โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หลิวซินซิน วิศวกรสาวทะลุมิติพลิกแผ่นดิน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 06.50 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 13.30 น. • primพริมโรส
เมื่อวิศวกรสาวอัจฉริยะผู้เกลียดไสยเวทย์เข้าไส้แต่ดันมีพ่อเป็นจอมขมังเวทย์ต้องทะลุมิติมาอยู่ในกองทัพอดอยากยุคโบราณสมองแห่งวิทยาศาสตร์จะผสานมนตราขุนแผนพร้อมกุมารทองสายฮาสายโหดที่จะปลุกพลังสะเทือนแผ่นดิน

ข้อมูลเบื้องต้น

มีนาคือวิศวกรสาวยอดอัจฉริยะแห่งยุค 2025 ผู้เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ที่จับต้องและพิสูจน์ได้และเกลียดชังไสยเวทย์ที่บิดาบังคับให้เธอเรียนมาทั้งชีวิต! ทว่า…โชคชะตากลับถีบส่งให้เธอทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณ! เธอตื่นขึ้นมาในร่างหลิวซือซือหญิงชาวบ้านชาวจีนผู้อาภัพ ตัวซวยหนึ่งเดียวที่รอดชีวิตจากการสังหารหมู่คาราวานเสบียง แม้ว่าไม่อยากจะยอมรับเรื่องการทะลุมิติหรืออะไรทำนองนี่ ด้วยความที่เชื่อในวิทยาศาสตร์และตรรกะการพิสูจน์มาทั้งชีวิต แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้มองไปทางไหนก็เป็นยุคโบราณชัดๆ มีนาสาวมั่นสุดแกร่งยุค21 ก็จำต้องยอมรับและปรับตัว ท่ามกลางกองทัพที่สิ้นหวังอดอยากและถูกลืมที่สุดในแผ่นดิน! ที่นี่คือค่ายทหารชายแดนที่ห่างไกลของแคว้นฉงเย่ว แม่ทัพฉีเจิ้นแม่ทัพยากจนที่สุดในแผ่นดิน ขุนพลหนุ่มผู้หล่อเหลาเซ็กซี่ผิดที่ผิดทางและผู้เก่งกาจที่กำลังจะพ่ายแพ้…ไม่ใช่เพราะกลศึก แต่เพราะการทุจริตและความอดอยากในกองทัพ! เมื่อเทคโนโลยีไม่มีอยู่จริง เมื่อวิศวกรรมที่เธอเรียนมาถูกมองว่าไร้สาระ และเมื่อความตายไล่ล่าทุกวินาที มีนา จำต้องปลุกของที่เธอเกลียดชังที่สุดขึ้นมาใช้! จงดูเถิด! เมื่อสมองของวิศวกรโลจิสติกส์ ผสานกับ มนตราสายขุนแผน!

• เสบียงขาดแคลน? เธอจะใช้ วิชามหานิยมเจรจาต่อรองกับพ่อค้าหน้าเลือด! • ศัตรูซุ่มโจมตี? เธอจะเสกใบไม้เป็นต่อแตนให้เป็นขุนพลถล่มมันให้สิ้นซาก!

• รถขนเสบียงถูกทำลาย? เธอจะลงอาคมคงกระพันให้มันแข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า!จะดูซิว่าผู้ใดจะทำลายได้

• ทหารขวัญเสีย? เธอจะใช้ วิชาพรางตาสร้างกองทัพผีหลอกข้าศึกให้ขวัญกระเจิง!เธอจะใช้สมองปฏิวัติโรงเหล็ก สร้างเครื่องยิงหิน และจัดระบบบัญชี และจะใช้ อาคม ปกป้องคุ้มภัย ค้นหาไส้ศึก! สงครามครั้งนี้ ชะตากรรมของกองทัพแห่งนี้ไม่ได้ฝากไว้ที่คมดาบของแม่ทัพ แต่อยู่ในคลังเสบียงและมนตราของอดีตวิศวกรสาวผู้เป็นตัวซวยเพียงผู้เดียว!และผู้ช่วยตัวจิ๊ดที่พ่อของเธอส่งมานั้นคือ กุมารทอง! มาติดตามเอาใจช่วยมีนาและกุมารทองไสยเวทย์จากยุคปัจจุบันว่าจะสามารถใช้พระเวทย์เอาชนะศึกในยุคโบราณได้หรือไม่ ???

ด้วยรัก

primพริมโรส

ตรรกะสิ้นสุด (Logic’s End)

บทที่ 1 ตรรกะสิ้นสุด (Logic’s End)

มิดารินหรือมีนาหญิงสาวผู้หายใจเข้าเป็นตัวเลข และหายใจออกเป็นสมการแห่งประสิทธิภาพในโลกของเธอ ทุกอย่างต้องวัดผลได้ ต้องพิสูจน์ได้ และต้องคำนวณได้อพาร์ตเมนต์ของเธอจึงเป็นเหมือนห้องทดลองของตรรกะขาว เทา และโลหะขัดเงาทุกเฟอร์นิเจอร์ถูกจัดเรียงตามค่าพารามิเตอร์ที่เธอคำนวณไว้ในหัวไม่มีสิ่งใดเกินจำเป็น ไม่มีสิ่งใดไร้ประโยชน์แม้แต่เสียงนาฬิกายังเดินด้วยจังหวะเที่ยงตรงพอดีกับจังหวะหัวใจของเธอ มีนาเป็นวิศวกรโยธาและนักวางแผนโลจิสติกส์ระดับอัจฉริยะแห่งยุค 2025หญิงสาวผู้ได้รับฉายาว่าสมองของอนาคตในขณะที่คนอื่นมองเห็นภูเขา เธอมองเห็นมุมลาดและค่าความชันในขณะที่คนอื่นมองเห็นแม่น้ำ เธอมองเห็นแรงดันและอัตราการไหลชีวิตของเธอกำลังดำเนินไปตามสมการแห่งความสำเร็จ…จนกระทั่งกลิ่นนั้นปรากฏ

กลิ่นกำยานจันทน์ อ่อนโยนแต่แผ่วแรงพอจะกระชากอดีตกลับมา มันคือกลิ่นที่มิดาริน (มีนา) เกลียดที่สุดในชีวิต เพราะมันคือกลิ่นที่แม่ของเธอต้องได้กลิ่นในคืนนั้น คืนที่ครอบครัวแตกสลาย คืนที่ตรรกะพ่ายแพ้ให้กับความงมงาย

"พ่อ"

