นางสาว นาย หรือ…? เมื่อสังคมถก ‘คำนำหน้าชื่อ’ คนข้ามเพศ ทำยังไงไม่ให้เผลอทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เริ่มกันแบบนี้เลยดีกว่า คำว่า ‘เพศ’ ที่ถูกกำหนดด้วยการประกาศของหมอในวันที่เราลืมตาดูโลก กับ ‘เพศ’ ที่เป็นอัตลักษณ์ตัวตนของมนุษย์ ไม่เหมือนกัน
เพศกำเนิด (Biological Sex) เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด และด้วยความที่วิทยาศาสตร์จำแนกเพศกำเนิดตามโครโมโซม/อวัยวะเพศจึงทำให้ความเชื่อว่าโลกนี้มีเพียงสองเพศ—เพศชายและเพศหญิง—ดำรงอยู่มาช้านาน แต่การรับรู้ตัวตนทางเพศ หรือ อัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และมันไม่ได้ตรงตามเพศกำเนิดไปเสียทุกครั้ง
การมีคำนิยามทางเพศเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นเพศกำเนิดหรือสำนึกทางเพศ คงเป็นเรื่องง่าย หากคุณเกิดเป็นชาย ที่มีอัตลักษณ์ภายในเป็นชายทั้งแท่ง เช่นเดียวกับผู้หญิง ที่อัตลักษณ์เป็นหญิงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับคนข้ามเพศ เขาเหล่านี้คือผู้ที่เกิดมาพร้อมอวัยวะเพศที่ต่างจากสำนึกทางเพศของตนเอง เช่น ผู้ชายข้ามเพศ เกิดมามีอวัยวะเพศเป็นหญิง แต่มีสำนึกทางเพศเป็นชาย หลายคนอาจมองว่าสำนึกทางเพศที่แย้งกับเพศกำเนิดเป็นเรื่องใหม่ แต่จริงๆ แล้ว นี่เป็นสิ่งที่มีมานานตั้งแต่อดีตกาล
บางวัฒนธรรมพวกเขาเคยได้รับการเชิดชู ยอมรับ และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ แต่ในบางวัฒนธรรม คนเหล่านี้อาจหลบซ่อนอยู่ตามชายขอบของสังคม เพราะความเชื่อกระแสหลักที่มองว่า โลกนี้มีเพียงสองเพศนั้น คุกคามตัวตนของพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยเสียงติเตียน คำดูถูก หรือการเหยียดหยามที่เกิดจากความไม่เข้าใจสภาวะที่พวกเขาเผชิญก็ตาม
ยุคสมัยที่เพศกำเนิดถูกระบุในเอกสารราชการ
ความซับซ้อนยิ่งทวีคูณ เมื่อโลกเข้าสู่ยุคเอกสารราชการ ที่มีการจัดทำข้อมูลเพื่อแบ่งประเภทประชากร การกำหนดเพศในเอกสารราชการจึงถือกำเนิดขึ้น จุดนี้เองที่ทำให้คนที่มีเพศกำเนิดกับสำนึกทางเพศต่างกันยิ่งใช้ชีวิตลำบาก เพราะการกำหนดเพศในเอกสารราชการตามเพศกำเนิด ลบเลือนตัวตนของพวกเขาเหล่านั้นไป
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงออกกฎหมายรับรองที่เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์เหล่านั้น พร้อมสนับสนุนให้สิทธิของผู้คนทุกกลุ่มเท่าเทียมกันได้ นั่นคือกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ ซึ่งปัจจุบันมีอย่างน้อย 20 ประเทศทั่วโลก ที่อนุญาตให้คนคนหนึ่งกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงเพศของตนในเอกสารราชการให้ตรงกับตามอัตลักษณ์ทางเพศได้
โดยหลักการของกฎหมายนี้มองว่า บุคคลควรมีสิทธิเลือกใช้คำนิยามเพศทางกฎหมายที่ตรงกับเพศสภาพหรือสำนึกทางเพศของตนเอง อาร์เจนติน่า เป็นประเทศแรกที่นำร่องใช้กฎหมายนี้ตั้งแต่ปี 2012 และมักถูกยกเป็นกรณีตัวอย่างให้หลายประเทศทั่วโลก โดยนับตั้งแต่ที่กฎหมายนี้ประกาศใช้ มีประชาชนเข้าเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อไปแล้วมากกว่า 12,000 คน
นโยบายนี้ของอาร์เจนติน่าทำให้เกิดข้อถกเถียงทั่วโลก พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในประเทศอื่นๆ ตามมา เช่น เดนมาร์ก เยอรมนี นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก มอลตา สเปน โปรตุเกส นิวซีแลนด์ บราซิล โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และอุรุกวัย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายๆ ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมิตรต่อ LGBTQ+ กำลังถกเถียงกัน ไม่ใช่คำถามว่า ควรหรือไม่ควรให้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ แต่เป็นคำถามว่า ควรใช้เกณฑ์อะไรในการเข้าเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ เช่น ต้องอาศัยการตรวจร่างกายประกอบหรือไม่ ต้องมีการเช็คประวัติอาชญากรรมหรือเปล่า
ข้อถกเถียงในไทย ทำยังไงให้ทุกคนเท่าเทียม?
ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย การเดินทางของเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น ข้อถกเถียงในสังคมไทย ตั้งคำถามกันว่า ควรหรือไม่ ที่จะให้ทรานส์เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตามเพศสภาพได้
ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นผู้คนมากมายออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ อย่าง ปอย- ตรีชฎา เพชรรัตน์ นักแสดงและนางแบบชื่อดัง ก็กล่าวไว้ว่า เธอพบเจอปัญหาจากการไปสนามบินบางประเทศแล้วถูกตั้งคำถามจากหน่วยตรวจคนเข้าเมือง เพราะรูปร่างหน้าตาที่ขัดแย้งกับคำนำหน้า หรือแม้แต่การเข้าฟิตเนสบางแห่ง ก็ถูกบังคับให้ต้องใช้ห้องน้ำชาย
เช่นเดียวกับ โยชิ รินรดา ธุระพันธ์ นักแสดงชื่อดัง ที่ออกมาแสดงจุดยืนชัดว่า สนับสนุนกฎหมายให้แก้คำนำหน้าชื่อได้ โดยระบุว่า “สำหรับตัวโย ไม่ได้อยากแก้ หรือลบประวัติว่าฉันคือผู้หญิงจริงๆ แต่เกิด โยแค่อยากใช้คำนำหน้าตรงกับเพศสภาพในปัจจุบัน และก็เข้าใจในมุมมองของผู้หญิงและผู้ชาย”
พร้อมกันนั้น โยชิยังเสนอทางออกสำหรับกรณีที่คนกังวลว่าอาจมีผู้ตั้งใจใช้โอกาสนี้แปลงประวัติเพื่อหลบหนีคดี โดยเสนอให้ใช้การตรวจสอบทางการแพทย์ และตรวจประวัติอาชญากรรมมาร่วมกับการเปลี่ยนคำนำหน้าด้วย ซึ่งจุดนี้ ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านสิทธิทางเพศ ยังมีข้อถกเถียงว่าเป็นกระบวนการที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของทรานส์เสียด้วยซ้ำ
ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะรู้สึกปวดหัวกับข้อถกเถียงเหล่านี้ และเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน ที่สังคมจะมีการตบตีทางความคิดเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ในเรื่องของการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อนี้ ก็ใช่ว่าจะมีประเทศไทยประเทศเดียว ที่เจอกับการถกเถียงในสังคมอย่างหนัก หลายๆ ประเทศเองก็มีข้อโต้แย้งคัดค้านกฎหมายเช่นกัน
หนึ่งในเหตุผลที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการคัดค้านกฎหมายดังกล่าว คือความกังวลต่อความปลอดภัยของเพศหญิง กรณีที่อาจมีผู้ชายปลอมแปลงเป็นผู้หญิงข้ามเพศ เข้าไปในพื้นที่สงวนให้เพศหญิง เช่น ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว เป็นต้น โดยสถิติของประเทศรุ่นพี่อย่างอาร์เจนติน่า จะพบว่า ตลอดทศวรรษที่กฎหมายดังกล่าวถูกบังคับใช้นั้น พบคดีความรุนแรงจากเหตุแห่งเพศที่กระทำโดยคนข้ามเพศเพียง 1 คดีเท่านั้น
ตรงกันข้าม ในหลายประเทศที่ไม่อนุญาตให้มีกฎหมายดังกล่าว กลับพบกรณีความรุนแรงทางเพศที่คนข้ามเพศตกเป็นผู้ถูกกระทำอยู่บ่อยครั้ง อย่างกรณีของ แอชลีย์ ไดอามอน (Ashley Diamond) หญิงข้ามเพศที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำชายรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่นาน 3 ปี โดยตลอดเวลาที่เธอถูกคุมขัง ไดอามอนถูกคุกคามทางเพศจากนักโทษชายคนอื่นๆ หลายครั้ง จนนำมาสู่การฟ้องร้องคดีว่า ราชทัณฑ์รัฐจอร์เจียไม่ปกป้องสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศ ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา
ทั้งยังมีรายงานด้วยว่าในปี 2025 ผู้ถูกคุมขังที่เป็นคนข้ามเพศในเรือนจำของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จำนวน 39.9% และในเรือนจำท้องถิ่นอีก 26.8% ถูกล่วงละเมิดทางเพศในตลอด 12 เดือนของปีที่ผ่านมา
อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้คนหยิบยกขึ้นมา คือข้อกังวลว่าอาจจะมีการหลอกลวงในความสัมพันธ์สูงขึ้น เช่น หลอกหลวงผู้ชายว่าเป็น ‘หญิงแท้’ และหากไร้คำนำหน้าชื่อ ก็จะไม่สามารถขอดู ‘หลักฐานความเป็นคนตรงเพศ’ ได้ ข้อกังวลนี้มักถูกแย้งด้วยคำถามกลับกันว่า แล้วเหตุใด กรณีที่ผู้ชายหลอกลวงว่ายังไม่มีคู่ ทั้งที่สมรสแล้ว ถึงไม่มีใครเอาเรื่องนำหน้ามาอ้างถึงบ้าง เพราะในขณะที่ผู้หญิงถูกเปลี่ยนจากนางสาวเป็นนาง ผู้ชายกลับไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้มีการถกเถียงกันแค่ในไทยที่เดียวเท่านั้น แต่เป็นประเด็นสากลที่คล้ายคลึงกันทั้งโลก และต่างฝ่ายต่างก็ใช้ข้อโต้แย้งคล้ายกับที่เราเห็นในประเทศไทย
