EU พร้อมเตรียมมาตรการตอบโต้ กรณีทรัมป์ใช้ภาษีเป็น ‘เครื่องมือข่มขู่’ ซื้อกรีนแลนด์
สหภาพยุโรปกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าจากสหรัฐฯ และอาจถึงขั้นใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุดต่อสหรัฐฯ ในขณะที่บรรดาผู้นำยุโรปต่างดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหม่จาก 8 ประเทศที่คัดค้านความพยายามของเขาในการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งรัฐมนตรีรายหนึ่งระบุว่าการกระทำนี้คือ “การขู่กรรโชก“
เมื่อวันเสาร์(17 มกราคม 2569) ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะเริ่มใช้ “มาตรการภาษี” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป กับสมาชิกสหภาพยุโรป อันได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ รวมถึงสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ จนกว่าสหรัฐฯ จะได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์
“คำขู่เรื่องภาษีเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก (Transatlantic) และเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ดิ่งลงเหวอย่างเป็นอันตราย” ผู้นำจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ระบุในแถลงการณ์ร่วม “เรามุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของเราไว้”
เหล่านักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรปได้ร่วมประชุมหารือวิกฤตเมื่อวันอาทิตย์ (18 มกราคม 2569) และได้หารือเกี่ยวกับการนำแผนจัดเก็บภาษีต่อสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 9.3 หมื่นล้านยูโรกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งแผนดังกล่าวก่อนหน้านี้ได้ถูกระงับไปหลังจากที่มีการทำข้อตกลงทางการค้าร่วมกับทรัมป์เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เรียกร้องให้บรรดาผู้นำร่วมกันใช้ “เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ” (Anti-Coercion Instrument) อันทรงพลังของสหภาพยุโรป หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “บิ๊กบาซููก้า” (Big Bazooka) หากทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่เรื่องภาษี ตามรายงานของสื่อฝรั่งเศสที่อ้างข้อมูลจากทีมงานของเขา
ภายหลังการหารือสิ้นสุดลง อันโตนิโอ กอสตา ประธานสภายุโรป ได้ประกาศจัดประชุมสุดยอดวาระฉุกเฉินของสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี(22 มกราคม 2569)นี้ โดยเขากล่าวว่า สหภาพยุโรป “พร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการบีบบังคับในทุกรูปแบบ”
ขณะที่ จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวว่ามาตรการภาษีของทรัมป์จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และดาวิด ฟาน วีล รัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ระบุว่าการข่มขู่พันธมิตรของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือ “การขู่กรรโชก” ในขณะที่ปฏิกิริยาตอบโต้จากเหล่าผู้นำยุโรปยังคงหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
กฎหมายต่อต้านการบีบบังคับนี้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยถูกนำมาใช้งานเลย เปิดทางให้สหภาพยุโรปสามารถบังคับใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่พยายามกดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายได้
แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยว่า สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาที่จะ นำชุดมาตรการภาษีตอบโต้ (Counter-tariffs) มูลค่า 9.3 หมื่นล้านยูโรต่อสินค้าสหรัฐฯ กลับมาใช้ใหม่ ซึ่งมาตรการนี้ถูกร่างขึ้นเพื่อตอบโต้คำขู่ทางเศรษฐกิจครั้งก่อนของทรัมป์ แต่ได้ถูกระงับไปหลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมการจัดเก็บภาษีต่อรถยนต์ สินค้าอุตสาหกรรม รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มจากสหรัฐฯ
บรรดาทูตจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ร่วมประชุมวาระฉุกเฉินเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีต่อ 6 ประเทศสมาชิก EU รวมถึงสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์
แต่สหภาพยุโรปยังคงไม่ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้ทรัมป์ “ในขณะนี้ ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องการใช้เครื่องมือ ACI [เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ] หรือเครื่องมือทางการค้าอื่นใดต่อสหรัฐฯ” นักการทูตสหภาพยุโรปรายหนึ่งกล่าว โดยมาตรการภาษีตอบโต้ร่วม 9.3 หมื่นล้านยูโรนั้นยังคงถูกระงับไว้จนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ และแหล่งข่าวหลายรายเน้นย้ำถึงความปรารถนาที่จะใช้วิธีเจรจากับสหรัฐฯ
นักการทูตสหภาพยุโรปรายที่สองกล่าวว่า สถานการณ์นี้ถูกมองว่าร้ายแรงมาก “มีความเข้าใจที่ชัดเจนในวงกว้างว่า ยุโรปและสหภาพยุโรปไม่สามารถเริ่มละทิ้งหลักการสำคัญในระเบียบสากลได้ เช่น เรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน” ในแถลงการณ์ร่วม ประเทศเหล่านั้นระบุว่า การซ้อมรบทางทหาร “Arctic Endurance” ที่นำโดยเดนมาร์กนั้น เป็นความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในฐานะ “ผลประโยชน์ร่วมกันของสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก” และ “ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อผู้ใด”