อาจารย์จักร ชายชราผู้เป็นบิดานั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาL-Shape สีเทามันเงาของเธอ มันเป็นภาพที่ขัดแย้งกับทุกสมการในห้องเพนต์เฮาส์แห่งตรรกะนี้ ราวกับภาพวาดโบราณที่ถูกตัดแปะลงบนนิตยสารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เขาคือความผิดพลาดในระบบที่สมบูรณ์แบบของเธอ ชายชราอยู่ในชุดผ้าไหมสีมอซอ ที่ไม่ได้แปลว่ายากจน แต่แปลว่าผ่านการใช้งาน มาอย่างโชกโชน ชายผ้าไหมนั้นซับเหงื่อและคราบน้ำมันว่านที่แห้งกรังจนขึ้นเงาจางๆ

รอบคอของเขาไม่ใช่สร้อยทองแต่คือ เครื่องรางนับสิบ ไม่ใช่แค่พระเครื่องแต่มันคือ ของขลัง ตะกรุดทองคำที่ถักด้วยด้ายแดงคล้ำจนสีเกือบดำ เขี้ยวเสือโคร่งกลวงที่บรรจุผงอาถรรพ์ ลูกประคำงาช้างที่ดำสนิทเพราะไอพลังที่สวดเสกมาทั้งชีวิต พวกมันกระทบกันเบาๆ… กริ๊ก…กริ๊ก…… เสียงเดียวที่กล้าทำลายความเงียบในห้องที่ปลอดเชื้อของเธอ

แต่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด…คือสิ่งที่อยู่ใต้ร่มผ้า

รอยสักยันต์ มันไม่ใช่แค่หมึกแต่มันคือพันธสัญญา อักขระขอมโบราณสีดำเข้มเลื้อยพันเกี่ยวแขนขาและลำคอยันต์เก้ายอดบนต้นคอพยัคฆ์คู่ที่หน้าอกหนุมานคลุกฝุ่นที่แผ่นหลังทั้งหมดนั้นราวกับฝูงสัตว์ร้ายในป่าหิมพานต์ที่ถูกจองจำไว้ใต้ผิวหนังที่เหี่ยวย่นรอวันที่จะถูกปลดปล่อย

ในสายตาของมีนา…มันคือความป่าเถื่อน ในสายตาของคนอื่นมันคือความศักดิ์สิทธิ์ นี่คือคนที่โลกของเธอเรียกว่างมงายที่สุด แต่ในโลกของเขา เขาคือปรมาจารย์…ผู้มองเห็นสิ่งที่คนปกติมองไม่เห็นและเขาจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะถูกเห็นชายชราเหลือบตามองบุตรสาวคนเดียวที่กำลังเก็บของอยู่ ดวงตาของเขานั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด มันไม่ใช่ดวงตาของคนแก่ที่ฝ้าฟาง…แต่มันลึกจนไร้ก้นบึ้ง เย็นชาและอ่านทะลุ เขาไม่ได้มอง มีนาในชุดทำงานที่แสนฉลาด เขามองเห็นเงาดำที่เกาะกุมรอบตัวเธอมองเห็นเคราะห์ ที่กำลังก่อตัวเป็นพายุอยู่ไกลโพ้น…มองเห็น ด้ายแดงแห่งชะตากรรมที่กำลังจะขาดสะบั้น

เขารับรู้ความไม่พอใจของเธอที่เห็นเขานั่งอยู่ในห้อง ความรังเกียจที่ชัดเจนในแววตาของลูกสาว ที่มองเขาเหมือนตัวประหลาด แต่เขาเลือกที่จะไม่สนใจสีหน้านั้น เพราะสิ่งที่เขากำลังจะพูด สำคัญกว่าความรู้สึกของเด็กโง่คนหนึ่งที่เชื่อมั่นในตัวเลข เขาเอ่ยขึ้นมาเบาๆ น้ำเสียงนั้นแหบพร่า…แต่กลับก้องกังวานราวกับดังมาจากบ่อน้ำลึก…ทิ่มแทงทุกตรรกะของเธอ

“ป่าอเมซอน…” เขาเอ่ย น้ำเสียงแหบพร่าจากการสวดมนต์มาทั้งชีวิต

“ที่นั่น เจ้าที่แรง”

มีนารูดซิปกระเป๋าเดินทางแน่น เธอไม่เงยหน้าขึ้นด้วยซ้ำ

“หนูกำลังจะไปคำนวณฐานรากสะพานค่ะ ไม่ได้ไปเจรจากับเจ้าที่”

เสียงของเธอเรียบเย็นดังเครื่องจักร เธอไม่จำเป็นต้องเก็บอารมณ์เมื่อคุยกับเขา ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มานานหลายปี…ตั้งแต่ตอนนั้นที่แม่ของเธอจากไป

“ธรณีวิทยาคือข้อมูล ไม่ใช่สิ่งลึกลับ”

“มันไม่เหมือนกัน มีนาลูก…”

เขามองเห็นสิ่งที่เธอมองไม่เห็น เงาสีดำรอบร่างลูกสาวพวกมันนิ่งแต่มีชีวิตและเขารู้ดีว่าพวกมัน รอเวลาในดวงตาของอาจารย์จักร ไม่มีลูกสาวอีกต่อไป มีเพียงเปลวเทียนกลางพายุ ที่กำลังสั่นไหวใกล้ดับและสิ่งที่รายรอบเธอ ไม่ใช่วิญญาณ แต่คือกรรมกรรมที่ไม่มียันต์ใดในโลกต้านได้ เคราะห์นี้ถูกเรียกมาด้วยความอวดดีที่กล้าท้าทายสิ่งที่มองไม่เห็นและเธอกำลังจะจ่ายราคาที่เกินกว่าตัวเลขใดจะคำนวณได้ เขาเพ่งพลังจิตทั้งหมด ขับกระแสอาคมเพื่อขับไล่เงาดำนั้น

แต่พวกมันกลับแค่สั่นไหวก่อนจะยิ้มเยาะเหมือนดูมนุษย์ฝืนลิขิตสวรรค์อาจารย์จักรหลับตาแน่น เขารู้ว่าเขาไม่อาจห้ามได้เมื่อกรรมจะมาถึงอย่างไรก็มา เขาหยิบตะกรุดโทนสีดำจากโต๊ะบูชาเครื่องรางของครูบาอาจารย์ที่ไม่มีวันถ่ายทอดต่อให้ใครของแรง ของแท้ ของต้องห้าม ของจริง!!

“พื้นที่นั้นอันตราย” เขาเอ่ยเสียงเข้ม

“นี่คือของที่ดีที่สุด ปลุกเสกไว้คุ้มครองชีวิต…”

คำสุดท้ายแผ่วลงในใจ ‘กันความตาย…’

“กันผีสางเหรอคะ?”

มีนาแค่นหัวเราะ เธอยกคิ้วราวกับกำลังฟังเรื่องตลก

“สิ่งที่หนูต้องกันคือมาลาเรีย แบคทีเรีย แล้วก็งบประมาณที่บานปลายค่ะ”

เธอหยิบแล็ปท็อปขึ้นมาจัดเรียงเอกสาร

“วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ วัคซีนพิสูจน์ได้ แต่อาคมของพ่อ… แค่หลอกคน”

เสียงตวาดของพ่อดังลั่นห้อง

“มีนา! ลูกคือทายาท พลังนั้นอยู่ในตัวลูก ถึงหนีมัน แต่มันไม่เคยหนีลูก!”

คำพูดนั้นจุดประกายบางอย่างในใจเธอความทรงจำที่เธอพยายามกลบมาทั้งชีวิต

ภาพของแม่ปรากฏขึ้นในหัวหญิงสาวยุคใหม่ ผมยาวประบ่า ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดร่างนั้นกำลัง อุ้มลูกสาววัยแปดขวบที่ตัวร้อนเป็นไฟร้องไห้ในอ้อมแขน

“จักร! ลูกชักแล้ว! พาแกไปโรงพยาบาลเถอะ!”

แต่พ่อในวันนั้นกลับนั่งนิ่ง จุดธูป ท่องคาถา รดน้ำมนต์เสียงของเขาเย็นชา

“นี่คืออาถรรพ์ ไม่ใช่ไข้ หมอมันรักษาของไม่ได้!”

เธอเห็นแม่คนนั้นคนที่สอนให้เธอคิดและเชื่อในเหตุผลทรุดลงกอดลูกทั้งน้ำตา ก่อนที่หลายปีต่อมาตอนที่เธอเริ่มจำความได้แม่จะหิ้วกระเป๋าเดินออกจากบ้าน น้ำตาอาบแก้มและเอ่ยเพียงประโยคเดียว

“มีนา… ถ้าวันหนึ่งลูกต้องเลือกระหว่างเหตุผลกับความงมงาย จงเลือกเหตุผล เลือกสิ่งที่จริงเท่านั้น”

วันนั้นมีนาได้คำตอบแล้วว่าความศรัทธาพังครอบครัวลงได้อย่างไรเธอสะบัดหน้าไล่ภาพเหล่านั้นออกไป แต่ความโกรธกลับพุ่งขึ้นแทน

“หนูเกลียดมัน!” เธอตวาดเสียงสั่น

“หนูเกลียดของขลังของพ่อ!”

อาจารย์จักรไม่ขยับ เขายื่นตะกรุดในมือให้ลูกสาวอีกครั้งแววตาเขาเต็มไปด้วยความหวังสุดท้าย

“รับไว้เถอะลูก มันจะช่วยลูกได้…”

มีนาจ้องมันเหล็กม้วนสีดำเก่าๆ ถักด้วยด้ายขมุกขมัวที่ดูไร้ค่าแต่ขณะเดียวกัน เธอกลับรู้สึกขนลุกโดยไร้เหตุผล

“มันก็แค่โลหะชิ้นหนึ่ง…” เธอบอกตัวเอง

“เธอไม่รู้เลยว่า สิ่งที่พ่อพยายามปกป้องกำลังรอรับเธออยู่อีกฟากหนึ่งของความตาย”

มีนาไม่เห็นแววตาสิ้นหวังของบิดา เธอไม่รับรู้ถึงมวลอากาศที่หนักอึ้งราวกับภูเขาถล่มลงกลางห้องนั่งเล่นของเธอ

"หนูต้องไปแล้วค่ะ" เธอกระชากกระเป๋าเป้แล็ปท็อปขึ้นสะพาย

"เครื่องขึ้นสี่ทุ่ม หนูไม่อยากจะสาย"

เธอเดินไปที่ประตู ไม่หันกลับมามอง

"ดูแลของของพ่อให้ดีเถอะค่ะ"

ปัง!

ประตูอพาร์ตเมนต์ปิดลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบและชายชราที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา วินาทีที่บานประตูผนึกสนิท ร่างของอาจารย์จักรก็ทรุดฮวบเขากระอักไอออกมาครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ไอเพราะโรคภัยแต่ไอเพราะพลังย้อนกลับตะกรุดที่ตกอยู่บนพื้นหินอ่อนนั้นบัดนี้ไร้ค่าเงาทมิฬที่เคยเกาะกุมรอบตัวมีนาบัดนี้ได้ผสานเข้ากับร่างของนางโดยสมบูรณ์แล้ว พวกมันได้เหยื่อที่มันต้องการแล้ว

"สายเกินไปแล้ว"

เขากระซิบเสียงแหบโหย

***

กุมารทอง

บทที่ 2 กุมารทอง

"สายเกินไปแล้ว" เขากระซิบเสียงแหบโหย

เขาคือปรมาจารย์สายพระเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค เขาอาจหาญต่อกรกับภูตผี เขาสั่งการพรายนับร้อย แต่เขาไม่สามารถสู้กับชะตากรรมได้ เขาทำได้เพียงยื้อหรือเบี่ยงเบนเท่านั้น อาจารย์จักรเหลือบมองนาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้องของมีนา ตัวเลขสีแดงฉานกำลังนับถอยหลัง เขารู้เขามีเวลาไม่มากเขาไม่สามารถหยุดอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ มันคือเคราะห์ที่ต้องชดใช้ เขาไม่สามารถปกป้องร่างกายของลูกได้แต่เขาสามารถรักษาวิญญาณของเธอได้! ในเสี้ยววินาทีแห่งความสิ้นหวังนั้น อาจารย์จักรตัดสินใจทำในสิ่งที่เขาสาบานว่าจะไม่ทำ คือการยุ่งเกี่ยวกับชะตาของลูกสาวโดยตรง

เขาไม่สนใจตะกรุดที่ตกอยู่บนพื้นอีกต่อไป เขาลุกขึ้นเดินไปที่ย่ามของเขาที่วางไว้มุมห้องเขาไม่ได้หยิบพระเครื่องหรือมีดหมอแต่เขาหยิบขวดโหลขนาดเล็ก ที่บรรจุน้ำมันสีเหลืองข้นหนืด และภายในน้ำมันนั้นมีร่างของทารกขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ นอนขดตัวอยู่อย่างสงบนิ่งนี่ไม่ใช่ของโชว์ นี่ไม่ใช่เครื่องรางนี่คือไอ้หนูกุมารทองพรายที่ทรงพลังที่สุดที่เขาสร้างขึ้นพรายที่เขาเลี้ยงด้วยเลือดจากหัวใจของเขาเองมาตลอดชีวิต!

อาจารย์จักรไม่ลังเล เขากัดนิ้วหัวแม่มือของตนเองจนเลือดซิบเขาป้ายเลือดสดๆ ที่เข้มข้นนั้นลงบนฝาโหลที่ปิดผนึกไว้

"ตื่น!"

ซู่มมมมม!

น้ำมันสีเหลืองข้นเดือดพล่าน! ร่างทารกน้อยในขวดลืมตาโพลง ดวงตาของมัน ในตอนแรก สว่างวาบเป็นสีแดงก่ำ!

ฮวบบบ!!!

