โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

EU พร้อมเตรียมมาตรการตอบโต้ กรณีทรัมป์ใช้ภาษีเป็น ‘เครื่องมือข่มขู่’ ซื้อกรีนแลนด์

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ (ซ้าย) ถือธงกรีนแลนด์ระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านความต้องการยึดครองดินแดนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่มาภาพ:https://themercury.com/news/national/greenlands-prime-minister-jens-frederik-nielsen-l-holds-a-greenlandic-flag-at-a-demonstration-against/image_91ff829b-2c10-5d16-84fb-802423aaffa8.html

สหภาพยุโรปกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าจากสหรัฐฯ และอาจถึงขั้นใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุดต่อสหรัฐฯ ในขณะที่บรรดาผู้นำยุโรปต่างดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหม่จาก 8 ประเทศที่คัดค้านความพยายามของเขาในการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งรัฐมนตรีรายหนึ่งระบุว่าการกระทำนี้คือ “การขู่กรรโชก

เมื่อวันเสาร์(17 มกราคม 2569) ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะเริ่มใช้ “มาตรการภาษี” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป กับสมาชิกสหภาพยุโรป อันได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ รวมถึงสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ จนกว่าสหรัฐฯ จะได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์

“คำขู่เรื่องภาษีเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก (Transatlantic) และเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ดิ่งลงเหวอย่างเป็นอันตราย” ผู้นำจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ระบุในแถลงการณ์ร่วม “เรามุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของเราไว้”

เหล่านักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรปได้ร่วมประชุมหารือวิกฤตเมื่อวันอาทิตย์ (18 มกราคม 2569) และได้หารือเกี่ยวกับการนำแผนจัดเก็บภาษีต่อสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 9.3 หมื่นล้านยูโรกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งแผนดังกล่าวก่อนหน้านี้ได้ถูกระงับไปหลังจากที่มีการทำข้อตกลงทางการค้าร่วมกับทรัมป์เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เรียกร้องให้บรรดาผู้นำร่วมกันใช้ “เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ” (Anti-Coercion Instrument) อันทรงพลังของสหภาพยุโรป หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “บิ๊กบาซููก้า” (Big Bazooka) หากทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่เรื่องภาษี ตามรายงานของสื่อฝรั่งเศสที่อ้างข้อมูลจากทีมงานของเขา

ภายหลังการหารือสิ้นสุดลง อันโตนิโอ กอสตา ประธานสภายุโรป ได้ประกาศจัดประชุมสุดยอดวาระฉุกเฉินของสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี(22 มกราคม 2569)นี้ โดยเขากล่าวว่า สหภาพยุโรป “พร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการบีบบังคับในทุกรูปแบบ”

ขณะที่ จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวว่ามาตรการภาษีของทรัมป์จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และดาวิด ฟาน วีล รัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ระบุว่าการข่มขู่พันธมิตรของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือ “การขู่กรรโชก” ในขณะที่ปฏิกิริยาตอบโต้จากเหล่าผู้นำยุโรปยังคงหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง

กฎหมายต่อต้านการบีบบังคับนี้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยถูกนำมาใช้งานเลย เปิดทางให้สหภาพยุโรปสามารถบังคับใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่พยายามกดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายได้

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยว่า สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาที่จะ นำชุดมาตรการภาษีตอบโต้ (Counter-tariffs) มูลค่า 9.3 หมื่นล้านยูโรต่อสินค้าสหรัฐฯ กลับมาใช้ใหม่ ซึ่งมาตรการนี้ถูกร่างขึ้นเพื่อตอบโต้คำขู่ทางเศรษฐกิจครั้งก่อนของทรัมป์ แต่ได้ถูกระงับไปหลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมการจัดเก็บภาษีต่อรถยนต์ สินค้าอุตสาหกรรม รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มจากสหรัฐฯ

บรรดาทูตจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ร่วมประชุมวาระฉุกเฉินเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีต่อ 6 ประเทศสมาชิก EU รวมถึงสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์

แต่สหภาพยุโรปยังคงไม่ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้ทรัมป์ “ในขณะนี้ ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องการใช้เครื่องมือ ACI [เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ] หรือเครื่องมือทางการค้าอื่นใดต่อสหรัฐฯ” นักการทูตสหภาพยุโรปรายหนึ่งกล่าว โดยมาตรการภาษีตอบโต้ร่วม 9.3 หมื่นล้านยูโรนั้นยังคงถูกระงับไว้จนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ และแหล่งข่าวหลายรายเน้นย้ำถึงความปรารถนาที่จะใช้วิธีเจรจากับสหรัฐฯ

นักการทูตสหภาพยุโรปรายที่สองกล่าวว่า สถานการณ์นี้ถูกมองว่าร้ายแรงมาก “มีความเข้าใจที่ชัดเจนในวงกว้างว่า ยุโรปและสหภาพยุโรปไม่สามารถเริ่มละทิ้งหลักการสำคัญในระเบียบสากลได้ เช่น เรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน” ในแถลงการณ์ร่วม ประเทศเหล่านั้นระบุว่า การซ้อมรบทางทหาร “Arctic Endurance” ที่นำโดยเดนมาร์กนั้น เป็นความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในฐานะ “ผลประโยชน์ร่วมกันของสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก” และ “ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อผู้ใด”

ทรัมป์ได้กล่าวหาประเทศเหล่านั้นซึ่งต่างก็ได้ส่งกองกำลังทหารไปยังกรีนแลนด์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ากำลังเล่น “เกมที่อันตรายมาก” และกล่าวว่าประเทศเหล่านี้จะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป

ในโพสต์บน Truth Social เมื่อวันเสาร์ ทรัมป์ระบุว่า จะจัดเก็บภาษี “จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงสำหรับการซื้อขาย กรีนแลนด์ อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ” ซึ่งกรีนแลนด์เป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองที่เป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์ก

คำขู่ต่อกรีนแลนด์ครั้งนี้ได้สร้างความมืดมนปกคลุมองค์การนาโต (NATO) และทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อ ข้อตกลงการค้า EU-US ที่ทางกลุ่มได้ลงนามร่วมกับทรัมป์เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดย แมนเฟรด เวเบอร์ ผู้นำกลุ่มพรรคประชาชนยุโรป (EPP) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในสภายุโรป ได้ทวีตเมื่อวันเสาร์ว่า การอนุมัติข้อตกลงนั้น “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะนี้”ซึ่งเป็นข้อสรุปที่สมาชิกรัฐสภายุโรปจากกลุ่มสังคมนิยมและกลุ่มกรีนได้เห็นพ้องไปก่อนหน้าแล้ว

ดูเหมือนว่ารัฐสภายุโรปเตรียมที่จะ ระงับการดำเนินงานเกี่ยวกับข้อตกลงการค้า EU-U.S. โดยเดิมทีสภามีกำหนดจะลงมติเพื่อยกเลิกภาษีนำเข้าของสหภาพยุโรปในหลายรายการระหว่างวันที่ 26-27 มกราคมนี้ ซึ่งการให้สัตยาบันในข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ภาษีของสหภาพยุโรปต่อสินค้าสหรัฐฯ บางรายการลดลงเหลือ 0% ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

มาครงกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ยุโรปจะ “ไม่เปลี่ยนแนวทาง” ในการคัดค้านการที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ โดยประกาศว่า: “ไม่มีการข่มขู่หรือคำขู่ใดที่จะมีอิทธิพลต่อเราได้ ไม่ว่าจะเป็นในยูเครน ในกรีนแลนด์ หรือที่ใดก็ตามในโลก เมื่อเราต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้”

ในแถลงการณ์ร่วม นางอัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน และ อันโตนิโอ กอสตา ผู้นำสหภาพยุโรป กล่าวว่ามาตรการภาษีจะ “ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ดิ่งลงเหวอย่างอันตราย” ทั้งสองซึ่งกำลังอยู่ที่ประเทศปารากวัยเพื่อลงนามข้อตกลงทางการค้ากับกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ 4 ประเทศ (Mercosur) เป็นที่เข้าใจกันว่าพวกเขาถูกคำขู่ล่าสุดของทรัมป์โจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว

ลาร์ส คลิงเบล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเยอรมนี กล่าวว่า เยอรมนีพร้อมที่จะยื่นมือเข้าหาความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อค้นหาทางออกร่วมกันเสมอ แต่ “เราจะไม่ยอมถูกข่มขู่กรรโชก และจะต้องมีการตอบโต้จากยุโรปอย่างแน่นอน”

โฆษกของกองทัพเยอรมนี (Bundeswehr) กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ภารกิจลาดตระเวนในกรีนแลนด์ได้เสร็จสิ้นลงตามแผนที่วางไว้ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ Bild ของเยอรมนีรายงานว่ากองกำลังทหารเยอรมันกำลังเดินทางกลับประเทศ

ในขณะที่ ลิซ่า แนนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษ กล่าวว่าการตัดสินใจของทรัมป์ในเรื่องมาตรการภาษีนั้นเป็นสิ่งที่ “ผิดอย่างสิ้นเชิง” แต่ปฏิเสธที่จะระบุว่าสหราชอาณาจักรจะตอบโต้ด้วยมาตรการของตนเองหรือไม่

เปโดร ซานเชส ผู้นำสเปน กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ บุกยึดกรีนแลนด์จะทำให้ วลาดิเมียร์ ปูติน กลายเป็น “คนที่ มีความสุขที่สุดในโลก” เพราะจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับความพยายามของประธานาธิบดีรัสเซียในการรุกรานยูเครน และถือเป็น “สัญญาณมรณะสำหรับนาโต (NATO)”

บทสัมภาษณ์ของซานเชสที่ให้ไว้กับหนังสือพิมพ์ La Vanguardia ตีพิมพ์เมื่อวันอาทิตย์ แต่ดูเหมือนว่าจะมีการสัมภาษณ์ไว้ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศคำขู่ล่าสุด สะท้อนให้เห็นถึงแรงสนับสนุนอันกว้างขวางของยุโรปที่มีต่อดินแดนของเดนมาร์ก

หลังจากการโจมตีอย่างรุนแรงของทรัมป์ คายา กัลลาส ผู้นำทางการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป ได้ทวีตข้อความว่า “จีนและรัสเซียคงกำลังรื่นเริงกันอย่างเต็มที่ (Field day)” และกล่าวต่อว่า “หากความมั่นคงของกรีนแลนด์กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เราสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ภายในกรอบของ NATO แต่มาตรการภาษีนั้นเสี่ยงที่จะทำให้ทั้งยุโรปและสหรัฐฯ ยากจนลง และเป็นการกัดเซาะความมั่งคั่งที่มีร่วมกันของเรา”

ความพยายามของสหภาพยุโรปในการใช้แนวทางเจรจา มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นประเด็นหลักของการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส โดยทรัมป์มีกำหนดการที่จะกล่าวปาฐกถาพิเศษในวันพุธนี้ ซึ่งถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของเขาในงานนี้ในรอบ 6 ปี

“ทุกทางเลือกยังคงมีอยู่ เราจะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ที่เมืองดาวอส และหลังจากนั้นบรรดาผู้นำจะมารวมตัวกัน” นักการทูตสหภาพยุโรปรายหนึ่งกล่าวสรุปแผนการของสหภาพยุโรป

เรียบเรียงจาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...