MPJ มั่นใจสถานการณ์ตะวันออกกลางกระทบจำกัด เคาะงบ1,140 ล้านบาทหนุนนำเข้า-ส่งออกโต
MPJประเมินฐานลูกค้ากลุ่มเสี่ยงต่ำเพียง 2% พร้อมใช้กลยุทธ์ปรับราคาบริการตามต้นทุนพลังงานจริง เดินหน้าขับเคลื่อน 4 ธุรกิจหลักเน้นพื้นที่ EEC ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 1,375 ล้านบาท โตทะยาน 26% บอร์ดอนุมัติปันผล 0.34 บาทต่อหุ้น ชู Dividend Yield สูง 8.7% ตอกย้ำฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดแกร่ง
9 มีนาคม 2569— นายไพรัต ภูฆัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน MPJ ระบุว่าบริษัทฯ มีกลไกป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนผ่านโครงสร้างสัญญาที่ยืดหยุ่น โดยสามารถปรับค่าบริการขนส่งสอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ผันผวนได้ทันที ประกอบกับสัดส่วนลูกค้าที่ส่งออกไปยังพื้นที่ตะวันออกกลางมีเพียง 2% เท่านั้น
“สำหรับปี 2569 ยังคงจะเป็นปีแห่งความท้าทายทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการทยอยฟื้นตัว และล่าสุดวิกฤตความขัดแย้งสงครามตะวันออกกลางที่เป็นตัวแปรสำคัญ… อย่างไรก็ตาม MPJ ได้มีข้อกำหนดในสัญญาให้บริการขนส่งที่สามารถปรับราคาค่าบริการขนส่งขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นได้ ทำให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
สำหรับการขยายตัวในปีนี้ MPJ ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 1,375 ล้านบาท หรือเติบโต 26% จากปีก่อนหน้า โดยเตรียมทุ่มงบลงทุนรวม 1,140 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรองรับความต้องการในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มภาคการนำเข้า-ส่งออกของประเทศที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 6.8% ต่อปี
กางโรดแมป 4 กลุ่มธุรกิจหลัก
- ธุรกิจบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ (เป้ารายได้ 492 ล้านบาท): เตรียมงบ 380 ล้านบาท พัฒนาลานแหลมฉบัง 3 พื้นที่ 28 ไร่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้คอนเทนเนอร์อีก 200,000 TEUs ต่อปี โดยจะเริ่มเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2570
- ธุรกิจบริการให้เช่าคลังสินค้า (งบลงทุน 690 ล้านบาท): เป็นกลุ่มธุรกิจที่เน้นการขยายตัวสูงสุด โดยโครงการระยอง 2 ขนาด 18,000 ตารางเมตร จะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 2/2569 และยังมีโครงการแหลมฉบัง 2 อีก 24,000 ตารางเมตร ที่จ่อคิวพัฒนาในปีหน้า
- ธุรกิจบริการขนส่งทางบก (เป้ารายได้ 585 ล้านบาท): ลงทุน 70 ล้านบาท จัดหารถขนส่งชุดใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
- ธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (เป้ารายได้ 268 ล้านบาท): รุกเข้าสู่บริการ NVOCC (Non-Vessel Operating Common Carrier) อย่างเต็มตัวเพื่อเป็นตัวกลางจัดการขนส่งระดับสากล
ในส่วนของผลประกอบการปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ 1,075.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% และมีกำไรสุทธิ 111 ล้านบาท เติบโต 13.3% ส่งผลให้คณะกรรมการมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผล 0.34 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 8.7% โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 28 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569
“การจ่ายเงินปันผลในอัตรานี้ สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และการเติบโตที่ควบคู่ไปกับผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเป็นหุ้นโลจิสติกส์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย”