อาการหน้ามืด ใจสั่น และเข่าอ่อน กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย
สงครามที่สหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมกับอิสราเอล โดยนายกเนทันยาฮู ที่กำลังก่อสงครามกับประเทศอิหร่าน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานี้ เห็นท่าทีของทั้งสองฝ่ายแล้ว คงไม่จบง่ายๆ ดีไม่ดีอาจกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคในตะวันออกกลางได้ง่าย
ผลกระทบต่อประเทศในโลกที่เห็นชัดๆ และจะรุนแรงมาก คือการขนส่งน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจจะติดขัดมาก ก่อผลโดยตรงทำให้น้ำมันขึ้นราคา สินค้าก็จะมีราคาสูงขึ้น การค้าระหว่างประเทศจะตกต่ำลงอย่างเร็ว
สำหรับไทย สาขาที่จะถูกกระทบมากตามมาคือการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งเที่ยวบินต่างๆ โดยเฉพาะแถบตะวันออกกลางต้องงดบินจำนวนมาก ถ้านานก็จะกระทบการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นสาขาหลักที่ทำรายได้ให้กับไทย เห็นภาพชัดขึ้นว่าทั้งประชาชน ธุรกิจ และรัฐบาล รายได้จะลดลงอย่างมาก
ความบอบช้ำที่จะเกิดกับไทยยังมีอีกมาก การส่งออกที่ง่อนแง่นอยู่แล้วจะถูกกระทบหนัก เมื่อสินค้าในการอุปโภคบริโภคราคาต้องสูงขึ้น คนไทยที่มีหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้ว ก็จะตัวแฟบติดดินที่ไม่ต้องคิดแม้จะโงหัวขึ้น ขอให้ทนทุกข์กันต่อไปเถิดพี่น้องไทย เราไม่มีทางเลือกมากอยู่แล้ว
ทางภาครัฐบาลที่การจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าอยู่แล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ รัฐบาลเองแม้จะยังพอมีเงินแจกเพื่อกระตุ้นการบริโภคที่เคยชินอยู่บ้างก็จะขาดเงินด้านการคลังหนักขึ้นไปอีก ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะเป็นพระเอกมาช่วยรัฐบาลและประชาชน ก็คงจะก้าวขาไม่ออก เพราะไทยเราต้องพึ่งน้ำมันนำเข้าในสัดส่วนต่อ GDP สูงมากในเอเชีย ก็คงจะต้องหันหลังดูภาระเงินทุนสำรองระหว่างประเทศถี่ขึ้น
ดูเหมือนว่าเรื่องของเศรษฐกิจทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกบิดเบี้ยวพร้อมกันไปหมดสำหรับประเทศไทย ยิ่งนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจที่เชี่ยวชาญระดับโลกได้คาดกันบ้างแล้วว่าสงครามระหว่างสหรัฐบวกอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ จะก่อให้เกิด “โดมิโน่” ขึ้นในประเทศต่างๆ ตามมาให้เห็นแน่
ผมเองอดที่จะสงสารรัฐบาลใหม่ของไทยที่จะนำโดยนายกอนุทิน ชาญวีรกูล เสียไม่ได้ ท่านพยายามใช้ความรอบคอบที่จะตั้งรัฐบาลที่ดีขึ้นมา โดยพยายามตั้งนั่งร้านที่มั่นคง ค่อยๆ ทำอย่างช้าๆ และสุขุมให้ได้ดีตามที่กองเชียร์และประชาชนส่วนใหญ่คาดหวัง อนาคตดูดีมาก
แต่อยู่ๆ เหมือนฟ้าไม่เป็นใจ ปล่อยให้ภัยพิบัติมาย่ำยีให้เกิดอาการหน้ามืด ใจสั่น และเข่าอ่อน เหมือนโรคซ้ำกรรมซัดอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน พวก SMEs และประชาชีรากหญ้าทั้งหลายที่ระโหยโรยราก็คงจะต้องรอเวลาฟ้าเปิดอีกนานเป็นแน่