เลือกตั้ง+ประชามติ 69: รวมมิตรปัญหา กกต.: เวลาบีบ ระบบงง กติกาซ่อน กระทบทั้งประชามติและเลือกตั้ง
การลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักรระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2569 มีปัญหาสำคัญคือ ระยะเวลาที่ถูกบีบให้เหลือเพียง 3 วันในช่วงหลังวันหยุดปีใหม่ ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ของ กกต. ที่น้อยเกินไป และพบปัญหาที่ระบบออนไลน์ที่ไม่เสถียร และออกแบบขั้นตอนที่เข้าใจได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีระบบแจ้งเตือนสถานะที่ชัดเจน ทำให้มีผู้ลงทะเบียนเข้าใจผิดว่าดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
อีกปัญหาใหญ่คือการตีความกฎหมายมาตรา 41 ของพ.ร.บ.ประชามติฯ ที่จำกัดสิทธิให้ลงทะเบียนนอกเขตได้เฉพาะ “นอกเขตจังหวัดที่มีทะเบียนบ้าน” เท่านั้น การตีความข้อจำกัดกฎหมายเช่นนี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเสียสิทธิในการออกเสียงไป
น่าสังเกตด้วยว่า ตัวเลขคนลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตมีจำนวนที่น้อยกว่าคนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตถึง 812,369 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 33.7 ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมด ปัญหาเหล่านี้ สร้างความน่ากังวลว่า จะมีประชาชนตกหล่นเสียสิทธิโดยไม่จำเป็น จากวิธีการตีความกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเป็นไหม ที่ให้เวลาลงทะเบียนประชามติ “สั้น” เพียง 3 วัน
12 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภา ถือเป็นจุดที่เริ่มนับหนึ่งให้การเลือกตั้งทั่วไป โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องจัดการเลือกตั้งภายในเวลาไม่น้อยกว่า 45-60 วัน กกต.กำหนดให้เป็นวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ตามระเบียบเลือกตั้งสส. ข้อ 188 กำหนดว่า การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร กำหนดว่า วันสุดท้ายของการลงทะเบียนจะต้องมีระยะเวลา “ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน” หากนับเช่นนี้ วันสุดท้ายที่กกต.จะเปิดให้ลงทะเบียนได้คือ วันที่ 8 มกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม กกต. กำหนดกรอบเวลาการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าฯ ไว้ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จนถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งเร็วกว่าวันที่กฎหมายกำหนดไว้ 3 วัน
ในด้านของการทำประชามติ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568 (ระเบียบกกต.เรื่องการออกเสียงประชามติพร้อมเลือกตั้ง) หมวด 5 กำหนดเรื่อง “การใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตออกเสียง” ว่าเมื่อ กกต. ประกาศระยะเวลาการลงทะเบียนผู้มีสิทธิ “เลือกตั้งล่วงหน้า” แล้ว ให้กกต.ประกาศระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธิ “ออกเสียงนอกเขตออกเสียงประชามติ” โดยให้ “มีห้วงระยะเวลาเดียวกัน” กับระยะเวลาการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ขณะที่ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2568(ระเบียบกกต. เรื่องการออกเสียงประชามติพร้อมเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรฯ) ข้อ 23 กำหนดว่า การลงทะเบียนให้ดำเนินการ “ก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน”
ขณะที่กฎหมายบอกว่า การลงทะเบียนนอกเขตและนอกราชอาณาจักรฯ ของทั้งสองเรื่อง (เลือกตั้งและประชามติ) ให้ใช้กรอบเวลาเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติปรากฏว่า “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติ” เผยแพร่บนราชกิจจานุเบกษาล่าช้า กว่าจะประกาศก็ล่าช้าไปจนวันที่ 2 มกราคม 2569 ทำให้กระบวนการจัดประชามติเริ่ม “นับหนึ่ง” ไม่ได้ และเป็นเหตุให้การลงทะเบียนประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักรเหลือเพียง 3 วันคือ ระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2569
เมื่อการลงทะเบียนทั้งสองสิ่งไม่ได้เริ่มพร้อมกัน อีกทั้งไม่มีการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐที่มากพอ จึงเกิดปัญหาแรกคือ ประชาชนสับสน มีคนจำนวนมากที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและนอกราชอาณาจักรไปแล้วในช่วงแรก ที่อาจเข้าใจไปเองว่า เป็นการลงทะเบียนทั้งการเลือกตั้งและประชามติเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว ทำให้ไม่ได้กลับมาลงทะเบียนอีกครั้งในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2569
ปัญหาต่อมาคือ ช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2569 เป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการสิ้นสุดวันหยุดยาวปีใหม่ ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งเดินทางกลับจากการท่องเที่ยว หรือกำลังเริ่มงานวันแรกของปี เป็นธรรมดาที่ความจดจ่อติดตามข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองอาจลดน้อยลง อีกทั้งระยะเวลาการลงทะเบียนที่สั้นเพียง 3 วันเท่านั้น จึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะมีผู้ตกหล่นในการลงทะเบียนจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเรียกร้องให้ขยายเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขต เพราะหากนับวันตามกฎหมายแล้ว ยังสามารถต่อเวลาไปได้จนถึงวันที่ 8 มกราคม ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลา 30 วันก่อนวันลงคะแนน แต่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เผยแพร่ข่าวว่า ไม่สามารถขยายระยะเวลาการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขต นอกราชอาณาจักรได้ โดยอธิบายว่า หากขยายเวลาออกไป จะส่งผลกระทบต่อการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติของหน่วยเลือกตั้งทั้งประเทศของสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่จะต้องดำเนินการตามกรอบระยะเวลา
ต่อมา วันที่ 6 มกราคม 2569 กกต. เผยแพร่สถิติการลงทะเบียน ยอดรวมผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักรมีจำนวน 2,410,425 คน แบ่งเป็นเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตจำนวน 8,247 คน เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต 2,262,643 คนและเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 139,535 คน ในขณะที่ยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร มีจำนวนรวมอยู่ที่ 1,598,056 คนแบ่งเป็นนอกเขตออกเสียงจำนวน 1,502,390 คนและนอกราชอาณาจักร 95,666 คน โดยมี “ส่วนต่าง” ของประชาชนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ไม่ได้ลงทะเบียนประชามติ จำนวนมากถึง 812,369 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 33.7 ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมด
ต้องออกเสียง “นอกเขตจังหวัด” ที่มีทะเบียนบ้านเท่านั้น
มาตรา 41 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 (พ.ร.บ.ประชามติฯ) บัญญัติว่า“ผู้มีสิทธิออกเสียงซึ่งอยู่นอกเขตจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันออกเสียง จะไปลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่อยู่นอกเขตออกเสียงในวันออกเสียง” กกต. ตีความมาตราดังกล่าวว่า ผู้ประสงค์จะลงทะเบียนประชามตินอกเขต ต้องลงทะเบียน“นอกเขตจังหวัด” หรือคนละจังหวัดกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเท่านั้น
เงื่อนไขสำคัญดังกล่าว กกต. ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนรับทราบอย่างทั่วถึง ทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าใจอย่างสุจริต โดยอ้างอิงกฎหมายเลือกตั้งสส.หรือสิ่งที่ปฏิบัติในการเลือกตั้งทั่วไปว่า สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตภายในจังหวัดที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านได้
และปรากฏว่า ในวันที่ 3 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร ได้เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคในระบบลงทะเบียนออนไลน์ช่วงเช้า ส่งผลให้ระบบเปิดช่องให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถเลือก “ลงทะเบียนนอกเขตแต่อยู่ภายในจังหวัดที่มีทะเบียนบ้าน”ได้ ต่อมาระบบจึงมีการแก้ไขให้ลงทะเบียนได้เฉพาะ “นอกเขตจังหวัด” เท่านั้น
กระทั่งเวลาประมาณ 13:00 น. เจ้าหน้าที่ไอลอว์ได้ติดต่อสอบถามไปยังสายด่วน 1444 และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานจัดการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม ได้รับคำชี้แจงว่า การที่ไม่สามารถลงทะเบียนออกเสียงประชามติ “ในเขตจังหวัดที่มีทะเบียนบ้าน” ได้นั้น เกิดจากข้อจำกัดตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.ประชามติฯ ส่วนกรณีที่มีประชาชนจำนวนหนึ่งลงทะเบียนสำเร็จในช่วงเช้านั้นเกิดจากระบบขัดข้อง โดยทาง กกต. จะ “ยกประโยชน์ให้แก่ประชาชน” ให้ถือว่าการลงทะเบียน “ในเขตจังหวัดที่มีทะเบียนบ้าน” ดังกล่าวสมบูรณ์ และสามารถไปใช้สิทธิได้ เนื่องจากเขตออกเสียงประชามติคือเขตประเทศ
อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหาในทางปฏิบัติ ณ หน่วยออกเสียงในวันจริง ไอลอว์จึงเรียกร้องให้ กกต. มีหนังสือสั่งการหรือซักซ้อมความเข้าใจไปยัง ผอ.กกต.จังหวัด และเจ้าหน้าที่ในหน่วยที่เกี่ยวข้อง ให้ตรวจสอบว่ามีรายชื่อผู้มีสิทธิกลุ่มดังกล่าวในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธินอกเขต และอนุญาตให้ลงคะแนนได้ตามปกติ เพื่อป้องกันการปฏิเสธสิทธิ ทั้งนี้ หากการออกเสียงประชามติใช้ “ประเทศเป็นเขตออกเสียง”การที่ผู้มีสิทธิลงคะแนนข้ามอำเภอในจังหวัดเดียวกัน ย่อมไม่กระทบต่อผลคะแนนรวม และไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างใด ซึ่งแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. รับว่าจะนำไปพิจารณา
ระบบล่ม ช้าและไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน
จากการติดตามสถานการณ์การลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร พบปัญหาความไม่พร้อมของระบบออนไลน์ ดังนี้:
1. ความไม่เสถียรของระบบ วันสุดท้ายของการลงทะเบียน (5 มกราคม 2569) ตั้งแต่เวลา 10:00 น. เป็นต้นมา ระบบเริ่มแสดงอาการขัดข้อง โดยเว็บไซต์ทำงานล่าช้า หรือชะงักเป็นระยะ ทำให้การลงทะเบียนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาดังกล่าวหนักขึ้นในช่วงค่ำเวลาประมาณเวลา 20:00 น.ซึ่งมีรายงานว่าผู้ใช้งานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ หรือต้องใช้เวลานานกว่าปกติหลายเท่าตัวในการกรอกข้อมูลเพียงไม่กี่ขั้นตอน
2. การสื่อสารที่สร้างความสับสน เว็บไซต์ของกกต. มีปัญหาใหญ่ทั้งเรื่องการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) และการออกแบบหน้าตาและการใช้งานของระบบ (User Interface) แม้ประชาชนจะลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเสร็จสิ้นแล้ว หากต้องการลงทะเบียนออกเสียงประชามติ ต้องกดเข้าลิงก์เดิมและกรอกข้อมูลส่วนตัวใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง เมื่อเข้าสู่หน้าตรวจสอบสิทธิ ระบบจะแสดงข้อความสีเขียวชัดเจนว่า “ลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขต สส. ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว” แต่ในช่องของการลงทะเบียนประชามติกลับไม่มีข้อความยืนยันสถานะว่า สำเร็จหรือไม่สำเร็จ หรือปุ่มที่มีข้อความที่ระบุวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจนเพียงพอ ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากเข้าใจผิดว่า การดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วตามข้อความแจ้งเตือนแรก
ในกรณีการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ระบบใช้หน้าต่างแจ้งเตือน (pop-up) ที่มีข้อความเป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจของบุคคลทั่วไปว่า “ตรวจพบการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกราช สส. ทั้งนี้ การลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกราช ประชามติ กำหนดให้เป็นการลงทะเบียนด้วยวิธีการและสถานที่เดียวกัน หากประสงค์จะแก้ข้อมูลกรุณาแก้ไขการลงทะเบียน สส.ก่อน” ซึ่งสร้างความสับสนว่า ข้อมูลส่วนตัวผิดพลาด หรือต้องแก้ไขขั้นตอนใด นอกจากนี้ ผู้ใช้งานบางส่วนยังไม่เข้าใจว่า ต้องกดปุ่ม “ตกลง” เพื่อรับทราบเงื่อนไขก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อได้ ทำให้กระบวนการลงทะเบียนต้องหยุดชะงักลง
3. ความบกพร่องของการแสดงผล พบปัญหาการออกแบบหน้าเว็บไซต์ที่มีการจัดวางองค์ประกอบซ้อนทับกัน จนบดบังปุ่มคำสั่งสำคัญอย่าง “บันทึกข้อมูล” ส่งผลให้ผู้ลงทะเบียนไม่สามารถกดปุ่มเพื่อจบขั้นตอนการลงทะเบียนได้สำเร็จ แม้ว่าจะกรอกข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์แล้วก็ตาม
การประชาสัมพันธ์ประชามติที่น้อยและไม่ชัดเจน
ระหว่างวันที่ 2-5 มกราคม 2569 กกต.เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักรบนเฟซบุ๊กราว 8 โพสต์เท่านั้น
การออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งเป็นเรื่องใหม่ที่สังคมต้องทำความเข้าใจ แต่การสื่อสารของกกต.มีลักษณะเป็นการ “แจ้งให้ทราบ” ตามระบบราชการ ทั้งปรากฏเรื่องที่นำไปสู่ความเข้าใจผิด เช่น ข้อจำกัดการออกเสียงประชามติที่ต้องเป็นการออกเสียง “นอกเขตจังหวัดที่มีทะเบียนบ้าน” กลับไม่ได้ถูกย้ำชัด
ซ้ำร้าย กกต.ยังสร้างความเข้าใจผิดว่า “อยู่ที่ไหนก็ไปใช้สิทธิได้” จากข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 กกต. เลือกใช้ข้อความรณรงค์ว่า “อยู่ที่ไหนก็ไปเลือกตั้ง สส. หรือออกเสียงประชามติได้ โดยไม่ต้องกลับบ้าน” แต่ในความเป็นจริง กกต. ไม่ได้สื่อสาร “ข้อจำกัด” สำคัญที่ซ่อนอยู่ในมาตรา 41 ของพ.ร.บ.ประชามติฯ นั่นคือคำว่า “อยู่ที่ไหนก็ได้” ของ กกต. แปลว่า “ต้องอยู่นอกจังหวัดเท่านั้น” การละเลยที่จะสื่อสารเงื่อนไขสำคัญนี้อย่างชัดเจนแต่แรก ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่ทำงานหรืออาศัยอยู่คนละอำเภอกับทะเบียนบ้าน แต่อยู่จังหวัดเดียวกัน ต่างมารู้ตัวอีกทีเมื่อระบบไม่ปรากฏจังหวัดตามภูมิลำเนาของตนเอง หรือเมื่อปรากฏแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่า สิ่งนี้คือข้อจำกัดตามกฎหมาย
สถิติการลงทะเบียนนอกราชอาณาจักรฯ
ภาพรวมการลงทะเบียน ยอดผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักรสะสม ณ วันที่ 4 มกราคม 2569 เพิ่มขึ้นจากวันที่ 3 มกราคม 2569 เป็น 267,626 ราย ส่งผลให้มียอดรวมทั้งสิ้น 1,531,729 ราย หากจำแนกตามประเภทการลงทะเบียน
ในเขตเลือกตั้ง: ยอดสะสม 5,063 ราย (เพิ่มขึ้น 226 ราย)
นอกเขตเลือกตั้ง: เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวสูงสุด โดยมียอดสะสม 1,420,850 ราย (เพิ่มขึ้น 272,704 ราย)
นอกราชอาณาจักร: ยอดสะสม 105,816 ราย (ลดลง 5,304 ราย)
การที่ตัวเลขผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร “ลดลง” ถึง 5,304 ราย ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2569กกต.ชี้แจงว่า เป็นการสรุปสถิติที่คลาดเคลื่อนไป และแก้ไขสถิติให้ถูกต้องแล้ว