โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Goldman Sachs ปรับเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2569 แตะ 5,400 ดอลลาร์ ชี้แรงซื้อเอกชน–แบงก์ชาติหนุนตลาด

Businesstoday

อัพเดต 22 ม.ค. เวลา 14.32 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. เวลา 07.32 น. • Businesstoday

ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลก Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ ณ สิ้นปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากเดิมที่ประเมินไว้ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การปรับประมาณการครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ โดยราคาทองคำสปอตล่าสุดพุ่งขึ้นแตะระดับ 4,887.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปรับขึ้นแล้วกว่า 11% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ต่อเนื่องจากปี 2568 ที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรงเป็นประวัติการณ์

เอกชนไม่ขายง่าย – แบงก์ชาติยังซื้อ ต่อจิ๊กซอว์ราคาทอง

Goldman Sachs ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ต้อง “อัปเป้า” ราคาทองคำ คือ พฤติกรรมของนักลงทุนภาคเอกชนที่เข้าซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงเชิงนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีแนวโน้ม “ถือยาว” มากกว่าจะขายทำกำไรในระยะสั้น

นักวิเคราะห์ของ Goldman เชื่อว่า นักลงทุนกลุ่มนี้จะยังไม่เทขายทองคำในปี 2569 ส่งผลให้ “ฐานราคาทองคำ” ถูกยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้แบบจำลองคาดการณ์ราคาในระยะถัดไปต้องปรับสูงขึ้นตาม

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายเงินสำรองระหว่างประเทศออกจากสกุลเงินหลัก โดย Goldman คาดว่าปริมาณการซื้อทองคำของธนาคารกลางจะเฉลี่ยราว 60 ตันในปี 2569 ซึ่งจะกลายเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในระยะยาว

สัญญาณจากตลาด: สถาบันอื่นเริ่มขยับเป้าตาม

ไม่เพียง Goldman Sachs เท่านั้นที่มองทองคำในเชิงบวก โดย Commerzbank ธนาคารชั้นนำของเยอรมนี ก็เพิ่งปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำสิ้นปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยให้เหตุผลจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

ทำไม “ทองคำ” ยังเป็นพระเอกในพอร์ตโลก

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ตลาด การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าราคาทองคำ สะท้อนว่า
ทองคำไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset) สำหรับรับมือกับ

  • ความผันผวนของนโยบายการเงินโลก
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินระหว่างประเทศ

บทสรุป

การปรับเป้าราคาทองคำของ Goldman Sachs สู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ สิ้นปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการมอง “ราคาขึ้น” แต่เป็นการสะท้อนภาพใหญ่ของโลกการเงิน ที่ทองคำกำลังกลับมาอยู่ในจุดศูนย์กลางของระบบการจัดการความเสี่ยงอีกครั้ง

สำหรับนักลงทุน ทองคำจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “แกนหลัก” ของพอร์ตในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจโลก

เชื่อมมุมมองนักลงทุนไทย: ทองโลกพุ่ง “บาททองคำ” ต้องดูเงินบาทควบคู่

แม้ Goldman Sachs จะปรับเป้าราคาทองคำโลกสิ้นปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่สำหรับนักลงทุนไทย ปัจจัยที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือ ค่าเงินบาท ซึ่งมีผลโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศและ “บาททองคำ”

โครงสร้างราคาทองคำไทยไม่ได้สะท้อนราคาทองโลกเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสูตรโดยสังเขปคือ

ราคาทองไทย = ราคาทองโลก × ค่าเงินบาท

ดังนั้น หากราคาทองคำโลกเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ตามมุมมองของ Goldman Sachs ขณะที่ค่าเงินบาทยังทรงตัวในระดับอ่อนค่า หรืออ่อนค่าลงเพิ่มเติม จะยิ่งเปิดโอกาสให้ ราคาทองคำในประเทศและบาททองคำมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้เช่นกัน

ในทางกลับกัน หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาทองโลกจะปรับตัวขึ้นต่อ แต่ราคาทองคำไทยอาจปรับขึ้นได้จำกัด หรือบางช่วงอาจ “ขึ้นไม่เต็มที่” เมื่อเทียบกับทิศทางตลาดโลก

กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย

นักวิเคราะห์ทองคำในประเทศมองว่า นักลงทุนไทยควรพิจารณาทองคำภายใต้ 3 ปัจจัยหลักควบคู่กัน ได้แก่

  • ทิศทางราคาทองโลก จากปัจจัยมหภาค เช่น ดอกเบี้ยสหรัฐฯ เงินเฟ้อ และภูมิรัฐศาสตร์
  • ทิศทางค่าเงินบาท โดยเฉพาะกระแสเงินทุนไหลเข้า–ออก และนโยบายการเงินไทย
  • จังหวะการเข้าซื้อ–ขายในรูปเงินบาทต่อบาททองคำ ไม่ยึดเพียงราคาดอลลาร์/ออนซ์

ในภาพรวม หากราคาทองโลกสามารถยืนเหนือระดับจิตวิทยาสำคัญต่อเนื่องได้ และเงินบาทยังไม่แข็งค่ารุนแรง ทองคำยังถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนไทยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...