ยุคใหม่เริ่มแล้ว! กู้เงินเท่ากัน แต่แบงก์คิด “ดอกเบี้ย”ไม่เท่ากัน เครดิตดีจ่ายถูก เครดิตพังจ่ายแพง
อาจกล่าวได้ว่า ต่อไปนี้ “ความพลาดทางการเงิน” จะไม่ใช่เรื่องในอดีตอีกต่อไป แต่มันจะกำหนดว่า เราต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงแค่ไหน
การเคลื่อนไหวล่าสุดของ ทีทีบี ที่ประกาศใช้ดอกเบี้ยตาม “เครดิตสกอ” ของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) กับสินเชื่อส่วนบุคคล “แคชทูโก” คือ สัญญาณชัดว่า ระบบการเงินไทยกำลังเข้าสู่ยุค Risk-Based Pricing อย่างจริงจัง ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่มันคือ “ระบบคัดกรองทางการเงิน” ที่เริ่มทำงานแล้ว และคาดว่าหลังจากนี้หลายๆธนาคารจะนำมาปรับใช้กับลูกค้าของตนเองเช่นกัน
คิดดอกเบี้ยตามเครดิตสกอ คืออะไร ? และ ทำไมสำคัญ
ที่ผ่านมา การกำหนดดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล มักพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะระดับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มรายได้ไม่สูง แม้ผ่อนดี ก็อาจต้องจ่ายดอกเบี้ยใกล้เพดาน 25% แต่โมเดลใหม่ เปลี่ยนเกม เป็นดังนี้
เครดิตดี = ความเสี่ยงต่ำ = ดอกเบี้ยต่ำลง
เครดิตไม่ดี = ความเสี่ยงสูง = ดอกเบี้ยสูงขึ้น
Thairath Money เปรียบเทียบจากตารางระดับเครดิตสกอของ NCB คะแนนถูกแบ่งตั้งแต่ AA ลงไปถึง HH และถูกจัดเป็น Risk Grade ตั้งแต่ “Excellent” จนถึง “Credit Starter/Need Attention”
- AA ( 753 - 900)
- BB ( 725 - 752 )
- CC ( 699 - 724 )
- DD ( 681 - 698 )
- EE ( 666 - 680 )
- FF ( 646 - 665 )
- GG ( 616 - 645 )
- HH ( 300- 615 )
ปัจจัยที่มีผลต่อเครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดา) มีอะไรบ้าง?
- ยอดหนี้คงเหลือ/ยอดวงเงินที่ใช้ เปรียบเทียบกับวงเงินสินเชื่อ
- ยอดหนี้คงเหลือ /ยอดเงินเงินที่ใช้ รวมแต่ละประเภทสินเชื่อ
- จำนวนบัญชีที่เพิ่งเปิด แต่ละประเภทสินเชื่อ
- จำนวนเงินคงค้างล่าสุด
- ความยาวของประวัติสินเชื่อตามแต่ประเภทสินเชื่อ
- จำนวนบัญชีที่มีประวัติการชำระเงินที่ดี
- ความยาวของบัญชีสินเชื่อที่มา
- ความถี่ของการสมัครสินเชื่อใหม่
ในโมเดลของทีทีบี
- กลุ่มเครดิตดีมาก (AA) สำหรับผู้มีรายได้ประจำ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 13.99% ต่อปี
- ขณะที่กลุ่มความเสี่ยงสูงสุด อาจแตะระดับ 25% ต่อปี
จะเห็นได้ว่า ต่างกันเกือบ 11% สะท้อนถึงการนำ “พฤติกรรม” มากำหนดต้นทุนเงินกู้
โมเดลนี้ ใครได้ ใครเสีย ?
ข้อมูลจาก NCB ระบุว่า “สินเชื่อส่วนบุคคล” เป็นหนี้ที่คนไทยมีมากที่สุด คิดเป็น 43% ของหนี้ทั้งหมด และกระจายอยู่ทุกช่วงวัย ซึ่งเพดานดอกเบี้ยสูงถึง 25% ต่อปี ทำให้ภาระหนักมาก
ตัวอย่างการคำนวณของทีทีบีกู้ 100,000 บาท ระยะเวลา 72 เดือน
- ดอกเบี้ย 23% ต่อปี
ค่างวด 2,580 บาท
ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญา 84,587 บาท - ดอกเบี้ย 18% ต่อปี
ค่างวด 2,290 บาท
ดอกเบี้ยรวม 63,699 บาท
ส่วนต่าง 20,888 บาท ต่อเงินกู้ 100,000 บาท ถ้าวงเงิน 300,000 บาท ส่วนต่างทะลุ 60,000 บาท ซึ่งถ้าในโมเดลเดียวกัน ถูกนำมาใช้กับสินเชื่อบ้าน มูลค่า 3 ล้านบาท ดอกเบี้ยที่ต่างเพียง 1%ผลต่างตลอดสัญญาอาจแตะ “หลักหลายแสนบาท”
นี่คือความยุติธรรม…หรือกำแพงใหม่?
อย่างไรก็ตาม การคิดดอกเบี้ยสินเชื่อตามเครดิต มีทั้งคนเห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วย พร้อมคำถามใหญ่ๆ เช่น
- คนที่เคยสะดุดช่วงโควิด จะไม่มีวันกลับไปได้ดอกถูกหรือ?
- ระบบนี้สร้างแรงจูงใจให้มีวินัย หรือซ้ำเติมคนรายได้น้อย?
- เครดิตสกอจะกลายเป็น “ใบอนุญาตเข้าถึงเงินต้นทุนต่ำ” หรือไม่?
ในมุมของ “ดร.ลัษมณ อรรถาพิช” ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร ชี้ว่า เครดิตสกอร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนวินัยและความน่าเชื่อถือทางการเงินของบุคคล การนำเครดิตสกอร์มาใช้ในระบบการเงิน จะช่วยให้ผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีมีโอกาสที่จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น อีกทาง ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาและ หวงแหนเครดิตของตนเอง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานประการหนึ่งของการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยได้
ซึ่งอาจต้องยอมรับว่า หนึ่ง นี่คือความยุติธรรมเชิงความเสี่ยงใครบริหารดี ควรได้ต้นทุนต่ำแต่อีกมุมหนึ่ง ระบบนี้อาจยิ่งทำให้ “ความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนเงิน” ชัดขึ้นหรือไม่? แต่หากหลายธนาคารเดินตาม นี่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของทั้งระบบ สอดรับกับความพยายามแก้หนี้ครัวเรือน และยกระดับวินัยการเงินของประเทศ วงการการเงินไทยกำลังขยับจาก“รายได้เป็นตัวตั้ง” ไปสู่ “พฤติกรรมเป็นตัวตัดสิน”
ถ้าไม่อยากจ่ายดอกแพง ต้องทำอย่างไร ?
อย่างที่ระบุข้างต้น ว่า เครดิตสกอ สะท้อนถึง “นิสัยทางการเงิน” ของเรา
จากปัจจัยที่ NCB ใช้ประเมิน เช่น
- สัดส่วนการใช้วงเงิน (Utilization)
- ภาระหนี้รวม (Debt Burden)
- ประวัติค้างชำระ (Delinquency)
- ความถี่การขอสินเชื่อใหม่ (Enquiry Activity)
ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ…
- เช็กเครดิตตัวเองอย่างน้อยปีละครั้ง
- อย่าค้างชำระเกิน 30 วัน
- คุมการใช้วงเงินบัตรเครดิตไม่ให้เต็มเพดาน
- หักห้ามใจตัวเอง และก่อหนี้เฉพาะที่จำเป็น
- อย่าเปิดบัญชีสินเชื่อถี่เกินไป
- รักษาประวัติการผ่อนดีให้ยาวที่สุด
สรุปแล้ว นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ธนาคารใช้ “ข้อมูลเชิงพฤติกรรม” เป็นฐานกำหนดต้นทุนเงิน หลังจากนี้ มีแนวโน้มสูงที่ธนาคารอื่นจะขยับตาม เพื่อบริหารความเสี่ยง และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เมื่อถึงวันนั้น ดอกเบี้ยจะไม่ใช่ตัวเลขกลางอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น “ภาพสะท้อนวินัยทางการเงิน” ของแต่ละคนอย่างชัดเจนนั่นเอง
ที่มา : ธปท , ทีทีบี ,เครดิตบูโร
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุคใหม่เริ่มแล้ว! กู้เงินเท่ากัน แต่แบงก์คิด “ดอกเบี้ย”ไม่เท่ากัน เครดิตดีจ่ายถูก เครดิตพังจ่ายแพง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ยุคใหม่เริ่มแล้ว! กู้เงินเท่ากัน แต่แบงก์คิด “ดอกเบี้ย”ไม่เท่ากัน เครดิตดีจ่ายถูก เครดิตพังจ่ายแพง
- คิดใหม่ ทำได้ ttb แคชทูโก ช่วยรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ ดอกเบี้ยตามคะแนนเครดิต เริ่มต้น 13.99% ต่อปี
- คนเป็นหนี้เสียเข้าโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ได้ส่วนลด-ดอกเบี้ย 0% คุ้มกว่าเป็นคนมีวินัยจริงหรือ
- คนไทยใช้จ่ายน้อยลง ปิดบัตรเครดิต! กรุงศรี คอนซูมเมอร์ อัดโปรหมวดเปย์ในชีวิตประจำวันเน้นคุมหนี้เสีย
- คนไทยไม่กลัว"เป็นหนี้"เมื่อชีวิตดีได้ด้วยเงินผ่อน เปิดข้อมูล 20 ปี เครดิตบูโร ภูเขาหนี้16.2 ล้านล.
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath