โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยคว่ำมาตรการภาษีของทรัมป์ ชี้ใช้อำนาจเกินหน้าที่

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 21 ก.พ. เวลา 01.27 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 23.55 น.
ที่มาภาพ:เพจเฟซบุ๊ก The White House

ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์(20 กุมภาพันธ์ 2569) เพิกถอนมาตรการภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ในแผนภาษีนำเข้าขนาดใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำและปฏิเสธนโยบายเศรษฐกิจหลักของผู้นำสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

เสียงข้างมากของศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ระบุในคำตัดสินที่รอคอยกันมานานว่า กฎหมายที่ใช้เป็นฐานอำนาจในการจัดเก็บภาษีนำเข้าดังกล่าว “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดหรือเรียกเก็บภาษีศุลกากร” จากรายงานของ CNBC

คำวินิจฉัยครั้งนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทรัมป์ ซึ่งยกให้มาตรการภาษี รวมถึงอำนาจที่เขาอ้างว่าสามารถกำหนดภาษีกับประเทศใดก็ได้ เมื่อใดก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส เป็นหัวใจสำคัญของวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของเขา

คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากของศาลเห็นว่า จุดยืนทางกฎหมายของทรัมป์ “จะถือเป็นการขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดนโยบายภาษีศุลกากรอย่างพลิกโฉมครั้งใหญ่” พร้อมทั้งย้ำว่า ทรัมป์ได้กำหนดมาตรการภาษีศุลกากรโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งตามรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายที่มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี

ประธานศาลสูงสุด จอห์น โรเบิร์ตส์ เป็นผู้แถลงความเห็นของศาล ส่วนผู้พิพากษา คลาเรนซ์ โทมัส, ซามูเอล อาลิโต และ เบรตต์ คาวานาห์ ไม่เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว

ในคำวินิจฉัยยังระบุด้วยว่า ก่อนหน้าทรัมป์ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้บทกฎหมายฉบับดังกล่าว “เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรใด ๆ เลย นับประสาอะไรกับภาษีที่มีขนาดและขอบเขตกว้างขวางเช่นนี้”

คำตัดสินระบุว่า หากต้องการใช้อำนาจเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่ “พิเศษ” นั้นมีความชอบธรรม ทรัมป์ต้อง “ชี้ให้เห็นถึงการมอบอำนาจจากสภาคองเกรสอย่างชัดเจน” แต่ “เขาไม่สามารถ”

คำตัดสินไม่ได้ระบุว่า ภาษีศุลกากรที่จัดเก็บไปแล้วในอัตราที่สูงขึ้นจะต้องมีการคืนเงินหรือไม่ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวอาจสูงถึง 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประมาณการล่าสุดจากแบบจำลองงบประมาณของเพนน์-วอร์ตัน ( Penn-Wharton Budget Model)

ในความเห็นแย้ง ผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานาห์ ระบุว่า กระบวนการคืนเงินภาษี “มีแนวโน้มจะยุ่งยาก” พร้อมคาดการณ์ว่า ผลกระทบระยะสั้นจากคำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับมาตรการภาษีครั้งนี้ “อาจมีมาก”

นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง ทรัมป์ได้ปรับโฉมความสัมพันธ์ทางการค้าระยะยาวของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว ด้วยการประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าจำนวนมหาศาล ครอบคลุมแทบทุกประเทศทั่วโลก

ภาษีเหล่านั้นจำนวนมากนำมาใช้โดยอาศัยการตีความใหม่ของกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งรวมถึงมาตรการภาษี “ตอบโต้แบบเท่ากัน” (reciprocal tariffs)ที่มีผลเกือบทั่วโลกของทรัมป์ และภาษีแยกต่างหากที่เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการลักลอบนำยาเสพติดร้ายแรงเข้าสู่สหรัฐฯ

