โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิทย์จีนพบกลไกใหม่ เพิ่มศักยภาพข้าวโพดทนหนาว-ดูดซึมสารอาหาร

Xinhua

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 20.36 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. เวลา 13.36 น. • XinhuaThai

× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป

(แฟ้มภาพซินหัว : เกษตรกรจัดเตรียมข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวสดใหม่ในเมืองถังซาน มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน วันที่ 11 ต.ค. 2025)

ปักกิ่ง, 27 ก.พ. (ซินหัว) — คณะนักวิทยาศาสตร์จีนเปิดเผยกลไกระดับโมเลกุลใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความทนทานต่อความเย็นและการดูดซึมฟอสเฟตในข้าวโพด ซึ่งอาจเป็นแนวทางแก้ปัญหาสำหรับข้อจำกัดทางเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่เป็นอุปสรรคต่อผลผลิตในสภาพแวดล้อมอากาศหนาวเย็น

ข้าวโพดเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดในเขตร้อน จึงมีความไวต่ออุณหภูมิต่ำอย่างมาก โดยสภาพแวดล้อมหนาวเย็นสามารถขัดขวางการเจริญเติบโตของข้าวโพด และจำกัดการดูดซึมฟอสเฟตจากดิน ส่งผลให้พืชชนิดนี้ต้องเผชิญทั้งสภาวะเครียดจากความเย็นและการขาดแคลนสารอาหาร

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่าทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการหลักแห่งรัฐด้านการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมของพืช สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จีน ค้นพบกลไกระดับโมเลกุลสำคัญที่ช่วยประสานการปรับตัวต่อสภาวะเครียดกับการใช้สารอาหารของข้าวโพด โดยเอ็นแอลเอ (NLA) ซึ่งเป็นเอนไซม์อี3 ยูบิควิตินไลเกส (E3 ubiquitin ligase) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโมเลกุลหลักในการตอบสนองต่อความเย็นและควบคุมการดูดซึมฟอสเฟตของพืช

หยางซูหัว ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฯ อธิบายว่าตามธรรมชาติแล้วกลไกนี้ทำงานเปรียบเสมือน “ไม้กระดานหก” ในขณะที่โปรตีนเอ็นแอลเอช่วยเสริมสร้างความทนทานต่อความเย็นให้พืช ทว่าในเวลาเดียวกันก็ส่งผลยับยั้งความสามารถของระบบรากในการดูดซึมฟอสเฟต

เพื่อทำลายข้อจำกัดระหว่างความทนทานต่อความเย็นและประสิทธิภาพการดูดซึมฟอสเฟตในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิต่ำ ทีมวิจัยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสร้างโปรตีนเอ็นแอลเอในรูปแบบใหม่ โดยใช้การออกแบบโปรตีนที่ได้รับความช่วยเหลือจากปัญญาประดิษฐ์และการตัดต่อยีน แนวทางนี้สามารถปรับฟังก์ชันการทำงานของเอนไซม์อี3 ยูบิควิตินไลเกสแบบเจาะจง ส่งผลให้ได้เชื้อพันธุกรรมข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่ที่ทนทานต่อความเย็นและดูดซึมฟอสเฟตได้ในระดับสูง

ทั้งนี้ บทความคิดเห็นในวารสารเนเจอร์คาดว่าแนวทางนี้จะได้รับการต่อยอดเพื่อควบคุมการใช้สารอาหารสำคัญอื่นๆ ในดินอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ไนโตรเจน และมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพืชสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถทนทานต่อสภาวะเครียดจากสิ่งแวดล้อมผันผวน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...