อุณหภูมิในห้องเพนต์เฮาส์ที่ควบคุมด้วยเครื่องปรับอากาศ ลดลงทันที 5 องศา! เปลวเทียนบนหิ้งบูชาที่อาจารย์จักรนำติดตัวมา พลิ้วไหวอย่างรุนแรงทั้งที่ไม่มีลม กลิ่นกำยานจันทน์ที่เคยอบอวลถูกกลบสิ้นแทนที่ด้วยกลิ่นเย็นเยียบของน้ำมันชัน ผสมกับกลิ่นหวานแปลกๆ ของน้ำอบไทยโบราณ กลิ่นหอมที่ชวนให้ขนลุก

แล้วเงาดำเล็กๆ ก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตรงมุมห้องมันคือเงาที่ ควบแน่นค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปร่างของเด็กชายอายุราวหกขวบ

นี่คือรูปลักษณ์ที่เจ้าหนูน้อยเลือกใช้

เขาอ้วนกลมป้อมสมบูรณ์ แก้มป่องเป็นลูกซาลาเปา พุงน้อยๆ กลมกลึงดันโจงกระเบนผ้าไหมสีแดงชาดสดใสงดงามที่สวมใส่อยู่ออกมาเล็กน้อย ผมของเขาถูกรวบขึ้นเป็นจุกเล็กๆ น่าเอ็นดู มัดไว้ด้วยด้ายทองคำแท้

ผิวของเขาไม่ได้ขาว แต่เป็นสีคล้ำเนียนสวย ราวกับถูกอบอาบด้วยทองคำทั้งร่างสมกับที่เป็นกุมารสายเทพที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีที่สุด ที่ข้อเท้าเล็กๆ นั้น มีกำไลทองเกลี้ยงวงหนึ่งสวมไว้

เด็กกุมารตัวอ้วนหัวจุก ก้มศีรษะลงอย่างเคารพ แต่มุมปากเล็กๆ นั่นกลับยกยิ้มมันคือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความ เจ้าเล่ห์ แววตาสีทองที่เรืองรองนั้นฉายแววฉลาดเกินเด็กและเบื่อหน่ายเล็กน้อย

"พ่อจ๋า"

เสียงของเด็กก้องสะท้อน เหมือนดังจากสองโลกในเวลาเดียวกันมันเป็นเสียงเด็กแต่กลับมีความทุ้มลึกของพลังโบราณซ่อนอยู่

"มึงเรียกกูมาทำไม" เขาเอียงคอเล็กน้อย ทำหน้ายุ่ง

"กูกำลังฝันว่าได้กินไก่ย่างราดน้ำผึ้งอยู่เลย เซ็งจัง"

อาจารย์จักรไม่สนใจท่าทีที่เหมือนเด็กถูกขัดใจนั่น เขารู้ดีว่าภายใต้รูปลักษณ์ที่น่าเอ็นดูราวกับลูกคุณหนู กุมารทองตนนี้ อันตรายเพียงใดมันคือความโหดเหี้ยมที่ถูกห่อหุ้มด้วยความน่ารัก

อาจารย์จักรไม่ได้พูดแต่เขาใช้จิตสั่งการ เสียงของเขาก้องกังวาน ไม่ใช่เสียงแหบโหยของชายชรา แต่คือเสียงของปรมาจารย์ แต่แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่าอันตราย เขาก็ไม่วายที่จะสั่งสอนมัน

"ไอ้หนู ลูกพ่อ!!อย่าพูดจาหยาบคายพ่อสอนแล้วว่าให้แทนตัวเองว่า หนู มึง กูห้ามพูดกับผู้ใหญ่"

ก่อนจะเอ่ยเข้าเรื่องทันทีเพราะกลัวไม่ทันการณ์

"มีนาพี่สาวของเอ็ง กำลังจะจากไป เคราะห์ของมันมาถึงแล้วพ่อพยายามจะห้ามมันและช่วยมันแล้วแต่ทำไม่ได้" เขาเองก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาไหนเลยจะกล้าต่อกรกับพญายม

“ผู้ใดถึงได้ยิ่งใหญ่จนพ่อสู้ไม่ได้”

เจ้าหนูน้อยตัวอ้วน ทำท่าขึงขังขึ้นมาราวกับพร้อมจะต่อยตีแทนพ่อของมัน

“เองก็สู้ไม่ได้เช่นกันลูกพ่อ ดังนั้นต้องทำเรื่องที่สำคัญก่อน”

พ่อจักรบอกเจ้าหนูที่พร้อมบวกแทนเขา ก่อนจะบอกถึงสิ่งที่เขาอยากจะให้กุมารทองลูกรักไปทำ

"หน้าที่ของเจ้า คือตามมันไป!เกาะวิญญาณของมันไว้! ไม่ว่าร่างของมันจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าวิญญาณของมันจะไปตกอยู่ที่นรกขุมไหนหรือมิติใดเจ้าต้องดูรักษาและช่วยเหลือของลูกข้าตลอดไป"

เด็กอ้วนหัวจุกร่างทองลอยตัวขึ้น เขาพยักหน้าแต่มันคือการพยักแบบขอไปที

"พ่อไม่ต้องห่วง"

ไอ้หนูตบอกอ้วนๆ ของตัวเองดังปุ ราวกับจะสร้างความมั่นใจให้พ่อจักรของมัน

"แค่ตามพี่สาวสมองทึบนั่นไปงานง่ายๆ! พี่มีนาน่ะไม่มีหนู ก็เหมือนไม่มีสมองนั่นแหละ! ไว้ใจ 'ไอ้หนู' คนนี้ได้เลย!"

อาจารย์จักรหลับตาลง เขาไม่มีแรงจะต่อล้อต่อเถียงกับความอวดดีของพรายที่เขาสร้างมากับมือ เวลากำลังจะหมดลงทุกวินาที เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ปรมาจารย์ทุกคนหวั่นเกรง เขาไม่ได้แค่สั่งเขาส่งมอบ

ชายชราที่ร่างกายสั่นเทา จู่ๆ ก็นั่งตัวตรง ดวงตาของเขาเบิกโพลง สว่างวาบเขารวบรวมพลังทั้งหมด อาคมที่สั่งสมมาทั้งชีวิต จิตวิญญาณและอายุขัยของเขา อัดแน่นลงที่ฝ่ามือ

"ไอ้หนู ลูกพ่อ" เขากระซิบเสียงแหบโหย

"เอาไปให้หมด!"

ผัวะ!

เขาตบฝ่ามือที่เรืองแสงอาคมลงบนขวดโหล! อั่ก! เขากระอักเลือดสีคล้ำออกมาคำหนึ่ง มันคือเลือดที่หล่อเลี้ยงอาคม พลังงานมหาศาลที่มองไม่เห็น อัดกระแทกเข้าไปในขวดโหล ร่างของไอ้หนูสว่างวาบเป็นสีทองอร่าม มันดูดซับพลังนั้นไว้ทั้งหมดจนแทบระเบิด

ร่างของอาจารย์จักรทรุดฮวบลงทันทีผมของเขาขาวโพลนขึ้นอีกหลายส่วนในบัดดล เขาได้มอบเกราะที่ทรงพลังที่สุด เท่าที่พ่อจะมอบให้ลูกได้ เพื่อส่งข้ามมิติไปด้วย เขาใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่เหลือ เปล่งเสียงสั่งการที่ก้องกังวาน

"ไป!!!"

เพล้ง!

ขวดโหลระเบิดแตกละเอียดคามือของอาจารย์จักร! น้ำมันสีเหลืองข้นหนืดสาดกระเซ็นและร่างของกุมารทอง…หายไปแล้ว

มันกลายเป็นเพียงเงาดำเล็กๆ …จุดเดียวที่เข้มข้นยิ่งกว่าความมืดมิด เงาที่เล็กที่สุดนั้นไม่สนใจตรรกะไม่สนใจฟิสิกส์มัน ทะลุผนังคอนกรีตของอพาร์ตเมนต์ดิ่งลง 30 ชั้น…เร็วกว่าแรงโน้มถ่วง มันพุ่งผ่านเพดานลานจอดรถแทรกผ่านหลังคาเหล็กกล้าของรถยนต์ซีดาน…ราวกับเหล็กนั้นเป็นเพียงอากาศธาตุ

ฟุ่บ!

เงานั้นลงจอดอย่างนุ่มนวลบนเบาะหลังที่ว่างเปล่า

ที่เบาะคนขับ…มีนากำลังเร่งเครื่องสมองของเธอกำลังคำนวณค่าแรงเสียดทานของน้ำฝนบนพื้นถนน เธอสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ลดลงเล็กน้อยที่เบาะหลังแต่สมองวิศวกรของเธอ…ปัดมันทิ้งว่าเป็นแค่ ‘ความแปรปรวนของระบบปรับอากาศ’ เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิด…ว่าความงมงายที่เธอเพิ่งปฏิเสธบัดนี้ได้กลายเป็นผู้โดยสารที่แนบสนิทที่สุดติดตามเธอไปสู่ความตาย…และภพภูมิใหม่

การติดตามของไอ้หนูผู้นี้คือพันธสัญญาคือเกราะเพชรเจ็ดชั้นที่ถูกตีขึ้นด้วยชีวิตของพ่อเพื่อปกป้องเธอในภพภูมิที่เธอกำลังจะไป

บนเพนต์เฮาส์อาจารย์จักร ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา เขาหมดแล้วพลังถูกใช้จนเกลี้ยง เขามองเศษแก้วที่บาดมือ…มองหยดเลือดของตัวเองที่ปนกับน้ำมันอาถรรพ์บนพื้น

"มีนา…พ่อทำได้…เท่านี้จริงๆ"

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง… ที่ซึ่งฝนเริ่มเปลี่ยนเป็นพายุ พายุที่จะพัดพาชีวิตลูกสาวของเขา…ให้จากไป…ตลอดกาล

กลางพายุฝนที่สนามบินเสียงใบปัดน้ำฝนดังถี่เป็นจังหวะ

ติ๊ด…

ติ๊ด…

ติ๊ด…

มีนาขับรถฝ่าพายุด้วยสมาธิแน่วแน่สมองของเธอยังคำนวณทุกตัวแปร

“สมาธิโฟกัสที่ตัวแปรไม่ใช่อารมณ์”

เธอพึมพำกุมารน้อยที่นั่งอยู่ด้านข้างถึงกับถอนหายใจและส่ายหน้ากับพี่สาวโง่ๆของมัน จะตายอยู่แล้วยังจะมาคำนวณค่ามาตรฐานอีก!! แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่อยู่ในสมการใดที่เธอเคยคำนวณ คนขับรถบรรทุกเมื่อมีแอกอฮอร์อยู่ในสายเลือดมากมายเขาหาได้ไม่ได้สนใจตรรกะใดๆ ทั้งนั้น แสงไฟบรรทุก 18 ล้อสาดเข้ามาเต็มตาเสียงแตรดังแผดราวฟ้าผ่าเธอหักพวงมาลัย แต่สายฝนทำให้ถนนลื่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย สมองของวิศวกรยังคงทำงาน มวล 40 ตัน ความเร็ว 90 กม./ชม. มุมปะทะ 35 องศา

เธอคำนวณได้ทุกค่ายกเว้นโชคชะตาเสียงเหล็กบดขยี้ดังสะท้อนกลางฝนโลหะบิดงอราวกับคำสาปจากฟ้าและในวินาทีนั้นเอง

‘ปัง!!!!’

“กรีด!!!!”

สติของเธอดับวูบ!!

ตรรกะสิ้นสุด

*******กดหัวใจ เพิ่มเข้าชั้น คอมเมนต์ เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะเจ้าคะ ไรท์จะพาทะลุมิติอีกแล้ว ****

กลิ่นคาวเลือดในร่างที่ไม่คุ้นเคย

บทที่ 3 กลิ่นคาวเลือดในร่างที่ไม่คุ้นเคย

เสียงกรีดร้อง…

มันคือสิ่งแรกที่กระชากสติของเธอกลับมาจากความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด

มันไม่ใช่เสียง ‘วี๊หว่อ…วี๊หว่อ…’ ของไซเรนรถพยาบาลที่ควรจะดังอยู่ข้างหูเธอในตอนนี้ มันไม่ใช่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของตัวเธอเองหลังการปะทะ มันไม่ใช่เสียงใดๆ ที่สมองซึ่งถูกฝึกฝนด้านตรรกะของเธอจะประมวลผลได้

แต่มันเป็นเสียงแหลมสูงเสียงที่สิ้นหวังเสียงที่บีบคั้นออกมาจากปอดเฮือกสุดท้ายของมนุษย์…

…ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียง…ฉึก!

เสียงทุ้มต่ำอันน่าสะอิดสะเอียนของโลหะหนักที่เสียดแทงทะลุเนื้อและกระดูก เสียงนั้นหยุดเสียงกรีดร้องทุกอย่างลงในบัดดล

มีนา ลืมตาโพลง

ความมืด.

นั่นคือสิ่งแรกที่สมองของเธอประมวลผล ไม่ใช่ความมืดจากการปิดเปลือกตา แต่เป็นความมืดของสภาพแวดล้อม มันมืดสนิทราวกับมีคนเอาผ้ากำมะหยี่สีดำมาคลุมทับจักรวาลไว้

‘ [วิเคราะห์: สภาวะหมดสติหลังการปะทะ… กำลังประมวลผลสภาพแวดล้อม] ’

สมองวิศวกรของเธอยังคงทำงานอัตโนมัติราวกับเครื่องจักร มันคือสิ่งเดียวที่เธอยึดเหนี่ยว

‘ [สมมติฐานที่ 1: ยังอยู่ในซากรถที่ประสบอุบัติเหตุ] ’

ตรรกะบอกเธอเช่นนั้น แต่…มันไม่ใช่ วินาทีต่อมากลิ่นปะทะเข้าที่โพรงจมูกอย่างรุนแรง มันไม่ใช่กลิ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อในห้องไอซียู มันไม่ใช่กลิ่นน้ำมันเบนซินที่ควรจะรั่วไหล มันไม่ใช่กลิ่นยางไหม้เกรียม…

มันคือกลิ่นคาวเลือด กลิ่นสนิมเหล็กที่เข้มข้นจนแทบจะอาเจียนออกมา กลิ่นคาวคลุ้งที่บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่เลือดจากร่างเดียว แต่มาจาก…หลายร่าง และมันผสมปนเปกับกลิ่นอับชื้นของโคลนสาบ กลิ่นสาบสางของเหงื่อไคลมนุษย์ที่หวาดกลัวจนสุดขีด และกลิ่นไม้เก่าๆ ที่ชื้นแฉะ

‘ [ข้อผิดพลาด: ข้อมูลรับกลิ่นไม่ตรงกับฐานข้อมูลอุบัติเหตุ กำลังประมวลผลใหม่] ’

สมองที่เป็นอัจฉริยะของเธอประมวนผลเรื่อยๆ เธอสัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่เธอนอนอยู่ มันไม่ใช่เบาะรถที่นุ่ม… มันไม่ใช่พื้นถนนที่หยาบ มันไม่ใช่เตียงในโรงพยาบาล…ไม่ใช่อะไรที่คุ้นเคยหรือว่าควรจะเป็นหลังจากประสบอุบัติเหตุ

แต่มันคือพื้นไม้ไม้ที่แข็ง สาก และเย็นเฉียบ ความชื้นจากมันกำลังซึมผ่านเนื้อผ้าบางๆ ที่เธอสวมใส่จนรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขกระดูก

‘ [สมมติฐานที่ 2: ประสาทหลอนหลังเกิดอุบัติเหตุ สมองกำลังสร้างภาพเสมือนจริงจากภาวะช็อกขั้นรุนแรง] ’

ใช่…ต้องเป็นแบบนั้น สมองของเธอสมองอัจฉริยะของเธอ กำลังเล่นตลก ตรรกะของเธอกำลังบอกว่าสิ่งที่รับรู้อยู่ตอนนี้ เป็นไปไม่ได้

‘ยินดีต้อนรับสู่โปรแกรมจำลองนรกเวอร์ชั่นทดลองงั้นเหรอ’ เธอคิดเยาะเย้ยตัวเองในใจ สมองฉันนี่ช่างมีรสนิยมแย่เป็นบ้า มันคือความฝันในภาวะโคม่า… มันต้องใช่แน่ๆ จะเป็นอื่นไปได้อย่างไรเธอพยายามบังคับร่างกาย… ‘ขยับตัว…มีนา… ขยับแขนขา ตรวจสอบความเสียหายของตัวเองเดี๋ยวนี้…’ เธอพยายามยกมือขึ้นเพื่อสัมผัสใบหน้าของตัวเอง…

และนั่นคือตอนที่ตรรกะทั้งหมดของเธอ…พังทลายลง

มือที่ยกขึ้นมาในความมืดสลัวที่เริ่มปรับสายตาได้มัน…ไม่ใช่…มือของเธอ

มันไม่ใช่ฝ่ามือของวิศวกรโยธาที่จับค้อนและเครื่องมือวัดจนหยาบกร้าน มันไม่ใช่แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแต่มันคือมือที่ …ผอมบางขาวซีดและ…เล็ก นิ้วเรียวยาวราวกับลำเทียน แต่ไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง และที่สำคัญที่สุด มันกำลังสั่น…สั่นเทาอย่างรุนแรง…สั่นจนควบคุมไม่ได้

‘ [ข้อผิดพลาด! ข้อผิดพลาดร้ายแรง! ฮาร์ดแวร์ไม่ตรงกับซอฟต์แวร์!เสียแล้ว] ’

“ไม่…”

เธอครางออกมาเป็นครั้งแรก เสียงที่เปล่งออกมาก็ไม่ใช่เสียงของเธอ มันแหบพร่าสั่นเครือ…และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทำไมต้องหวาดกลัว!! ไม่หละนี่ไม่ถูกต้องแล้ว

‘ไม่…นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง…มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์!หรือว่าเรากำลังฝัน เช่นนั้นต้องตื่น ต้องตื่นเดี๋ยวนี้’

เธอกรีดร้องในใจ

‘มันเป็นไปไม่ได้! ตรรกะไม่อนุญาต! กฎทรงมวลและพลังงานไม่อนุญาตให้ย้ายจิตสำนึก! นี่มันคือความงมงายแบบเดียวกับที่พ่อพยายามยัดเยียดให้ฉัน!’

สมองของเธอปฏิเสธความจริงที่อยู่ตรงหน้าอย่างสุดกำลัง เธอคือมีนา! เธอคือนักวิทยาศาสตร์!ทุกสิ่งที่เธอรู้สามารถพิสูนจ์ได้ด้วยตัวเลขและตรรกะเท่านั้น แต่ร่างกายร่างกายนี้มันกำลังตอบสนอง ความเจ็บปวดจากพื้นไม้ที่ทิ่มแทงแผ่นหลัง…มันคือของจริง ความหนาวเหน็บที่กัดกินผิวเนื้อมันคือของจริง เสียงกรีดร้องที่เพิ่งเงียบไป…มันคือของจริง!

และแล้ว มันก็ถาโถมเข้ามา ความทรงจำเป็นความทรงจำของใครกัน!! นี่ไม่ใช่ของเธอ…ระเบิดขึ้นในหัวราวกับมีคนพยายามย้ายไฟล์ข้อมูลความจุหลายเทราไบต์ยัดใส่ USB รุ่นเก่าที่ใกล้จะพังเต็มที!หัวของเธอแทบระเบิด! ทันใดนั้นเธอก็ได้รับรู้ว่า ร่างนี้คือใคร…

ความทรงจำที่ทะลักเข้ามา…มันไม่ใช่เรื่องราวซับซ้อนทางการเมือง แต่มันคือความเจ็บปวดความหิวโหยและเสียงกรีดร้อง

ชื่อหลิวซือซือ อายุ: สิบเจ็ด สถานะ: ผู้ลี้ภัย / ผู้รอดชีวิต

เหตุการณ์ล่าสุด 1 ภัยแล้งความอดอยาก หมู่บ้านล่มสลาย พ่อ แม่ และน้องชายอพยพหนีตายมุ่งหน้าทิศเหนือมุ่งหน้าไปชายแดนที่ยังมีกองทัพอย่างน้อยก็มีข้าวกิน

เหตุการณ์ล่าสุด (2) : การสังหารหมู่ครั้งแรก (เมื่อสามวันก่อน) โจรป่าที่หิวโหยไม่ต่างกัน พวกมันดักซุ่มโจมตีกลุ่มผู้อพยพที่อ่อนแอพวกมันฆ่าพ่อฆ่าแม่เสียงกรีดร้องสุดท้ายของน้องชายยังคงก้องอยู่ในหู…

สถานะปัจจุบัน: ผู้รอดชีวิตที่ถูกช่วยเธอรอดมาได้คนเดียว…ด้วยการซ่อนตัวอยู่ในโพรงไม้ที่เน่าเหม็นเธอซ่อนอยู่ตรงนั้นสองวันเต็มจนกระทั่งขบวนเสบียงของทางการผ่านมาพบเข้า ทหารในขบวนช่วยเธอไว้…ในฐานะภาระที่น่าเวทนาพวกเขาโยนเศษอาหารให้และปล่อยให้เธอนั่งมาในเกวียนที่ว่างเปล่านี้

ปลายทาง: ค่ายอุดร…ดินแดนที่เขาว่ากันว่าป่าเถื่อนที่สุด…

สถานะตอนนี้: การสังหารหมู่ครั้งที่สอง!!! ขบวนเสบียง…ถูกซุ่มโจมตีอีกครั้ง!

ภาพความทรงจำของหลิวซือซือฉายซ้ำไปมาในหัวของมีนาอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่แค่ภาพแต่มันคือ ความรู้สึก…ความรู้สึกของความหิวโหยที่กัดกินไส้มาหลายสัปดาห์ภาพที่พ่อใช้ร่างตัวเองบังหอกสียงกรีดร้องสุดท้ายของแม่ความรู้สึกเย็นเฉียบ…ชา…และไร้ตัวตนตอนที่เธอซ่อนตัวอยู่ในโพรงไม้ฟังเสียงพวกมันหัวเราะและแบ่งข้าวของ หากจะให้เธอวิเคราะห์จากข้อมูลในหัวที่ได้รับรู้ในตอนนี้ ชีวิตของหลิวซือซือร่างนี้มันถูกสร้างขึ้นมาจากคำคำเดียว 'ความบกพร่องทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง' มีนารู้สึกคลื่นไส้นี่มันไม่ใช่ชีวิต! นี่มันคือฮาร์ดแวร์ที่เสียหาย! ซอฟต์แวร์ที่โดนไวรัส!

ร่างนี้ไม่ได้ขี้ขลาดโดยกำเนิดแต่ร่างนี้…แตกสลาย…ไปแล้ว! มันเพิ่งผ่านการโจมตีของโจรมาหมาดๆ! และตอนนี้…สมองของร่างนี้กำลังกรีดร้องว่ามันเกิดขึ้นอีกแล้ว! มันเกิดขึ้นอีกแล้ว! ไม่! ไม่! ไม่!

นี่คือเหตุผลที่ร่างกายไม่ขยับ! มันไม่ใช่ความกลัวมันคือ…ภาวะช็อกซ้ำซ้อน! ร่างกายนี้กำลังปิดระบบตัวเองโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการรับรู้! และตอนนี้สมองอัจฉริยะของเธอกลับต้องมาติดอยู่ในร่างที่ ‘ปิดสวิตช์’ ตัวเองไปแล้ว!

"ตรรกะคือพระเจ้าของฉัน…และดูเหมือนว่าพระเจ้าของฉันเพิ่งจะตายไปพร้อมกับรถบรรทุกคันนั้น"

เสียงหัวเราะหยาบกร้านดังขึ้นด้านนอกเกวียน มันดึงสติของมีนากลับมาสู่ปัจจุบันที่โหดร้ายเสียงกรีดร้องเงียบไปแล้ว… นั่นหมายความว่าการสังหารหมู่สิ้นสุดลงและมันกำลังจะเริ่มขั้นตอน…เก็บกวาดผู้รอดชีวิต

‘โอเคมีนายอมรับตัวแปร…’ เธอบังคับสมองให้กลับมาทำงานท่ามกลางคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วน

‘ [ตัวแปร A: ฉันมีนาได้ตายไปแล้วจากอุบัติเหตุรถชน]

‘ [ตัวแปร B: ฉันมาอยู่ในร่างของ หลิวซือซือที่อยู่ในภาวะช็อคซ้ำซ้อน และร่างกายปิดสวิตช์การรับรู้ หรือพูดง่ายๆ คือยอมรับชะตากรรมนั้นเอง]

‘ [ตัวแปร C: ฉัน…กำลังจะตายอีกครั้งหลังจากที่ได้รับรู้ว่าตัวเองเพิ่งจะมีชีวิตอีกครั้งภายใน 5 นาทีนี้] ’

สัญชาตญาณดิบของวิศวกรผู้รอดชีวิตเตือนภัยขั้นสูงสุด เธอฝืนร่างกายที่หนักอึ้งราวกับตะกั่ว คลานไปที่รอยแตกเล็กๆ ของเกวียนขนเสบียงที่เธอกำลังซ่อนตัวอยู่ภาพที่เห็นสาดความจริงอันโหดร้ายเข้าใส่ดวงตาของเธอท่ามกลางแสงจันทร์สีซีดและคบเพลิงที่ลุกโชนร่างของทหารคุ้มกันในชุดเกราะหนังเก่าๆ นอนจมกองเลือดเกลื่อนกลาด ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งในชุดผ้าขาดวิ่น แต่สิ่งที่น่ากลัวคือพวกมันสวม หน้ากากกระดูก!

พวกมันเคลื่อนไหวรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับภูตผีและสังหารผู้ที่เหลืออยู่อย่างเลือดเย็น และหา..ต่อไป

‘ [วิเคราะห์สถานการณ์: ศัตรู: ประมาณ 30-40 คน] ’

‘ [ตำแหน่ง: นอกเกวียน. ความเสี่ยง: ถูกค้นพบ 95% พวกมันกำลังรื้อค้นทุกเกวียน] ’

‘ [คำนวณทางหนี!] ’

‘ [แผน A: ซ่อนตัวนิ่งๆ] ’ ‘ [ปฏิเสธ… อัตราสำเร็จ: 1%. ร่างกายนี้กำลังสั่น…สั่นแรงเกินไป พวกมันต้องได้ยิน] ’

‘ [แผน B: หลบหนี] ’ ‘ [วิเคราะห์โครงสร้างเกวียนพื้นเกวียนมีรอยแตกสามารถงัดแผ่นไม้และมุดลงไปใต้ท้องเกวียนได้… รอจังหวะที่พวกมันเผลอ แล้วคลานหนีเข้าไปในความมืด] ’

‘ [แผน C: ต่อสู้] ’

‘ [ปฏิเสธ.อัตราสำเร็จ: 0.00%. ร่างกายนี้ไม่มีมวลกล้ามเนื้อพอที่จะสร้างแรงปะทะแม้แต่กับเด็ก] ’

‘ [เลือกแผน B… เริ่มปฏิบัติการ!] ’

สมองของเธอต่อสู้เรื่องตรรกะกันเหมือนคนบ้าและในที่สุดก็ออกคำสั่งเด็ดขาด: ‘เอามือไปที่พื้นคลำหาจุดเชื่อมต่อของไม้ ใช้แรงงัด…เดี๋ยวนี้!’

