสามารถนำตัวผู้ต้องหามาลงโทษได้โดยใช้เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นคดีที่มีความรวดเร็วมาก
และเท่าที่ทราบหลักฐานต่างๆ มีความชัดเจนมาก ทำให้ผู้ต้องหาดิ้นไม่หลุด และต้องเข้าไปชดใช้กรรมในที่สุด
คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์อีกคดีหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ว่ามีความเหี้ยมโหดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และหากใครติดตามผลการตัดสินของคดีนี้หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น หรือศาลจังหวัดสงขลาไปแล้ว ก็คิดว่า ทุกอย่างคงจะเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้
ในชั้นศาลฎีกา คำพิพากษาก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
ไม่ควรที่จะพิสดารจนเกินจินตนาการของมนุษย์ปุถุชนคนทั่วไป
แต่แล้ว ศาลฎีกาก็ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องช็อกกับการตัดสินและถือเป็นการตัดสินที่ค้านสายตาคนไทยมากที่สุดคดีหนึ่งทีเดียวในประวัติศาสตร์
จึงไม่พ้นที่จะต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั้งประเทศ
ประชาชนต่างรู้สึกผิดหวังไม่มีใครยอมรับการตัดสินแม้แต่น้อย
หากใครเคยไปดูการแข่งขันชกมวย ที่คู่ชกถูกต่อยถูกถลุงอยู่ข้างเดียวเกือบตายแต่ทนทายาดไม่ยอมล้ม ใบหน้าเละเทะ ตาบวมปูดเกือบปิดทั้งสองข้าง ยืนโงนเงนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ และกรรมการห้ามบนเวทีก็ไม่ยอมจับให้แพ้ เรียกว่าถูกถลุงอยู่ข้างเดียวจนหมดสภาพ ปล่อยให้ต่อยกันจนครบยกสุดท้าย
ผลการตัดสินนั้น คนดูก็รู้ว่ากรรมการไม่ต้องดูใบให้คะแนนก็รู้ว่าใครควรจะเป็นผู้ชนะ เพราะแพ้ยับเยินขนาดนี้
แต่กรรมการยังกล้าตัดสินค้านสายตาคนดูดันไปยกมือให้คนที่ถูกชกจนเกือบตายเป็นผู้ชนะ
เท่านั้นเอง คนดูทนไม่ไหวที่เห็นความอยุติธรรมซึ่งๆ หน้า ก็โยนสิ่งของที่มีอยู่ในตัวไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำ แก้วน้ำ รองเท้า กระดาษ อุปกรณ์อะไรที่หาได้ในเวลานั้น ไม่เว้นแม้แต่เก้าอี้ที่นั่ง ขว้างขึ้นไปบนเวทีเพื่อประท้วงการตัดสิน
ความชุลมุนวุ่นวายก็เกิดขึ้น กรรมการคนตัดสินไม่รู้ไปรับอะไรใครมา ต้องวิ่งหาคนช่วยเพราะกลัวถูกรุมประชาทัณฑ์
เปรียบเทียบสภาพเวลานั้น เป็นอย่างนี้จริงๆ
แม้แต่บรรดาผู้พิพากษาด้วยกันก็ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2542 เป็นวันที่อ่านคำพิพากษา หากการกลับคำตัดสินที่ต่างไปจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น ถ้าสมเหตุสมผล ฟังแล้วคล้อยตาม ก็คงจะไม่มีใครไปให้ร้ายอะไรได้
แต่นี่ข้ออ้างนั้นดูห่างจากมาตรฐานเสียไกลลิบเลย
จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง หลังจากได้มีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาออกมาไม่นาน ผมได้เดินทางไปศาลอาญา ที่ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ และได้มีโอกาสร่วมอยู่ในวงสนทนาของกลุ่มผู้พิพากษาระดับสูง เป็น อธิบดี รองอธิบดี ได้มีการหยิบยกคดีนี้ขึ้นมาสนทนากัน
แล้วท่านผู้พิพากษาต่างก็รุมวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาอย่างสาดเสียเทเสีย
และเบื้องลึกที่ตัดสินเช่นนั้นมีการบอกกับเพื่อนผู้พิพากษาทำนองว่า พี่ใกล้เกษียณแล้วไม่อยากทำบาป จึงไม่กล้าสั่งประหารชีวิต
กลุ่มผู้พิพากษาจึงวิพากษ์อีกว่า ไม่ประหารเป็นบาปเสียยิ่งกว่า ประหารชีวิตเสียอีก
และเมื่อสืบไปให้ลึกเข้าไปอีก ผมจึงรู้ว่า ผู้ตัดสินคดีนี้อาจจะเป็นญาติกับจำเลยเสียด้วย เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้
ผมยังได้รับทราบมาอีกว่า มีประชาชนโทรศัพท์ไปด่าจนสายแทบไหม้ ทั้งยังมีกองจดหมายสูงเป็นพะเนิน ล้วนมีแต่คำกล่าวบริภาษ
คำวินิจฉัยของศาลฎีกาบอกว่า คำให้การของพยานทั้งหมดมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ประกอบกับมีหลักฐานของกลางเป็นจำนวนมาก จนมีน้ำหนักสามารถหักล้างคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าถูกพนักงานสอบสวนบังคับให้รับสารภาพ
แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 มีประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่หลายส่วน จึงพิพากษาแก้เป็นว่าให้ลดโทษจำเลยที่ 1 ลง 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อคำนวณโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต
เมื่อคำพิพากษามีความผิดปกติจากที่ควรเป็น ความเดือดร้อนจึงเกิดขึ้น จนถึงขนาดผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เป็นองค์คณะผู้พิจารณาคดีต้องออกมาชี้แจงต่อประชาชนทั้งประเทศผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าไม่พิสดารก็คงไม่ต้องชี้แจง เหตุการณ์อย่างนี้นานๆ จึงจะเกิดให้เห็นสักครั้ง
สำหรับผม ทำให้นึกถึงการเปรียบเทียบก้อนหินกับปุยนุ่น แม้จะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน แต่มันมีขนาดก้อนใหญ่เท่ากัน น่าจะทำนองนั้น ถึงคนจะโห่ ก็ยืนยันว่ามันเท่ากัน
นางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดาของนายประภาส ผู้ตาย หลังจากมาฟังการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลจังหวัดสงขลา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “รู้สึกเสียใจที่การฆ่าคนตายถึง 5 คน และเป็นเด็กถึง 3 คนอย่างโหดเหี้ยม ได้รับโทษเพียงติดคุกตลอดชีวิต และเชื่อว่า ไม่กี่ปีก็พ้นโทษออกมา ถ้าพวกคุณเป็นแม่เป็นยายของหลานๆ อีก 3 ชีวิต คุณจะรู้สึกยังไง แต่เมื่อศาลฎีกาตัดสินแล้วตนต้องยอมรับในคำตัดสินของศาล” หญิงชราผู้สูญเสียลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชาย 3 คน กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
และคำพูดของนางกิ้มอิ้มก็เป็นจริง จากนั้นอีกไม่กี่ปี นายเรืองศักดิ์ก็พ้นโทษ แล้วไปก่อคดีสร้างปัญหาให้บ้านเมืองอีกมากมาย เป็นข่าวที่คนทั่วไปรับทราบ
จนพิสูจน์มาหลายครั้งแล้ว คำว่า หิริโอตตัปปะ ก็ไม่มีอยู่ในหมู่คนที่มีตำแหน่งสูงๆ สำคัญๆ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (163)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly