ไทยเสี่ยงเงินเฟ้อ หากศึกยืดเยื้ออาจถึง1% อั้นไม่อยู่ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พลิกกลับมาติดลบลึกกว่าที่หลายฝ่ายคาด โดยกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า เงินเฟ้ออยู่ที่ -0.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ถือเป็นระดับติดลบมากที่สุดในรอบกว่า 2 ปี สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ลดลงในหลายหมวดสินค้า โดยเฉพาะหมวดพลังงานและอาหารสด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของตะกร้าเงินเฟ้อและมีน้ำหนักสูงต่อค่าครองชีพของประชาชน
การลดลงของเงินเฟ้อครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ ขณะที่มาตรการพยุงค่าครองชีพของภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมราคาพลังงานและสาธารณูปโภคในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าทิศทางเงินเฟ้อในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานโลกปรับเพิ่มขึ้น และส่งผ่านมายังต้นทุนภายในประเทศ
พลังงานและอาหารสดกดเงินเฟ้อไทยติดลบ
ปัจจัยสำคัญที่ฉุดเงินเฟ้อไทยให้ติดลบในเดือนกุมภาพันธ์มาจากหมวดพลังงาน โดย ดัชนีราคาพลังงานปรับลดลง -8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และมีส่วนทำให้เงินเฟ้อลดลงประมาณ -1.0% (Contribution to inflation) สะท้อนบทบาทสำคัญของราคาพลังงานต่อทิศทางเงินเฟ้อโดยรวมของประเทศ
การลดลงของราคาพลังงานมีสาเหตุหลักจาก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของรัฐบาลที่เข้ามาดูแลราคาพลังงานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาพลังงานหลายรายการปรับลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลราคาภายในประเทศในเดือนกุมภาพันธ์สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ลดลง 9.1% จากปีก่อน ขณะที่ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ลดลง 6.5% จากปีก่อน ซึ่งทั้งสองรายการเป็นต้นทุนสำคัญของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาพลังงานในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอน เนื่องจาก สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มผลักดันราคาพลังงานโลกให้ปรับเพิ่มขึ้น โดยระดับผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อและความรุนแรงของสถานการณ์
นอกจากพลังงานแล้ว หมวด อาหารสด ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์ โดย ดัชนีราคาอาหารสดปรับลดลง -1.2% YoY และมีส่วนทำให้เงินเฟ้อลดลงประมาณ -0.2% (Contribution to inflation)
การลดลงของราคาอาหารสดเกิดขึ้นเด่นชัดในหมวด ผักและผลไม้ ซึ่งดัชนีราคาปรับลดลง -2.4% YoY สะท้อนภาวะอุปทานสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของราคาอาหารสดอาจเปลี่ยนแปลงในช่วงต่อจากนี้โดยตั้งแต่ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เป็นต้นไป มีความเสี่ยงที่ราคาสินค้าเกษตรจะปรับเพิ่มขึ้น จากความเป็นไปได้ที่สภาพอากาศจะเข้าสู่ ภาวะเอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมื่อปริมาณน้ำลดลง ผลผลิตทางการเกษตรก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย และอาจผลักดันให้ราคาอาหารสดปรับตัวสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มกดดันราคาปุ๋ยในตลาดโลกให้ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคเกษตรกรรม หากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น ก็จะกระทบต่อต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเกษตรในประเทศในระยะต่อไป
ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเงินเฟ้อปี 2569
แม้เงินเฟ้อไทยในปัจจุบันจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 0.4% อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นได้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงหรือยืดเยื้อ โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและระดับความรุนแรงของสถานการณ์ รวมถึงบทบาทของมาตรการภาครัฐในการดูแลราคาสินค้าในประเทศ
ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งสามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพียงชั่วคราว ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงที่เหลือของปี ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทยคาดว่าจะมีจำกัด เนื่องจากภาครัฐยังสามารถใช้เครื่องมือด้านนโยบายราคาเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ
เครื่องมือสำคัญที่ภาครัฐใช้ ได้แก่ กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งช่วยบริหารจัดการราคาน้ำมันภายในประเทศให้มีเสถียรภาพ รวมถึงการให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติล่วงหน้า เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า ส่งผลให้ราคาพลังงานในประเทศมีแนวโน้มทรงตัว แม้ราคาพลังงานโลกจะมีความผันผวน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้ง ยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน และทำให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากกรณีฐานเดิมที่ประมาณ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นได้ราว 1.0%
สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างพลังงานของไทยที่ พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ซึ่งมากกว่า 60% นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือพลังงานที่สำคัญของโลก
เมื่อราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้น ต้นทุนพลังงานภายในประเทศจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม ไม่ว่าจะเป็น ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ก่อนที่จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ เช่น อาหารสำเร็จรูป ค่าโดยสาร และค่าขนส่งสินค้า
ขณะเดียวกัน ความสามารถของรัฐบาลในการพยุงราคาสินค้าในประเทศอาจมีขีดจำกัดมากขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) ที่ลดลง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 รัฐบาลได้ประกาศ ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 15 วัน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเพิ่งกลับมามีสถานะเป็นบวกหลังจากเผชิญภาระการอุดหนุนราคาพลังงานในช่วงก่อนหน้า
ขณะที่ ค่าไฟฟ้ายังคงอยู่ที่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยจนถึงเดือนเมษายน 2569 อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ มีความเป็นไปได้ที่ค่าไฟฟ้าในประเทศจะต้องปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจาก กฟผ. ยังคงมีภาระหนี้จากการพยุงค่าไฟในช่วงวิกฤตพลังงานปี 2565
นอกจากนี้ ความสามารถของรัฐบาลในการออกมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะสำหรับ กลุ่มเปราะบาง อาจมีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจาก งบประมาณปี 2569 ที่เหลืออยู่มีจำกัด ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงว่า การประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อาจล่าช้ากว่ากำหนดเดิมในเดือนตุลาคมประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในระยะต่อไป