โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา 'ขั้วอนุรักษ์-กองทัพ' หนุน 'ภท.' ดัน 'อนุทิน' ควบ 'กลาโหม' หลังเลือกตั้ง เช็กลิสต์บิ๊กทหาร ชิงเก้าอี้สนามไชย 1 ยามศึกเขมร ภาค 3

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ม.ค. เวลา 02.46 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. เวลา 02.46 น.

รายงานพิเศษ

จับตา ‘ขั้วอนุรักษ์-กองทัพ’ หนุน ‘ภท.’

ดัน ‘อนุทิน’ ควบ ‘กลาโหม’ หลังเลือกตั้ง

เช็กลิสต์บิ๊กทหาร ชิงเก้าอี้สนามไชย 1

ยามศึกเขมร ภาค 3

ผลพวงจาก ชัยชนะในการสู้รบกับกัมพูชา ไม่เพียงส่งผลให้คะแนนนิยมที่ประชาชนมีต่อกองทัพพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ส่งผลดีต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยด้วย ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่สนับสนุนกองทัพในทุกด้านในการสู้รบกับกัมพูชา

อีกทั้งพรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคในขั้วอนุรักษนิยม พรรคใหญ่พรรคเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากที่ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ได้ถอยห่างออกจากการเมือง และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จนหลายคนหลายกลุ่มแยกตัวไปอยู่พรรคอื่น

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นพรรคทหาร พรรคของ คสช. คณะรัฐประหาร ก็ถึงการปรับเปลี่ยนโดยที่บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ 3 ป.บูรพาพยัคฆ์ ลาออกจากหัวหน้าพรรค และถอยไปอยู่เบื้องหลัง โดยที่กระแสพรรคก็ถดถอยลง

จึงทำให้พรรคภูมิใจไทยที่ประกาศตัวเป็นพรรคสีน้ำเงินเข้มล้วนๆ ประกอบกับภาพลักษณ์ของนายอนุทินที่มีความจงรักภักดีและมีความใกล้ชิดคุ้นเคยกับกองทัพ

ถูกจับตามองว่าจะเป็นพรรคที่ขั้วอนุรักษนิยมและกองทัพสนับสนุนให้กลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง

ท่ามกลางกระแสข่าวที่มีการจับตามองถึงท่าทีและทิศทางของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยที่มีต่อกองทัพ หลังการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 จนมีรายชื่อแคนดิเดต รมว.กลาโหม (สนามไชย 1) ออกมาหลายคนนั้น

แต่มีกระแสข่าวที่สะพัดในหมู่อดีตบิ๊กทหารในสายขั้วอนุรักษนิยมว่า นายอนุทินอาจจะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมเอง เนื่องจากในห้วงหลายเดือนที่เป็นนายกรัฐมนตรีสามารถพูดคุยทำงานประสานสั่งการกับกองทัพและมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ และโทร.สายตรงคุยกันตลอด

นายอนุทินถึงจะถูกโจมตีว่าเปิดทางให้ทหารเป็นผู้นำในการแก้ปัญหากับกัมพูชา กระทบต่อภาวะผู้นำรัฐบาลก็ตาม แต่กองทัพพึงใจกับการมีนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจกองทัพ และคุยกันได้

ด้วยรู้กันดีว่าเหตุผลสำคัญที่นายอนุทินยอมให้การทหารนำการเมือง เพราะคะแนนความนิยมของกองทัพพุ่งขึ้นสูง จากการสู้รบกับกัมพูชา หากใครโจมตีทหารหรือขัดขวางกองทัพก็จะถูกโจมตีทัวร์ลงอย่างหนัก

ในขณะเดียวกัน ผู้นำกองทัพก็มองนายอนุทินว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความจงรักภักดีและใกล้ชิดสถาบันฯ

พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์

ดังนั้น การที่นายอนุทินจะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมพลเรือนมีสูงมาก อีกทั้งเพื่อเป็นการประหยัดโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีที่จะต้องมีการต่อรองกันในพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่พรรคภูมิใจไทยเอง และคาดการณ์ว่านายอนุทินจะยอมสละเก้าอี้ รมว.มหาดไทยให้กับแกนนำพรรคที่เป็นสายตรงของนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีของพรรค หรือหากจำเป็นในเรื่องตัวเลข ส.ส.ในการจัดตั้งรัฐบาล ก็อาจจะยกให้พรรคร่วมรัฐบาล

อีกทั้งการควบ รมว.กลาโหมพลเรือนสำหรับนายอนุทินแล้วก็ถือว่าเป็นเกียรติประวัติ เนื่องจากที่ผ่านมานายอนุทินให้ความสำคัญกับกองทัพ และมีเพื่อน พี่น้องเป็นนายทหารในกองทัพจำนวนมากและคบหากันมายาวนาน

เพราะหากย้อนไปในยุคที่มี รมว.กลาโหมพลเรือน เช่น นายสุทิน คลังแสง ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในขั้นดี แม้จะไม่ค่อยมีบารมีมากนักก็ตาม แต่หากนายอนุทินซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี มาควบ รมว.กลาโหมพลเรือนเอง ก็จะทำให้มีเพาเวอร์ทั้งต่อตนเองและกองทัพ เพราะได้รัฐมนตรีกลาโหมที่เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยในตัว

เพียงแต่นายอนุทินจะต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและจัดทีมงานที่มาช่วยงานกระทรวงกลาโหม แม้นายอนุทินจะไม่ใช่ทหารไม่ได้จบโรงเรียนเตรียมทหาร แต่มีเพื่อน พี่น้องที่สนิทสนมเป็นทหารจำนวนมากที่พร้อมจะมาช่วยงาน

โจทย์สำคัญของคนที่จะมาเป็น รมว.กลาโหมในรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง คือการต้องมาปรับโครงสร้างกองทัพและกำลังรบใหม่อันเป็นบทเรียนจากการรบกับกัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่ากองทัพไทยมีจุดอ่อนจุดแข็งอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องอาวุธยุทธโธปกรณ์ที่ไม่สามารถใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่ตรงกับภารกิจที่ต้องใช้

กล่าวได้ว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ของกองทัพไทยทุกเหล่าทัพ โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาค 2 ในการบริหารชายแดน การวางกำลังและการเสริมศักยภาพของกองทัพ

ขณะที่บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้ออกตัวกับสื่อแล้วว่าจะวางมือทางการเมือง จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ อีกแล้วเมื่อพ้นจากหน้าที่ รมว.กลาโหมในครั้งนี้ ด้วยเพราะตลอดเวลากว่า 10 ปี ตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 พล.อ.ณัฐพลก็ยังไม่เคยได้พักแต่ต้องทำงานสำคัญมาตลอด ในฐานะนายทหารน้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ยุค คสช. จนต้องมาอยู่ทำเนียบรัฐบาล สู้ศึกโควิด-19 และเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ รมช.กลาโหม จนได้มาเป็น รมว.กลาโหมในรัฐบาลของนายอนุทิน ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นเสมือนตัวแทนของ พล.อ.ประยุทธ์

โดยในห้วงการปฏิบัติหน้าที่ในกลาโหมที่ผ่านมา พล.อ.ณัฐพลบอบช้ำไม่น้อยจากการรับหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่จะเสนอให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ที่แม้จะได้พูดคุยกับผู้มีอำนาจในช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่ก็ถูกทัวร์ลงโจมตีอย่างหนัก โดยที่ พล.อ.ณัฐพลก็รับผิดชอบไว้เพียงคนเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน การสู้รบกับกัมพูชาที่ผ่านมา พล.อ.ณัฐพลในฐานะสนามไชย 1 ก็ทำหน้าที่เป็นกองหนุนที่สำคัญของกองทัพในการสู้ศึก จนได้รับชัยชนะ

แต่ด้วยการได้รับมอบหมายให้ต้องเป็นผู้เจรจา และลงนามในข้อตกลงหยุดยิง เมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามมติของที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน 22 ธันวาคม 2568 ที่ให้คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยและกัมพูชาหรือ GBC ประชุมร่วมกัน แต่เมื่อมีการลงนามในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement รวมกับ รมว.กลาโหมกัมพูชาที่จันทบุรี พล.อ.ณัฐพลก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากกระแสโซเชียลที่ต้องการให้ทหารรบต่อ

แม้ว่าทางกองทัพบกยังต้องการเวลาอีกอย่างน้อย 10 วันเพื่อยึดคืนเนิน 745 ที่ช่องบก และยึดพื้นที่ห้วยตามาเรีย หน้าแนวรบเขาพระวิหาร เพื่อต้องการปิดล้อมเขาพระวิหาร แต่ด้วยแรงกดดัน จากมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งการรบกว่า 20 วันในรอบที่ 2 และเป็นห้วงใกล้ปีใหม่ ซึ่งไทยจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จึงทำให้รัฐบาลและสภาความมั่นคงแห่งชาติไฟเขียวให้ พล.อ.ณัฐพลลงนามร่วมกับกัมพูชาในการหยุดยิง