ศาลสูงสุดได้ชี้ว่า IEEPA ไม่ได้ระบุถึง “ภาษีศุลกากร” ไว้อย่างชัดเจน แต่กฎหมายอนุญาตให้ประธานาธิบดี “กำกับดูแล…การนำเข้า” ธุรกรรมทรัพย์สินต่างประเทศหลังจากประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อจัดการกับภัยคุกคามที่“ผิดปกติและร้ายแรงเป็นพิเศษ”

ฝ่ายบริหารของทรัมป์โต้แย้งว่า ถ้อยคำดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีกับสินค้าจากต่างประเทศได้

แต่ฝ่ายที่วิจารณ์โต้แย้งว่า กฎหมายไม่อนุญาตให้ประธานาธิบดีกำหนดภาษีใดๆ ก็ได้แต่เพียงฝ่ายเดียวกับประเทศใดๆ ก็ได้ในเวลาใดก็ได้ ก่อนที่ศาลสูงสุดจะรับพิจารณาคดี ทั้งศาลการค้าของรัฐบาลกลางและศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางต่างก็ตัดสินว่ามาตรการภาษีภายใต้ IEEPA ของทรัมป์นั้นขัดต่อกฎหมาย

รายได้จากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ในปีที่ผ่านมา มาจากมาตรการภาษีที่อาศัยอำนาจตามกฎหมาย IEEPA ดังกล่าว

หลังมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยออกมา กระแสตอบรับหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยเสียงส่วนใหญ่แสดงความยินดีต่อการยุตินโยบายที่ถูกมองว่าสร้างความปั่นป่วน และถูกกล่าวหาว่าทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่สหรัฐฯ สร้างมาอย่างยาวนานมีความตึงเครียด

เบรนแดน บอยล์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐเพนซิลเวเนีย และสมาชิกระดับสูงสุดของพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการงบประมาณสภาผู้แทนฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “คำวินิจฉัยครั้งนี้คือชัยชนะของทุกครอบครัวอเมริกันที่ต้องจ่ายราคาสินค้าที่สูงขึ้นเพราะภาษีของทรัมป์” พร้อมกล่าวว่า “ศาลสูงสุดได้ปฏิเสธความพยายามของทรัมป์ในการกำหนดสิ่งที่แทบจะเทียบได้กับภาษีการขายระดับชาติให้กับชาวอเมริกันผู้ทำงานหนัก”

ด้าน ริชาร์ด นีล สมาชิกระดับสูงของพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการวิธีการและงบประมาณ (House Ways and Means Committee) ระบุว่า คำตัดสินนี้เป็น “ชัยชนะของประชาชนอเมริกัน หลักนิติธรรม และสถานะของสหรัฐฯ ในเศรษฐกิจโลก”

กลุ่ม Footwear Distributors and Retailers of America ซึ่งเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมรองเท้าผ้าใบในสหรัฐฯ ระบุว่า คำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ “นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้มากขึ้นและสามารถแข่งขันได้สำหรับภาคธุรกิจและผู้บริโภคอเมริกัน”

แมตต์ พรีสต์ ประธานและซีอีโอของกลุ่มดังกล่าว ระบุในแถลงการณ์ว่า “คำตัดสินนี้ช่วยบรรเทาความกดดัน ในช่วงเวลาที่ต้นทุอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ”

ขณะที่ Distilled Spirits Council ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้ผลิตสุราในสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ “เจรจาเพื่อให้กลับไปสู่ภาษีศูนย์ต่อศูนย์ (zero-for-zero tariffs) อย่างถาวร” กับคู่ค้ารายสำคัญ โดยคริส สวองเกอร์ ประธานและซีอีโอของสภาฯ ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าว “จะช่วยสร้างความแน่นอนให้กับผู้ส่งออกสุราของอเมริกา และช่วยผ่อนคลายแรงกดดันทางการเงินต่อบาร์ ร้านอาหาร และผู้ค้าปลีก ในช่วงที่ความสามารถในการจับจ่ายยังเป็นข้อกังวลหลักของผู้บริโภค”

โดมินิก เลอบลอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของแคนาดากับสหรัฐฯ โพสต์บน X ว่า คำตัดสินนี้ “ตอกย้ำจุดยืนของแคนาดาที่ว่า มาตรการภาษีภายใต้ IEEPA ที่สหรัฐฯ บังคับใช้ นั้นไม่มีความชอบธรรม”

เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ประกาศแผนการเก็บภาษีreciprocal tariff ครั้งใหญ่ในงานที่ทำเนียบขาว ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์อย่างคึกคัก โดยเขาเรียกว่าเป็น “วันแห่งการปลดปล่อย” ของอเมริกา

การประกาศดังกล่าวจุดชนวนให้ตลาดการเงินตื่นตระหนกอย่างฉับพลัน จนต้องรีบระงับการบังคับใช้ภาษีในเวลาต่อมา หลังจากนั้นมาตรการดังกล่าวถูกปรับแก้ เลื่อน และนำกลับมาบังคับใช้หลายรอบ ยิ่งทำให้มีความสับสนและความซับซ้อนของโครงข่ายนโยบายการค้าที่ยุ่งเหยิงของรัฐบาล

นอกจากนั้น ยังมีมาตรการภาษีที่อิงกฎหมาย IEEPA อีกชุดหนึ่งที่พุ่งเป้าไปยังเม็กซิโก แคนาดา และจีน โดยเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาว่าประเทศเหล่านี้ปล่อยให้ยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดร้ายแรง ไหลเข้าสู่สหรัฐฯ

ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้วิจารณ์อย่างแข็งกร้าวต่อประวัติศาสตร์การทำข้อตกลงการค้าเสรีของสหรัฐฯ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยกย่องมาตรการภาษีมาโดยตลอดว่าเป็นทั้งแหล่งรายได้มหาศาลของรัฐบาลกลาง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจากับทั้งพันธมิตรและคู่แข่งทางการค้าของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยืนยันว่าประเทศคู่ค้าเป็นฝ่ายรับภาระต้นทุนจากภาษีดังกล่าว และปัดความกังวลที่ว่าภาษีจะทำให้ราคาสินค้าในประเทศสูงขึ้น อย่างไรก็ดี รัฐบาลของเขายอมรับว่าผู้ที่ชำระภาษีจริงคือผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังอ้างว่ารายได้จากภาษีมีมูลค่าสูงมากจนสามารถทดแทนภาษีเงินได้ (income tax) ได้ในอนาคต และเคยเสนอแนวคิดแจก “เงินปันผลจากภาษี” ให้ชาวอเมริกันคนละ 2,000 ดอลลาร์

“เราได้จัดเก็บ และกำลังจะได้รับ มากกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์จากภาษี” ทรัมป์ระบุในโพสต์ล่าสุดบนแพลตฟอร์ม Truth Social

ตัวเลขประเมินจากแหล่งอื่นต่ำกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น Bipartisan Policy Center ประเมินรายได้ภาษีรวม (gross tariff revenue)ของสหรัฐฯ ในปี 2025 ไว้ที่ประมาณ 289,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection) ระบุว่า ได้จัดเก็บภาษีราว 200,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง 15 ธันวาคม

สำหรับมาตรการภาษีที่อาศัยอำนาจตาม IEEPA โดยเฉพาะ รัฐบาลระบุว่าได้จัดเก็บรายได้ประมาณ 129,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 10 ธันวาคม

ก่อนหน้าศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัย ทรัมป์และคณะบริหารได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบหากศาลตัดสินให้มาตรการภาษีเป็นโมฆะ

“ถ้าศาลสูงสุดตัดสินสวนทางกับสหรัฐอเมริกาในเรื่องความมั่นคงแห่งชาติครั้งนี้ เราจบเห่แน่!” ทรัมป์โพสต์เมื่อวันที่ 12 มกราคม

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รวมถึง สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความเชื่อมั่นก่อนหน้านี้ว่า ศาลสูงสุดจะไม่ยกเลิกนโยบายเศรษฐกิจ “เรือธง” ของประธานาธิบดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...