โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

นักวิจัยไทยชู 2 นวัตกรรมการฟื้นฟูผิว จับเทรนด์ความงามปี 2026

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล เผยข้อมูล ไทยก้าวสามารถสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมความงามระดับภูมิภาคและเศรษฐกิจสุขภาพได้ ด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญจากแนวคิดการคงความอ่อนเยาว์ การเติมสารแปลกปลอมเข้าสู่ผิวหน้า ไปสู่การฟื้นฟูผิวจากเซลล์ของร่างกายเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และยั่งยืนในระยะยาว

เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของ wellness economy และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (aging society) ซึ่งผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยกับคุณภาพผิวในระยะยาว รวมทั้งทางวิทยาศาสตร์เชิงลึกมากกว่าความสวยแบบเร่งด่วน

โดยนักวิจัยไทยได้พัฒนานวัตกรรมฟื้นฟูระดับเซลล์ไฟโบรบลาสต์เฟส 2 สำเร็จ คือ 1) นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast Cell Therapy) ซึ่งพัฒนาโดยทีมอาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน

ล่าสุดทีมอาจารย์แพทย์นักวิจัยได้พัฒนานวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เฟส 2 เป็นที่สำเร็จเรียบร้อยในเดือนธันวาคมปี 2568 ความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ยังชี้ให้เห็นบทบาทใหม่ของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมความงามระดับภูมิภาค

รวมถึงแนวคิด Regenerative Beauty หรือความงามเชิงฟื้นฟูระดับเซลล์ กำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ของอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงาม จากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและมุมมองผู้บริโภคที่จากเดิมมุ่งเน้นเพียงผลลัพธ์ด้านความสวยงามในระยะสั้น สู่การให้ความสำคัญกับความปลอดภัย สุขภาพผิวในระยะยาว และกลไกการทำงานของร่างกายมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ต้องการแค่ “ดูดีขึ้น” แต่ต้องการความงามที่สอดคล้องกับการดูแลตัวเองอย่างรอบด้าน ไม่สร้างภาระหรือความเสี่ยงต่อร่างกายในอนาคต ความงามในมุมมองใหม่นี้ จึงไม่ใช่การฝืนธรรมชาติหรือการเติมสารแปลกปลอมเพื่อปรับรูปลักษณ์อย่างเร่งด่วน หากแต่เป็นการใช้วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เข้ามากระตุ้นให้ผิวกลับมาทำงานได้ด้วยตัวเอง สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง wellness และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (preventive care) ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน

2) นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ใช้แนวคิด Cell Therapy โดยนำเซลล์ของผู้รับบริการมาเพาะเลี้ยง เพิ่มจำนวนและเพิ่มคุณภาพ ก่อนนำกลับมาฉีดสู่ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อิลาสติน และการซ่อมแซมโครงสร้างผิว

ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ และ ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยใช้เวลากว่า 8 ปีของการวิจัยเชิงลึกและกระบวนการทดสอบ ก่อนจะได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ การได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนภายใต้การดูแลของ INT

ศ.ดร.พญ.รังสิมา กล่าวว่า ความสำเร็จของนวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ในระยะแรก ทำให้ทีมวิจัยเห็นศักยภาพของการต่อยอดงานวิจัยสู่การยกระดับอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ จึงเดินหน้าพัฒนางานวิจัยสู่ Phase 2 ซึ่งได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยในเดือนธันวาคม 2568 ความก้าวหน้าในระยะนี้ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและขั้นตอน ด้วยการฉีดเพียงครั้งเดียว แต่ให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างและคุณภาพผิว ผ่านกลไกการสื่อสารระหว่างเซลล์ (cell-to-cell communication)

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Fortune Business Insights ระบุว่า ตลาด Global Medical Aesthetics มีมูลค่าประมาณ 22.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย 13% ต่อปี ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะมีมูลค่าราว 76,500 ล้านบาทในปี 2025 โดยมีแรงหนุนจากสังคมผู้สูงอายุและตลาด Medical Tourism

ดังนั้น การแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ทำให้นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ฝีมือคนไทยอาจกลายเป็น ตัวเปลี่ยนเกม ที่ไม่เพียงดึงผู้บริโภคไทยกลับมารับบริการในประเทศ แต่ยังมีศักยภาพในการดึงดูดผู้รับบริการจากอาเซียน เอเชีย และตลาดนานาชาติ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ ผู้สร้างนวัตกรรมความงามบนฐานวิทยาศาสตร์ และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมความงามระดับภูมิภาค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...