จับตา 21 ม.ค.! ศาลสูงสหรัฐ ชี้ชะตาคดีทรัมป์ปลดกรรมการเฟด เขย่าความเป็นอิสระธนาคารกลาง
ศาลฎีกาสหรัฐเตรียมพิจารณา 21 ม.ค.69 ว่าทรัมป์มีอำนาจปลด "ลิซา คุก" กรรมการเฟด ระหว่างที่คดีข้อกล่าวหาสินเชื่อที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่ เขย่าความเป็นอิสระธนาคารกลาง
วันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 06.13 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า คดีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามปลดลิซา คุก กรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากข้อกล่าวหาฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งยังไม่ผ่านการพิสูจน์ เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของ Supreme Court of the United States โดยผู้พิพากษามีกำหนดพิจารณาในวันที่ 21 มกราคม 2569 ว่าทรัมป์มีอำนาจปลดลิซา คุก ระหว่างที่ข้อพิพาททางกฎหมายยังดำเนินอยู่หรือไม่ คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของทรัมป์ในการเพิ่มอิทธิพลเหนือเฟด และกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเขาเคยโจมตีเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด มาอย่างต่อเนื่อง หลังพาวเวลปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ลาออก
ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อ U.S. Department of Justice ส่งหมายเรียกคณะลูกขุนใหญ่ถึงธนาคารกลางสหรัฐ โดยขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับคำให้การต่อสภาคองเกรสของพาวเวล เมื่อเดือนมิถุนายน เรื่องการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด ซึ่งพาวเวลระบุว่าภัยคุกคามทางคดีดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อบ่อนทำลายความเป็นอิสระของเฟด ทั้งนี้ แม้ศาลสูงจะรับฟังคดีในวันที่ 21 มกราคม 2569 แต่คำตัดสินอาจต้องรออีกหลายเดือน
ทรัมป์อ้างว่าเขาปลดลิซา คุก “โดยมีเหตุอันสมควร (for cause)” หลังเธอปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ลาออกจากข้อกล่าวหาว่าให้ข้อมูลเท็จในเอกสารขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ลิซา คุก ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยื่นฟ้องกลับ โดยระบุว่าการปลดเธอเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและละเมิดความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ศาลสูงสหรัฐฯ ปฏิเสธคำขอให้ทรัมป์ปลดลิซา คุก ทันที ทำให้เธอยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าศาลจะพิจารณาคดี
ในคำฟ้องลิซา คุก ระบุว่า ความพยายามปลดเธอเป็นการแย่งชิงอำนาจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเหตุผลเรื่องฉ้อโกงสินเชื่อเป็นเพียงข้ออ้าง โดยชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันที่ทรัมป์เคยมีต่อพาวเวล และความพยายามแทรกแซงนโยบายดอกเบี้ย เธอซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2565 และมีวาระถึงปี 2581 เตือนว่าการแทรกแซงทางการเมืองต่อเฟดจะก่อความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อเสถียรภาพตลาดและระบบการเงิน
ภายใต้กฎหมาย Federal Reserve Act กรรมการเฟดจะถูกปลดได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควร ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงความไร้ประสิทธิภาพ การละเลยหน้าที่ หรือการกระทำผิดในตำแหน่ง อย่างไรก็ดีกฎหมายไม่ได้ให้คำจำกัดความชัดเจน และศาลสูงสหรัฐก็ไม่เคยวินิจฉัยมาก่อนว่าประธานาธิบดีมีเหตุเพียงพอในการปลดเจ้าหน้าที่ “ด้วยเหตุอันสมควร” หรือไม่ ลิซา คุกโต้แย้งว่าเหตุที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง และไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในฐานะกรรมการเฟด จึงไม่เข้าข่ายตามกฎหมาย ทนายของเธอ Abbe Lowell ระบุว่า ลิซา คุกไม่ได้ฉ้อโกง และความคลาดเคลื่อนในเอกสารอาจเป็นเพียงความผิดพลาดทางธุรการ
ข้อกล่าวหาต่อลิซา คุก ถูกหยิบยกโดย Bill Pulte ผู้อำนวยการหน่วยงานกำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ โดยกล่าวหาว่า ลิซา คุก ระบุที่อยู่อาศัยรองเป็นที่อยู่อาศัยหลักเพื่อให้ได้เงื่อนไขสินเชื่อที่ดีกว่า ในอสังหาริมทรัพย์สองแห่งในรัฐมิชิแกนและจอร์เจีย ซึ่งยื่นเอกสารห่างกันเพียงสองสัปดาห์ ต่อมา Pulte ยังยื่นคำร้องทางอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินแห่งที่สามในรัฐแมสซาชูเซตส์ ก่อนที่กระทรวงยุติธรรมจะเปิดการสอบสวนอาญาในต้นเดือนกันยายน
รัฐบาลทรัมป์เคยกล่าวหานักวิจารณ์ระดับสูงรายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน รวมถึงวุฒิสมาชิก Adam Schiff จากรัฐแคลิฟอร์เนีย และอัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก Letitia James ซึ่งทั้งสองปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยในกรณีของ James คณะลูกขุนรัฐบาลกลางสองคณะปฏิเสธการฟ้องร้อง ขณะที่กรณีของ Schiff ยังไม่มีการตั้งข้อหาใด ๆ จนถึงขณะนี้
อ้างอิง : www.bloomberg.com