Hatari, Dentiste’, Mizumi ฯลฯ แบรนด์ไทยแท้ๆ เหล่านี้ ทำไมตั้งชื่อภาษาต่างประเทศ ?
พัดลม “Hatari”, ยาสีฟัน “Dentiste’”, ครีมกันแดด “Mizumi” หลายอาจจะไม่รู้ว่าชื่อ
แบรนด์ดังที่พูดมาเป็นแบรนด์ของ “คนไทย” แท้ ๆ ไม่ใช่แบรนด์จากต่างประเทศ
Hatari – ก่อตั้งโดย คุณจุน วนวิทย์ ในปี พ.ศ. 2533
Dentiste’ – ก่อตั้งโดย ดร.แสงสุข พิทยานุกุล ในปี พ.ศ. 2548
Mizumi – ก่อตั้งโดย คุณวริษฐา สืบพันธ์วงศ์ ในปี พ.ศ. 2557
สงสัยไหมว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านกี่ 10 ปี หรือ 20 ปี.. เราก็ยังเห็นแบรนด์คนไทย
ที่ตั้งชื่อโดยใช้ภาษาต่างประเทศให้เห็นกันเรื่อย ๆ ?
เทคนิคนี้มีอะไรดี TODAYBizview จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจพอเป็นไอเดีย
- ชื่อแบรนด์ภาษาต่างประเทศสื่อถึง “คุณภาพ” ในสายตาคนไทย
คนไทยจะมีชุดความเชื่อที่ว่า “สินค้านำเข้า” จากต่างประเทศจะมี “คุณภาพ”
ดีกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น
สาเหตุของเรื่องนี้ถ้าลองวิเคราะห์น่าจะเป็นเพราะในช่วงปี พ.ศ. 2523-2533
บริษัทญี่ปุ่นมาทำตลาดในไทยกันเยอะมาก ๆ
โดยเฉพาะในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเช่น Mitsubishi, Sony หรือ
Panasonic ที่ใช้ดีและมีคุณภาพมาก ๆ จนลูกค้าติดใจ
ก่อนจะเกิดเป็นภาพจำว่าสินค้าที่มาจากญี่ปุ่น = ของมีคุณภาพ
ทำให้แบรนด์ไทยที่อยากจะแข่งกับแบรนด์ญี่ปุ่นในตอนนั้นต้องปรับภาพลักษณ์
ของแบรนด์ให้ดูมีความเป็นญี่ปุ่นเพื่อให้ลูกค้ายอมซื้อ
หนึ่งในนั้นคือ “Hatari” ของคุณ จุน วนวิทย์ ที่ต้องการขายสินค้าอย่างพัดลม
ที่มีคุณภาพดี แต่ไม่แพงเท่าแบรนด์ญี่ปุ่น
เลยต้องใช้เทคนิคปรับชื่อแบรนด์ให้ดูมีความเป็นญี่ปุ่นมาสู้ สุดท้ายลูกค้าก็เปิดใจ
ก่อน Hatari จะกลายเป็นแบรนด์พัดลมเจ้าตลาดของคนไทยในตอนนี้นั่นเอง..
- ชื่อต่างประเทศทำให้แบรนด์ดูพรีเมียม
ถ้าลองสังเกตุรอบ ๆ ตัว.. ตามร้านค้าปลีกเราจะเห็นสินค้าที่นำเข้ามา จากต่างประเทศ มักจะมีการแปะป้ายบอกเราชัด ๆ เลยว่านี่คือ “สินค้านำเข้า”
แถมสินค้านำเข้าเหล่านี้ก็มักจะมีราคาขายสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตในประเทศไทยซะอีก
การที่เรายังเห็นการใช้เทคนิคแบบนี้อยู่.. แปลว่าภาพจำของคนไทยที่มี
ต่อสินค้านำเข้าจะมีความพรีเมียมและหลาย ๆ คนก็ “ยอมจ่าย”
แบรนด์ที่อยากเล่นในตลาดพรีเมียม, แมสพรีเมียม เลยมักจะใช้เทคนิค
วางตัวเองให้เป็นแบรนด์จากต่างประเทศ เพื่อสร้างความพรีเมียมให้แบรนด์นั่นเอง
หนึ่งในแบรนด์ที่ใช้เทคนิคนี้คือ “Mizumi” ที่มีสินค้าตัวแรกคือ
ครีมกันแดดที่เด่นเรื่องความอ่อนโยน คนผิวแพ้ง่ายก็ใช้ได้
และมีการวาง Position ไว้ให้เป็นแบรนด์แบบแมสพรีเมียม
คือไม่ได้ถูกที่สุด แต่ก็ไม่ได้แพงที่สุดในตลาด
ที่สำคัญคือ Mizumi มีการใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นในการผลิตครีมกันแดด
การทำแบรนด์ให้มีความดูญี่ปุ่นเลยจะเหมาะสมที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยสะท้อน
ถึงเทคโนโลยีและคุณภาพฉบับญี่ปุ่นแล้ว ยังช่วยสร้างภาพจำของความเป็นพรีเมียมในมุมมองของลูกค้าได้ด้วย
- แบรนด์ชื่อต่างประเทศในอนาคตสามารถขยายไปตลาดต่างประเทศง่ายกว่า
การตั้งชื่อแบรนด์ให้ดู “สากล” เช่น ภาษาอังกฤษ จะช่วยให้แบรนด์ ออกไปทำตลาดในต่างประเทศได้ง่ายกว่า
เพราะอย่างน้อยพอชื่อแบรนด์เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ ที่คนส่วนใหญ่ในโลกอ่านออก และรู้ความหมาย
อย่างน้อยก็ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจความหมายของชื่อแบรนด์, สโลแกน, ฯลฯ ได้ดีกว่าการใช้ชื่อแบรนด์เป็นภาษาท้องถิ่น
ยกตัวอย่างเคสของ Dentiste’ ที่เป็นแบรนด์ของคนไทยแท้ ๆ แต่พอ
วางให้ภาพลักษณ์ให้เป็นแบรนด์ที่ดูสากล โดยการใช้ชื่อที่เป็นภาษาฝรั่งเศส (Dentiste’ แปลว่า ทันตแพทย์)
แต่ก็สามารถอ่านเข้าใจในภาษาอังกฤษ เพราะคล้ายกับคำว่า “Dentist” ที่มีความหมายเดียวกัน
เลยทำให้แบรนด์สามารถเอาสินค้าไปวางจำหน่ายได้หลายประเทศแบบไม่ต้องเสียเวลาปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่เลย
ตอนนี้เท่าทีมีข้อมูล Dentiste’ วางจำหน่ายไปแล้ว 25 ประเทศทั่วโลก
และประสบความสำเร็จมาก ๆ ในประเทศเกาหลีโดยมี Market Share มากกว่า 10% เลยทีเดียว
สุดท้ายนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่าการตั้งชื่อแบรนด์เป็นภาษาต่างประเทศไม่ใช่เคล็ดลับว่าจะการันตีความสำเร็จได้ขนาดนั้น
เพราะทุกแบรนด์ที่ยกตัวอย่างมาตรงนี้ มี “คุณภาพของสินค้า” ที่ดีไม่แพ้แบรนด์ต่างประเทศจริง ๆ
ทำให้ลูกค้าที่ลองสินค้าของแบรนด์แล้วติดใจกลับมาซื้อซ้ำเรื่อย ๆ จนประสบความสำเร็จนั่นเอง..