ทรัมป์ได้กล่าวหาประเทศเหล่านั้นซึ่งต่างก็ได้ส่งกองกำลังทหารไปยังกรีนแลนด์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ากำลังเล่น “เกมที่อันตรายมาก” และกล่าวว่าประเทศเหล่านี้จะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป
ในโพสต์บน Truth Social เมื่อวันเสาร์ ทรัมป์ระบุว่า จะจัดเก็บภาษี “จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงสำหรับการซื้อขาย กรีนแลนด์ อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ” ซึ่งกรีนแลนด์เป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองที่เป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์ก
คำขู่ต่อกรีนแลนด์ครั้งนี้ได้สร้างความมืดมนปกคลุมองค์การนาโต (NATO) และทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อ ข้อตกลงการค้า EU-US ที่ทางกลุ่มได้ลงนามร่วมกับทรัมป์เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดย แมนเฟรด เวเบอร์ ผู้นำกลุ่มพรรคประชาชนยุโรป (EPP) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในสภายุโรป ได้ทวีตเมื่อวันเสาร์ว่า การอนุมัติข้อตกลงนั้น “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะนี้”ซึ่งเป็นข้อสรุปที่สมาชิกรัฐสภายุโรปจากกลุ่มสังคมนิยมและกลุ่มกรีนได้เห็นพ้องไปก่อนหน้าแล้ว
ดูเหมือนว่ารัฐสภายุโรปเตรียมที่จะ ระงับการดำเนินงานเกี่ยวกับข้อตกลงการค้า EU-U.S. โดยเดิมทีสภามีกำหนดจะลงมติเพื่อยกเลิกภาษีนำเข้าของสหภาพยุโรปในหลายรายการระหว่างวันที่ 26-27 มกราคมนี้ ซึ่งการให้สัตยาบันในข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ภาษีของสหภาพยุโรปต่อสินค้าสหรัฐฯ บางรายการลดลงเหลือ 0% ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้
มาครงกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ยุโรปจะ “ไม่เปลี่ยนแนวทาง” ในการคัดค้านการที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ โดยประกาศว่า: “ไม่มีการข่มขู่หรือคำขู่ใดที่จะมีอิทธิพลต่อเราได้ ไม่ว่าจะเป็นในยูเครน ในกรีนแลนด์ หรือที่ใดก็ตามในโลก เมื่อเราต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้”
ในแถลงการณ์ร่วม นางอัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน และ อันโตนิโอ กอสตา ผู้นำสหภาพยุโรป กล่าวว่ามาตรการภาษีจะ “ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ดิ่งลงเหวอย่างอันตราย” ทั้งสองซึ่งกำลังอยู่ที่ประเทศปารากวัยเพื่อลงนามข้อตกลงทางการค้ากับกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ 4 ประเทศ (Mercosur) เป็นที่เข้าใจกันว่าพวกเขาถูกคำขู่ล่าสุดของทรัมป์โจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว
ลาร์ส คลิงเบล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเยอรมนี กล่าวว่า เยอรมนีพร้อมที่จะยื่นมือเข้าหาความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อค้นหาทางออกร่วมกันเสมอ แต่ “เราจะไม่ยอมถูกข่มขู่กรรโชก และจะต้องมีการตอบโต้จากยุโรปอย่างแน่นอน”
โฆษกของกองทัพเยอรมนี (Bundeswehr) กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ภารกิจลาดตระเวนในกรีนแลนด์ได้เสร็จสิ้นลงตามแผนที่วางไว้ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ Bild ของเยอรมนีรายงานว่ากองกำลังทหารเยอรมันกำลังเดินทางกลับประเทศ
ในขณะที่ ลิซ่า แนนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษ กล่าวว่าการตัดสินใจของทรัมป์ในเรื่องมาตรการภาษีนั้นเป็นสิ่งที่ “ผิดอย่างสิ้นเชิง” แต่ปฏิเสธที่จะระบุว่าสหราชอาณาจักรจะตอบโต้ด้วยมาตรการของตนเองหรือไม่
เปโดร ซานเชส ผู้นำสเปน กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ บุกยึดกรีนแลนด์จะทำให้ วลาดิเมียร์ ปูติน กลายเป็น “คนที่ มีความสุขที่สุดในโลก” เพราะจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับความพยายามของประธานาธิบดีรัสเซียในการรุกรานยูเครน และถือเป็น “สัญญาณมรณะสำหรับนาโต (NATO)”
บทสัมภาษณ์ของซานเชสที่ให้ไว้กับหนังสือพิมพ์ La Vanguardia ตีพิมพ์เมื่อวันอาทิตย์ แต่ดูเหมือนว่าจะมีการสัมภาษณ์ไว้ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศคำขู่ล่าสุด สะท้อนให้เห็นถึงแรงสนับสนุนอันกว้างขวางของยุโรปที่มีต่อดินแดนของเดนมาร์ก
หลังจากการโจมตีอย่างรุนแรงของทรัมป์ คายา กัลลาส ผู้นำทางการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป ได้ทวีตข้อความว่า “จีนและรัสเซียคงกำลังรื่นเริงกันอย่างเต็มที่ (Field day)” และกล่าวต่อว่า “หากความมั่นคงของกรีนแลนด์กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เราสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ภายในกรอบของ NATO แต่มาตรการภาษีนั้นเสี่ยงที่จะทำให้ทั้งยุโรปและสหรัฐฯ ยากจนลง และเป็นการกัดเซาะความมั่งคั่งที่มีร่วมกันของเรา”
ความพยายามของสหภาพยุโรปในการใช้แนวทางเจรจา มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นประเด็นหลักของการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส โดยทรัมป์มีกำหนดการที่จะกล่าวปาฐกถาพิเศษในวันพุธนี้ ซึ่งถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของเขาในงานนี้ในรอบ 6 ปี
“ทุกทางเลือกยังคงมีอยู่ เราจะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ที่เมืองดาวอส และหลังจากนั้นบรรดาผู้นำจะมารวมตัวกัน” นักการทูตสหภาพยุโรปรายหนึ่งกล่าวสรุปแผนการของสหภาพยุโรป
เรียบเรียงจาก