เธอสั่งการ…

…แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ณ จุดที่เธอมองไม่เห็นร่างของหลิวซือซือร่างกายใหม่ของเธอกำลังทรยศเธออย่างสิ้นเชิงมันกำลังสั่นสั่นสะท้านราวกับลูกนกที่โดนน้ำเย็นจัดสาดใส่ ฟันของเธอกระทบกันเป็นจังหวะ กึก…กึก…กึก… ดังพอที่คนข้างนอกจะได้ยิน! และที่เลวร้ายที่สุด… น้ำตามันไหลทะลักออกมาไม่หยุด พร้อมเสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้ในลำคอจนตัวโยน นี่คือปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายนี้! ความกลัวที่ฝังลึกอยู่ใน DNA ของหลิวซือซือมันกำลังปฏิเสธคำสั่งจากสมอง!ที่ตอนนี้เธอควบคุมอยู่

‘ขยับสิโว้ย!’ มีนากรีดร้องในหัวอย่างบ้าคลั่ง ‘เกร็งกล้ามเนื้อ! หยุดสั่น! แกกำลังจะทำให้เราถูกฆ่า!’

เธอพยายามสั่งให้มือที่สั่นเทาเอื้อมไปปิดปากตัวเองแต่มือกลับยกขึ้นไปกอดเข่าแน่นขดตัวเป็นก้อนกลม…ในท่า …ยอมจำนนต่อความตาย

สมองส่งสถานะปัจจุบันมาให้เธอได้รับรู้ ‘ [คำเตือน! ระบบขัดข้อง! ผู้ควบคุม (Admin) ไม่สามารถเข้าถึงฮาร์ดแวร์ (Body) !] ’

นี่คือความอัปยศ! เธอคือวิศวกรอัจฉริยะผู้ควบคุมระบบโลจิสติกส์มูลค่าหลายพันล้านเป็นที่ต้องการของบริษัททั่วโลก…แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถควบคุมแม้แต่กล้ามเนื้อนิ้วมือของตัวเองได้!ร่างกายนี้มันถูกตั้งโปรแกรมมาให้ ‘ยอมจำนน’ ต่อทุกสิ่ง!

"ฮึก…ฮือออ…"

เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของหลิวซือซือจนได้!

"เสียงอะไร?" เสียงหยาบกร้านตะโกนขึ้นไม่ไกล…

‘ฉิบหายแล้ว! มันได้ยิน!’

"ดูเหมือนว่าจะยังมีหนูซ่อนอยู่ในเกวียนนั้น" พวกมันคุยกันง่ายๆ สบายๆ เหมือนไม่ได้เพิ่งจะสังหารคนไปมากมาย

แกร๊บ… แกร๊บ…

เสียงฝีเท้าหนักๆ กำลังย่ำโคลน…ตรงมาที่เกวียนของเธอ สมองในส่วนตรรกะของเธอประมวลผลทันที

‘ [อัตราการรอดชีวิตลดลงเหลือ 1%… 0.5%… 0.1%…] ’

สมองของเธอกำลังนับถอยหลังสู่ความตายครั้งที่สอง…เธอสิ้นหวังตรรกะของเธอพังทลาย… วิทยาศาสตร์ของเธอไร้ความหมาย…เธอเพิ่งตายจากการถูกรถชนและได้รับรู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย และเพียงเพื่อจะมาตายด้วยดาบสนิมเขรอะของโจรยุคอะไรก็ไม่รู้ เพราะร่างกายใหม่ของเธอเป็นเด็กขี้ขลาด!

และในวินาทีที่เธอกำลังจะยอมจำนนต่อความอ่อนแอของร่างกายนี้…ท่ามกลางเสียงสะอื้นฮักๆ ของหลิวซือซือ… ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองสงคราม…มีนากลับสัมผัสได้ถึง… สิ่งอื่น มันไม่ใช่ความรู้สึกแต่มันคือจุด… จุดที่เย็นเยียบจุดเล็กๆ ที่สงบนิ่งอยู่ใกล้ๆ กับหัวใจของเธอ มันคือสภาวะที่สามมันไม่ใช่ ‘มีนา’ ที่กำลังวิเคราะห์มันไม่ใช่ ‘หลิวซือซือ’ ที่กำลังหวาดกลัว…

มันคืออะไรบางอย่าง…ที่เฝ้ามองอยู่ มันคือสิ่งที่เธอสัมผัสไม่ได้ในโลกเก่า…มันคือเงาที่ตามเธอมาจากอพาร์ตเมนต์ และแล้ว…เสียงเล็กๆ ใสๆ ที่ไม่ควรจะดังก็ดังขึ้นมันไม่ได้ดังที่หูแต่มันก้องโดยตรงเข้ามาในหัวของเธอ เสียงนั้นใส…เหมือนเสียงเด็ก…แต่กลับเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง

"พี่จ๋า…"

เสียงเล็กๆ ดังขึ้น…

"พ่อบอกให้กูตามมาดูแลพี่นะ…จะให้กูจัดการพวกมันเลยไหมจ๊ะ?"

เจ้าอ้วนน้อยผมจุกที่มักจะลืมว่าพ่อไม่ให้พูดจาไม่เพราะเอ่ยถามพี่มันเบาๆ

มีนาแข็งทื่อสมองของเธอหยุดทำงานไม่ใช่เพราะความกลัวแต่เพราะข้อมูลที่ได้รับมันอยู่นอกเหนือทุกจักรวาลที่เธอรู้จักพร้อมกลิ่นกลิ่นกำยานจันทน์ที่ลอยเข้าจมูก ร่างเล็กๆ อ้วนๆ ผิวผ่องเรืองรองก็ลอยมากตรงหน้าเธอทันที

โครม!!!

แผ่นไม้ที่ใช้กำบังตัว…ถูกกระชากออกอย่างแรง!

****น้องอ้วนลืมคำสั่งพ่อ ****

**** ตอนนี้คือการต่อสู้ระหว่างสมองที่คิดคำนวณเรื่องตรรกะเท่านั้นของมีนา กับความเป็นจริงๆ ดังนั้นนางจึงได้สับสนมาก ****

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...