Goldman Sachs ปรับเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2569 แตะ 5,400 ดอลลาร์ ชี้แรงซื้อเอกชน–แบงก์ชาติหนุนตลาด
ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลก Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ ณ สิ้นปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากเดิมที่ประเมินไว้ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
การปรับประมาณการครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ โดยราคาทองคำสปอตล่าสุดพุ่งขึ้นแตะระดับ 4,887.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปรับขึ้นแล้วกว่า 11% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ต่อเนื่องจากปี 2568 ที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรงเป็นประวัติการณ์
เอกชนไม่ขายง่าย – แบงก์ชาติยังซื้อ ต่อจิ๊กซอว์ราคาทอง
Goldman Sachs ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ต้อง “อัปเป้า” ราคาทองคำ คือ พฤติกรรมของนักลงทุนภาคเอกชนที่เข้าซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงเชิงนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีแนวโน้ม “ถือยาว” มากกว่าจะขายทำกำไรในระยะสั้น
นักวิเคราะห์ของ Goldman เชื่อว่า นักลงทุนกลุ่มนี้จะยังไม่เทขายทองคำในปี 2569 ส่งผลให้ “ฐานราคาทองคำ” ถูกยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้แบบจำลองคาดการณ์ราคาในระยะถัดไปต้องปรับสูงขึ้นตาม
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายเงินสำรองระหว่างประเทศออกจากสกุลเงินหลัก โดย Goldman คาดว่าปริมาณการซื้อทองคำของธนาคารกลางจะเฉลี่ยราว 60 ตันในปี 2569 ซึ่งจะกลายเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในระยะยาว
สัญญาณจากตลาด: สถาบันอื่นเริ่มขยับเป้าตาม
ไม่เพียง Goldman Sachs เท่านั้นที่มองทองคำในเชิงบวก โดย Commerzbank ธนาคารชั้นนำของเยอรมนี ก็เพิ่งปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำสิ้นปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยให้เหตุผลจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ทำไม “ทองคำ” ยังเป็นพระเอกในพอร์ตโลก
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ตลาด การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าราคาทองคำ สะท้อนว่า
ทองคำไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset) สำหรับรับมือกับ
- ความผันผวนของนโยบายการเงินโลก
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
- การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินระหว่างประเทศ
บทสรุป
การปรับเป้าราคาทองคำของ Goldman Sachs สู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ สิ้นปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการมอง “ราคาขึ้น” แต่เป็นการสะท้อนภาพใหญ่ของโลกการเงิน ที่ทองคำกำลังกลับมาอยู่ในจุดศูนย์กลางของระบบการจัดการความเสี่ยงอีกครั้ง
สำหรับนักลงทุน ทองคำจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “แกนหลัก” ของพอร์ตในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจโลก
เชื่อมมุมมองนักลงทุนไทย: ทองโลกพุ่ง “บาททองคำ” ต้องดูเงินบาทควบคู่
แม้ Goldman Sachs จะปรับเป้าราคาทองคำโลกสิ้นปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่สำหรับนักลงทุนไทย ปัจจัยที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือ ค่าเงินบาท ซึ่งมีผลโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศและ “บาททองคำ”
โครงสร้างราคาทองคำไทยไม่ได้สะท้อนราคาทองโลกเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสูตรโดยสังเขปคือ
ราคาทองไทย = ราคาทองโลก × ค่าเงินบาท
ดังนั้น หากราคาทองคำโลกเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ตามมุมมองของ Goldman Sachs ขณะที่ค่าเงินบาทยังทรงตัวในระดับอ่อนค่า หรืออ่อนค่าลงเพิ่มเติม จะยิ่งเปิดโอกาสให้ ราคาทองคำในประเทศและบาททองคำมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้เช่นกัน
ในทางกลับกัน หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาทองโลกจะปรับตัวขึ้นต่อ แต่ราคาทองคำไทยอาจปรับขึ้นได้จำกัด หรือบางช่วงอาจ “ขึ้นไม่เต็มที่” เมื่อเทียบกับทิศทางตลาดโลก
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย
นักวิเคราะห์ทองคำในประเทศมองว่า นักลงทุนไทยควรพิจารณาทองคำภายใต้ 3 ปัจจัยหลักควบคู่กัน ได้แก่
- ทิศทางราคาทองโลก จากปัจจัยมหภาค เช่น ดอกเบี้ยสหรัฐฯ เงินเฟ้อ และภูมิรัฐศาสตร์
- ทิศทางค่าเงินบาท โดยเฉพาะกระแสเงินทุนไหลเข้า–ออก และนโยบายการเงินไทย
- จังหวะการเข้าซื้อ–ขายในรูปเงินบาทต่อบาททองคำ ไม่ยึดเพียงราคาดอลลาร์/ออนซ์
ในภาพรวม หากราคาทองโลกสามารถยืนเหนือระดับจิตวิทยาสำคัญต่อเนื่องได้ และเงินบาทยังไม่แข็งค่ารุนแรง ทองคำยังถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนไทยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน