‘อธิบดีอุทยานฯ’ โต้เดือดปมถูกโยงเอี่ยวตัดถนนกลางป่า ‘แม่ยวม’
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. จากกรณีการลักลอบตัดถนนในพื้นที่ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา และ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
โดยกรณีดังกล่าวถูกเปิดเผย หลังจากนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกมาตรวจสอบการตัดถนนในพื้นที่ป่าขุนยวม ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวาและสาละวิน โดยพบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้น 1A รวมระยะทางประมาณ 7.8 กม. และมีความเชื่อมโยงกับอดีตหัวหน้าเขตในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี
ล่าสุดนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังการตัดถนนตามที่มีการกล่าวอ้าง พร้อมระบุว่าข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ สร้างความเสียหายต่อหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อรักษาความถูกต้องและศักดิ์ศรีขององค์กร
อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า หน่วยงานได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ล่าช้า โดยมีคำสั่งย้ายและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 และได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะนี้ 1 ในผู้ต้องหาอยู่ระหว่างการหลบหนี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
นายอรรถพล กล่าวว่า สำหรับถนนที่ถูกตัด พบว่าอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา ระยะทาง 6.6 กม. และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินอีก 1.278 กม. รวมความเสียหายประมาณ 12 ไร่ มีต้นไม้ถูกตัดโค่น 329 ต้น ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของการก่อสร้าง และจะหารือร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เนื่องจากพื้นที่อยู่ห่างแนวชายแดนประมาณ 5 กม.
นายอรรถพล กล่าวว่า ส่วนถนนที่ตัด ยอมรับว่ายังวิเคราะห์ไม่ได้ว่าตัดถนนเพื่ออะไร ซึ่งจะหารือกับฝ่ายความมั่นคงอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบในวันที่ 23 ก.พ. นี้ พร้อมที่ปรึกษา นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อวางแผนรื้อถอนและฟื้นฟูสภาพป่าโดยเร็ว รวมทั้งสั่งการให้สำรวจพื้นที่แนวชายแดนฝั่งตะวันตกระยะทางกว่า 2,000 กม. โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยทหารในการลาดตระเวนป้องกันการบุกรุก โดยนายสุชาติ ได้เน้นย้ำให้ดำเนินการเรื่องนี้จนถึงที่สุด และหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายอรรถพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังรายงานผลตรวจสอบพบพฤติการณ์เรียกเก็บเงินจากชาวบ้าน ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท โดยอ้างว่าเป็นโครงการของทางราชการ ทั้งที่ผู้เข้าร่วมไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งขณะนี้พบผู้มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดรวม 3 ราย ประกอบด้วย นายธนากร ถิรชานิธิศ นายกฤษฎา อุตมา และนายสุพรรณ์ งามเลิศมนตรี พร้อมแจ้งตำรวจดำเนินคดีอาญากับนายกฤษฎาแล้ว ส่วนอีก 2 คนมีคำสั่งย้ายทันที อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างขยายผล โดยติดตามหลักฐานจากโทรศัพท์มือถือและเส้นทางการใช้เครื่องจักร เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป
นายอรรถพล กล่าวอีกว่า หลังจากการชี้แจงในครั้งนี้แล้วหากยังพบว่ามีการพาดพิงมาที่ตนอีก ก็จะให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยยืนยันว่า คงไม่ยอมให้ตัวเองถูกกระทำอยู่ตามลำพัง พร้อมจะเร่งดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้ถึงที่สุด เพื่อรักษาประโยชน์ ของประเทศชาติ