ในห้วงไม่กี่เดือนที่นั่งเป็น รมว.กลาโหมทำให้ พล.อ.ณัฐพลเฮิร์ตไม่น้อยกับการถูกโจมตี ในบทบาทสายพิราบที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เจรจา ประกอบกับภาพความบอบช้ำจากการถูกโจมตีจึงเป็นจังหวะที่ พล.อ.ณัฐพลคิดที่จะวางมือทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ยังมีชื่อของนายทหารเก่าอีกหลายคนที่ถูกจับตามองว่าเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม โดยเฉพาะ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาค 2 ที่นั่งเป็น รมช.กลาโหม ที่ถูกมองว่าเป็นบุรีรัมย์คอนเน็กชั่น เพราะสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายเนวิน

แต่ด้วยเหตุที่ พล.ท.อดุลย์เป็นแค่แม่ทัพภาค 2 มาเท่านั้น ไม่เคยเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ หรือตำแหน่งระดับสูงในระดับพลเอก จึงไม่อาจจะนั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหมได้ เพราะต้องไปคุมผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ล้วนเป็นพลเอกและอัตราจอมพลหรือพลเอกพิเศษกันทั้งสิ้น

แต่โอกาสที่ พล.ท.อดุลย์จะได้นั่งเป็น รมช.กลาโหมต่อ ในรัฐบาลหน้าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็มีสูง

อีกทั้ง พล.ท.อดุลย์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงแม้จะเป็นห้วงของการหยุดยิง หยุดการสู้รบด้วยอาวุธ แต่กองทัพต้องมีการเตรียมพร้อมในการรับมือกัมพูชาในอนาคตเพราะยังคงถือว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศไทยต่อไป

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์

ขณะที่ชื่อของบิ๊กทหารเก่าที่เคยมีชื่อเป็นแคนดิเดต รมว.กลาโหมครั้งที่แล้ว เช่น บิ๊กไก่ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เตรียมทหารรุ่น 22 และอดีตเลขาธิการ สมช. ซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายอนุทิน ก็ยังคงเป็นที่จับตามอง

รวมทั้ง บิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่เคยมีบทบาทในการสู้รบกับกัมพูชารอบแรกในฐานะผู้บัญชาการทางทหาร ที่แสดงบทบาทชัดเจนในห้วงที่ผ่านมา

โดยก่อนที่จะเกษียณราชการเมื่อ 30 กันยายน 2568 ได้เรียกประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร (คบท.) และผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดเก่าและชุดที่กำลังจะขึ้นมาใหม่ หลัง 1 ตุลาคม 2568 และมีมติร่วมว่ากัมพูชาเป็นภัยความมั่นคงของชาติ จะต้องทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย และมีมติให้ปิดด่าน สร้างรั้วชายแดน ใช้มาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎการปะทะในการดูแลชายแดนไทยด้านกัมพูชา ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญที่วางไว้ให้กับกองทัพเมื่อมีผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ขึ้นมาแทน

อีกทั้ง พล.อ.ทรงวิทย์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 24 กับผู้บัญชาการเหล่าทัพในยุคปัจจุบัน ทั้ง บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกลาโหม ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และบิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

โดยหลังเกษียณราชการ พล.อ.ทรงวิทย์ได้ออกบวชที่วัดสระเกศฯ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบรอบแรก ขณะที่ พล.อ.ทรงวิทย์ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทางทหาร รวมทั้งเป็นความตั้งใจมายาวนานของ พล.อ.ทรงวิทย์ที่จะออกบวชด้วย และเดินสายธุดงค์ในต่างประเทศ เช่น เนปาล อินเดีย และในประเทศ ทั้งวัดป่า ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน

พล.อ.ทรงวิทย์ตั้งใจบวชเป็นเวลา 3 เดือน มีกำหนดเบื้องต้นจะลาสิกขาราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางกระแสข่าวว่าในห้วงที่ผ่านมามีบางพรรคการเมืองทาบทามคนใกล้ชิดของ พล.อ.ทรงวิทย์ เพื่อขอให้ไปเป็นแคนดิเดต รมว.กลาโหมของพรรค แต่ถูกปฏิเสธ

เพราะ พล.อ.ทรงวิทย์ไม่ต้องการเข้าสู่การเมือง

พลโทวรยส เหลืองสุวรรณ

ขณะที่สื่อบางสำนักมีการโฟกัสที่บิ๊กวิน พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข อดีตรองผู้บัญชาการทหารเรือ และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่เพิ่งเกษียณราชการ และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ช่วยงานนายอนุทินด้านความมั่นคง ด้วยเพราะเป็นเพื่อนสนิทของนายอนุทินตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก และมาเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 61 (วปอ.61) ด้วยกัน

ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.หรือ รมช.กลาโหม แต่เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลในระยะสั้น พล.ร.อ.สุวินจึงมีชื่อมาเป็นแค่ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีก่อนเท่านั้น

ดังนั้น พล.ร.อ.สุวินก็มีโอกาสที่จะชิงเก้าอี้ด้วยอีกคน แต่ทว่าขาดแรงหนุนในทางการเมือง เนื่องจากเป็นทหารอาชีพที่ไม่เคยรู้จักนักการเมืองคนอื่น นอกจากนายอนุทินที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน

สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากสมรภูมิการสู้รบกับกัมพูชาและชัยชนะของกองทัพไทยเรื่องหนึ่งคือช่วยลดระดับหรือสลายปัญหาความไม่เข้าใจส่วนตัว หรือระหว่างขั้วอำนาจ หรือรุ่นที่เคยมีมาอยู่บ้าง

บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ได้ทำงานใกล้ชิดกับ แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 ในการบัญชาการรบ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพา กองทัพภาค 1 สมรภูมิรบ จ.สระแก้ว ทั้งบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง

แม้ว่าในห้วงที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวลือถึงระยะห่างระหว่าง พล.อ.พนา กับ พล.ท.วรยสอยู่บ้างก็ตาม

นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีความห่วงใยชาติบ้านเมืองและเป็นนายทหารที่เติบโตมาในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านกองกำลังบูรพา ก็คอยติดตามสถานการณ์การสู้รบมาโดยตลอด

โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อครั้งมาร่วมงานวันสถาปนากองทัพภาค 1 ครบรอบ 116 ปี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้มีความใกล้ชิดและพูดคุยกับ พล.ท.วรยสมากขึ้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวกับสื่อสั้นๆ ในวันนั้นว่า ได้ให้กำลังใจทหารตลอด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเป็นที่จับตามองว่าระหว่าง พล.ท.วรยส กับบิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผช.ผบ.ทบ. เป็นคู่แข่งในการชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.คนต่อไปเนื่องจากมีอายุราชการเท่ากัน คือเกษียณตุลาคม 2571

และเป็นที่รู้กันว่า พล.อ.อมฤตเป็นน้องรักสายทหารเสือราชินี ที่เติบโตจาก ร.21 รอ. มากับ พล.อ.ประยุทธ์ จึงทำให้ถูกจัดวางเป็นขั้วอำนาจเดียวกัน และถูกจับตามองว่าเป็นกองหนุนสำคัญของ พล.อ.อมฤต

แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวว่า พล.ท.วรยสอาจจะกลายเป็นแม่ทัพภาค 1 คนแรกที่ต้องนั่งในตำแหน่งนานมากกว่า 1 ปี เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่องทั้งในส่วนของกองทัพภาค 1 และการทำงานในฐานะ ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย

แต่นั่นก็เป็นแค่กระแสข่าวลือ เพราะรู้กันดีว่า ก้าอี้แม่ทัพภาค 1 เป็นเก้าอี้สำคัญ ก่อนที่จะขึ้น 5 เสือกองทัพบก และเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.

ดังนั้น พล.ท.วรยสจึงมีโอกาสที่จะขึ้นชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.ในอนาคต

ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันดีว่าสายสัมพันธ์ความเป็นพี่น้องหรือผู้บังคับบัญชาที่เคยเติบโตด้วยกันมา ก็อาจจะไม่มีผลในการตัดสินใจเลือกผู้ที่จะมาเป็นผู้นำกองทัพ เพราะการเลือก ผบ.ทบ.ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ผบ.ทบ.คนที่กำลังจะเกษียณเท่านั้น

นอกจากนี้ ในระหว่างการสู้รบกับกัมพูชา แม้จะมีกระแสข่าวลือต่างๆ ถึงความขัดแย้งหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในการปฏิบัติการรบของแต่ละพื้นที่ แต่ผลการสู้รบคือชัยชนะร่วมกัน

กองทัพก็เช่นกัน ในยามมีศึกนอกก็ผนึกกำลังกันแน่นในการสู้กับอริราชศัตรู เมื่อเสร็จศึกกลับมาสู่ยามสงบ ศึกในก็ยังคงมีเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยการร่วมรบด้วยกัน ก็ทำให้บรรยากาศในกองทัพและการแย่งชิงตำแหน่งดูคลี่คลายลง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตา ‘ขั้วอนุรักษ์-กองทัพ’ หนุน ‘ภท.’ ดัน ‘อนุทิน’ ควบ ‘กลาโหม’ หลังเลือกตั้ง เช็กลิสต์บิ๊กทหาร ชิงเก้าอี้สนามไชย 1 ยามศึกเขมร ภาค 3

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...