"ทรัมป์" ชี้กองทัพสหรัฐ-อิสราเอล โจมตี "อิหร่าน" คืบหน้าเกินแผน
"ทรัมป์" ชี้กองทัพสหรัฐ-อิสราเอล โจมตี "อิหร่าน" คืบหน้าเกินแผน
วันที่ 6 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า ทางการอิหร่านได้ติดต่อเข้ามาด้วยความหวังว่าจะทำข้อตกลงยุติสงคราม แต่ตัวเขายืนยันว่ามันสายไปแล้ว และว่าสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าทำลายอิหร่านอย่างสิ้นซาก
“พวกเขากำลังโทรมา พวกเขาถามว่า ‘เราจะทำข้อตกลงกันได้อย่างไร?’” ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาว “ผมตอบไปว่า ‘คุณมาสายไปหน่อยนะ และตอนนี้เราอยากสู้มากกว่าที่พวกคุณอยากสู้เสียอีก’”
อนึ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.) สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หน่วยข่าวกรองของอิหร่านได้ส่งสัญญาณมายังสหรัฐฯ ว่าอาจพร้อมที่จะเปิดการเจรจาเกี่ยวกับแนวทางการยุติสงคราม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าในขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น และ “ทางออก” ที่เป็นไปได้นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ทรัมป์กำลังเฉลิมฉลองความคืบหน้าของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า “กองทัพสหรัฐฯ พร้อมด้วยพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมอย่างอิสราเอล ยังคงเดินหน้าทำลายล้างศัตรูอย่างสิ้นซาก ซึ่งรุดหน้าเกินกว่ากำหนดการ และอยู่ในระดับที่ผู้คนไม่เคยพบเห็นมาก่อน”
ผู้นำสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว ABC ในเวลาต่อมาว่า อิหร่านนั้นย่อยยับจนต้องใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าที่พวกเขาจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ใหม่
นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังกระตุ้นให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลก ดำเนินการขอลี้ภัย “เราขอเรียกร้องให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลกยื่นความจำนงขอลี้ภัย และมาช่วยเราสร้างสรรค์อิหร่านยุคใหม่ที่ดียิ่งขึ้นและมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่” ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์หนึ่ง
สงครามยังเดือด! กองทัพสหรัฐเผยโจมตีเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านจนไฟลุกกลางทะเล ท่ามกลางความตึงเครียดตะวันออกกลางที่รุนแรง
วันที่ 6 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐ หรือ United States Central Command (CENTCOM) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองกำลังสหรัฐได้ดำเนินการโจมตี เรือบรรทุกโดรนของอิหร่าน จนเกิดเพลิงไหม้ ระหว่างปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
CENTCOM ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า กองกำลังสหรัฐยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางทะเลต่อกองทัพเรือของ Iran อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า "กองกำลังสหรัฐจะไม่ถอยจากภารกิจในการทำลายศักยภาพของกองทัพเรืออิหร่าน วันนี้เรือบรรทุกโดรนของอิหร่าน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงเรือบรรทุกเครื่องบินในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกโจมตีและกำลังเกิดไฟลุกไหม้"
อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ พิกัดหรือพื้นที่ที่เกิดการโจมตี รวมถึงความเสียหายหรือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว
รายงานด้านความมั่นคงระบุว่า เรือที่ถูกโจมตีอาจเป็น IRIS Shahid Bagheri ซึ่งเป็นเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็น เรือบรรทุกโดรนของกองทัพเรืออิหร่าน
โดยเรือลำดังกล่าวถูกออกแบบให้สามารถปล่อยโดรนลาดตระเวนและโดรนโจมตีจากทะเล, ใช้เป็นฐานปฏิบัติการโดรนระยะไกล และสนับสนุนภารกิจทางทหารของอิหร่านในทะเลเปิด
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า โครงการเรือบรรทุกโดรนเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่านในการ ขยายอิทธิพลทางทะเลและเพิ่มศักยภาพการโจมตีระยะไกล โดยเฉพาะในอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากสหรัฐและพันธมิตรเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์มองว่า การทำลายเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านอาจเป็นความพยายามของสหรัฐในการ ลดศักยภาพการโจมตีทางทะเลและโดรนของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค
สส.สหรัฐฯ คว่ำญัตติคุมอำนาจสงคราม “ทรัมป์” หลังโหวตเฉียดฉิว 219 ต่อ 212
วันที่ 5 มี.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จัดให้มีการลงมติในญัตติจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากได้รับเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง จะมีผลบังคับให้ผู้นำสหรัฐต้องยุติปฏิบัติการทางทหาร และกำหนดให้การโจมตีใด ๆ ในอนาคตต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติออกมาว่า “ไม่เห็นชอบ” ด้วยคะแนน 219 ต่อ 212 เสียง โดยเฉียดฉิว เนื่องจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์ครองเสียงข้างมากในสภา
เกรกอรี มีกส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต และผู้นำคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่กษัตริย์ และหากเขาเชื่อว่าสงครามกับอิหร่านเป็นผลประโยชน์ของชาติ เขาก็ควรมาชี้แจงเหตุผลต่อรัฐสภา”
ด้าน ไบรอัน มาสต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา และประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวแสดงการสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อย่างชัดเจน พร้อมขอบคุณผู้นำสหรัฐที่ดำเนินมาตรการตอบโต้ต่ออิหร่าน โดยระบุว่าทรัมป์กำลังใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องสหรัฐฯ จาก “ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา” จากอิหร่าน
ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรยังมีมติยืนยันว่าอิหร่านเป็นหนึ่งในรัฐที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่ของโลก
ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ อำนาจในการประกาศสงครามโดยตรงเป็นของรัฐสภา อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสามารถดำเนินปฏิบัติการทางทหารบางกรณีได้ด้วยตนเอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายได้ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่า อำนาจดังกล่าวควรใช้ได้เฉพาะในกรณีการป้องกันประเทศเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่รัฐบาลของทรัมป์ระบุว่า การโจมตีอิหร่านในครั้งนี้เป็นการ “ป้องกันตัวล่วงหน้า”
รายงานยังระบุด้วยว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตอย่างน้อย 6 นาย จากการโจมตีด้วยโดรนในประเทศคูเวต ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่าอาจมีชาวอเมริกันเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังตึงเครียดอยู่ในขณะนี้
สะเทือนรัฐบาลสหรัฐฯ “ทรัมป์” ปลด รมว.ความมั่นคงมาตุภูมิ ส่ง “มัลลิน” รับไม้ต่อ
วันที่ 5 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมปลด คริสตี โนเอม ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิของสหรัฐฯ พร้อมเสนอชื่อ มาร์กเวย์น มัลลิน สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐโอคลาโฮมา เข้าดำรงตำแหน่งแทน โดยกำหนดให้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 31 มี.ค. นี้
ทรัมป์กล่าวขอบคุณโนเอมสำหรับผลงานที่ผ่านมา โดยระบุว่าเธอ “ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นด้านชายแดน” และเปิดเผยว่าโนเอมจะย้ายไปดำรงตำแหน่ง ทูตพิเศษประจำโครงการ “โล่แห่งอเมริกา” ซึ่งเป็นโครงการความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคซีกโลกตะวันตก
รายงานยังระบุว่า ทรัมป์มีความชื่นชอบมัลลินจากการปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์และการให้สัมภาษณ์เชิงรุกเกี่ยวกับประเด็นการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกวุฒิสมาชิกจากโอคลาโฮมารายนี้มารับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล โดยที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวมักส่งมัลลินไปออกรายการข่าวทางเคเบิลในช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องการสื่อสารประเด็นสำคัญ
แหล่งข่าวอย่างน้อย 3 รายที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้เปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า โนเอมทราบข่าวการถูกปลดออกจากตำแหน่งระหว่างเดินทางไปเข้าร่วมงานอีเวนต์ที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ขณะที่แหล่งข่าว 2 รายระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์แจ้งการตัดสินใจดังกล่าวกับเธอโดยตรง
หลังจากมีการประกาศอย่างเป็นทางการไม่นาน โนเอมได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ และกล่าวถึงบทบาทใหม่ของเธอว่า ภูมิภาคซีกโลกตะวันตกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า ในตำแหน่งใหม่ เธอจะสามารถต่อยอดความร่วมมือและประสบการณ์ด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ได้สั่งสมในช่วง 13 เดือนที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง โนเอมต้องเผชิญกับแรงกดดันและการตรวจสอบจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับพฤติกรรมและการบริหารงานภายในกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับที่ปรึกษา การใช้งบประมาณจำนวนมากของกระทรวง โดยเฉพาะการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่มีค่าใช้จ่ายสูงซึ่งนำเสนอภาพลักษณ์ของเธออย่างโดดเด่น รวมถึงคำให้การที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าขัดแย้งกันในกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางยิงสังหารประชาชน
การปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็นการปรับโครงสร้างด้านความมั่นคงภายในของรัฐบาลทรัมป์ ท่ามกลางสถานการณ์ด้านความมั่นคงและนโยบายชายแดนที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองของสหรัฐฯ ในขณะนี้
“ทรัมป์” ส่งสัญญาณใหม่ จัดการ “คิวบา” ต่อ หลังศึกอิหร่าน
วันที่ 6 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า หลังจากสถานการณ์สงครามกับ อิหร่านคลี่คลายลง สหรัฐอาจหันไปให้ความสำคัญกับประเด็นของคิวบา ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานจากรัฐบาลวอชิงตัน
ทรัมป์กล่าวระหว่างงานเลี้ยงรับรองที่ทำเนียบขาวว่า เป้าหมายหลักของเขาในขณะนี้คือการทำให้ปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านเสร็จสิ้นก่อน และหลังจากนั้นก็อาจถึงเวลาที่สหรัฐจะหันไปจัดการประเด็นเกี่ยวกับคิวบา
ผู้นำสหรัฐยังกล่าวถึงสถานการณ์ใน Venezuela โดยอ้างว่าการดำเนินนโยบายของตนทำให้ประเทศดังกล่าวเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือด้านพลังงานและการส่งออกน้ำมัน ซึ่งสหรัฐนำไปกลั่นในเมืองต่าง ๆ เช่น Houston
ทรัมป์ยังกล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารร่วมกับ Israel ในอิหร่าน โดยอ้างว่าการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ดำเนินไปได้เร็วกว่ากำหนด และยืนยันว่ากองกำลังสหรัฐทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมอ้างว่าอิหร่านได้พยายามติดต่อเพื่อหารือข้อตกลง แต่เขามองว่า “สายเกินไป” เนื่องจากสหรัฐต้องการเดินหน้าปฏิบัติการต่อไป
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกขึ้น “ทวงคืนประเทศของตน” พร้อมระบุว่าสหรัฐพร้อมให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น
ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว Reuters ทรัมป์ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่กองกำลังชาวเคิร์ดจะเข้าไปปฏิบัติการในอิหร่าน โดยระบุว่าเขามองว่าเป็นเรื่องที่ “ยอดเยี่ยม” หากเกิดขึ้นจริง และแสดงการสนับสนุนต่อแนวคิดดังกล่าว
ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐควรมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการเมืองของอิหร่านหลังการเสียชีวิตของ Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุว่าสหรัฐจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้นำคนต่อไปของประเทศ
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดที่ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านได้หารือกับสหรัฐในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน หลังเกิดเหตุโดรนจากฝ่ายอิหร่านโจมตีฐานของฝ่ายต่อต้านในเขตเคอร์ดิสถานของอิรักถึงสองครั้ง
รายงานยังระบุว่า กลุ่มพันธมิตรชาวเคิร์ดซึ่งตั้งฐานอยู่ตามแนวชายแดนระหว่างอิหร่านกับอิรัก ภายในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก กำลังฝึกกำลังพลและเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหาร โดยมีเป้าหมายเพื่อลดทอนศักยภาพของกองทัพอิหร่าน