มากไปกว่านั้น บ้างกังวลว่า การให้สิทธิเรื่องนี้กับคนข้ามเพศอาจเป็นการลิดรอนสิทธิบางอย่างของคนตรงเพศ ประเด็นนี้ ความกังวลนี้ถูกถกเถียงตีความไปหลากหลาย บ้างมองว่า คนข้ามเพศจะทำให้คนตรงเพศยิ่งต้องหาหลักฐานมาค้ำตัวเองอย่างหนัก เพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นคนที่มีสำนึกทางเพศตรงกับเพศกำเนิด
ขณะที่อีกส่วนก็ตั้งคำถามว่า แล้วทำไมเราถึงจำเป็นต้องพิสูจน์กำเนิดของตนเองให้คนอื่นด้วย
และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ คือด้านการแพทย์ ที่เกิดข้อห่วงใยว่าอาจสร้างความสับสนได้ เช่น หากเกิดกรณีฉุกเฉิน ผู้ป่วยหมดสติ การมีคำนำหน้าที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด อาจทำให้เกิดความสับสนและล่าช้าต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยหรือไม่
ในประเด็นนี้ก็มีแพทย์หลายคนออกมาแสดงความคิดเห็น ส่วนมากมองว่า ในรักษาภาวะวิกฤต การรักษาจะเน้นให้ผู้ป่วยพ้นจากภาวะฉุกเฉินก่อน โดยที่คำนำหน้าไม่ได้มีผลอะไรกับการรักษานั้น
การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม ไม่มีวันจบ
นอกจากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ยังมีข้อถกเถียงอีกมากมายในเรื่องของการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ ซึ่งเป็นสัญญาณปกติของสังคมที่มีการพัฒนา การถกเถียงพูดคุยนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะหากประเด็นนี้จบไป ก็จะมีประเด็นใหม่มาเรื่อยๆ ให้สังคมได้ขบคิดและตั้งคำถาม ซึ่งจุดนี้อาจทำให้หลายคนมองว่า การเรียกร้องของคนกลุ่มชายขอบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม มักเกิดขึ้นเรื่อยๆ
การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเท่าเทียมสำหรับคนทุกกลุ่ม เป็นเรื่องที่เกิดจากการตั้งคำถาม และถกเถียงกันในสังคม เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุด ก่อนนำไปสู่การขับเคลื่อนที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ว่ากันแล้ว ยังไม่มีประเทศไหนในโลกที่ถูกสถาปนาว่าให้สิทธิแก่คนทุกกลุ่มอย่างสมบูรณ์พร้อม แม้กฎหมายจะถูกแก้ไขแล้ว โดยมีตัวอย่างให้เห็นในทางปฏิบัติ อย่าง อาร์เจนติน่า แม้จะเป็นประเทศแรกที่รับรองการเปลี่ยนคำนำหน้า แต่สังคมโดยมากก็ยังกีดกันการรับคนข้ามเพศเข้าทำงาน
ตามรายงานปี 2017 พบว่า มีเพียง 9% ของคนข้ามเพศในอาร์เจนติน่าเท่านั้น ที่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง ทรานส์จำนวนมากไม่สามารถเข้าการศึกษาได้ และอีก 70% ประกอบอาชีพผู้ขายบริการทางเพศ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่อาร์เจนติน่าต้องหาทางแก้ไขต่อไป หรือหากย้อนไปก่อนหน้านี้ ก็มีสิทธิทางเพศจำนวนมากที่ต้องผ่านสมรภูมิการถกเถียงหลายสิบปี กว่าที่สิทธิเปล่านั้นจะถูกผันเป็นกฎหมายที่จับต้องได้ เช่น สมรสเท่าเทียม สิทธิลาคลอด หรือในบางประเทศ สิทธิในการให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้เช่นกัน
ดังนั้น การสร้างสังคมที่ให้ผู้คนได้ถกเถียง แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเคารพซึ่งกันและกัน จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และต่อสู้เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความเท่าเทียม จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งในทางวัฒนธรรมและกฎหมาย เพราะความเปลี่ยนแปลงไม่อาจหยุดยั้งได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะมาถึงช้าหรือเร็ว เท่านั้น
อ้างอิง