เพื่อไทย ชงรื้อโครงสร้างปากท้อง ชูยุทธศาสตร์ 'ครบวงจร' นโยบายทำได้ใน 90 วัน
เพื่อไทย ชงรื้อโครงสร้างปากท้อง ชูยุทธศาสตร์ “ครบวงจร” นโยบายทำได้ใน 90 วัน บนเวทีดีเบตประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผ่านโจทย์ 5 สมรภูมิเศรษฐกิจ
สำหรับโจทย์ : ภายใน 100 วันแรก ถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณจะลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างไร ผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน ?
ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ได้สะท้อนแนวคิดเชิงนโยบายว่า ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพไม่สามารถแก้ไขด้วยกรอบแคบ ๆ เพียง “3 มาตรการ” หรือจำกัดอยู่แค่ “100 วันแรก” แต่ต้องมองอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งการสร้างรายได้ควบคู่กับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
สำหรับปัญหาปากท้องและปัญหาค่าครองชีพ เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น มองเรื่องนี้ครอบคลุมมากกว่าคำว่า 3 มาตรการ และมองภาพกว้างกว่าสิ่งที่จะทำในช่วง 100 วันแรก
อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 70 ถึง 80 ของนโยบายพรรคเพื่อไทย สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 90 วัน และเพื่อให้เห็นภาพที่กว้างและครบวงจร พรรคเพื่อไทยขอนำเสนอมาตรการที่สร้างประโยชน์ทั้งในมิติของการสร้างรายได้ และการลดค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชนไปพร้อมกัน ดังนี้
1.มาตรการแก้ปัญหาหนี้สิน
พรรคเพื่อไทยเริ่มต้นจากการเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่พี่น้องประชาชนผ่าน 5 มาตรการหลัก ซึ่งครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกร นอกจากนี้ เรายังมีมาตรการให้เงินรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับผู้ที่มีวินัยในการผ่อนชำระหนี้ที่ดี โดยทั้ง 5 มาตรการนี้สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 90 วัน ซึ่งรวดเร็วกว่ากรอบเวลา 100 วันตามที่ได้กล่าวไว้
2.มาตรการเพิ่มรายได้
การเพิ่มรายได้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนประมาณ 3.4 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประสบความลำบากและมีอุปสรรคในการใช้ชีวิต พรรคเพื่อไทยจึงนำเสนอนโยบาย “คนไทยไร้จน” โดยรัฐบาลจะเข้าไปเติมรายได้ให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 36,000 บาทต่อปี หรือ 3,000 บาท/เดือน รัฐบาลจะเข้าไปเติมส่วนที่ขาดให้เต็ม เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะมีเงินสำหรับซื้อหาอาหารและสามารถดำรงชีวิตในขั้นพื้นฐานได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง
3.มาตรการสำหรับ SMEs
สำหรับกลุ่ม SMEs เรามีมาตรการทั้งการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ ผ่านระบบ ‘Thai National E-commerce’ หรืออีคอมเมิร์ซแห่งชาติ โดยรัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนและลดค่าธรรมเนียมในการนำสินค้าขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นภาระต้นทุนที่สูงสำหรับ SMEs ในการเปิดตลาดใหม่ มาตรการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าธรรมเนียมให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อเข้าไปช่วยลดต้นทุนในการกู้ยืมเงินของพี่น้องประชาชนทั้งระบบ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
4.มาตรการสำหรับเกษตรกร
ในส่วนของพี่น้องเกษตรกร พรรคเพื่อไทยมีมาตรการเพิ่มรายได้ผ่านการประกันกำไร 30% เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะมีกำไรจากการเพาะปลูกอย่างน้อยร้อยละ 30 ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถยืนหยัดได้ และนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เนื่องจากการมีกำไรที่แน่นอนจะสร้างความมั่นใจในการทดลองและพัฒนาการผลิต นอกจากนี้ ยังมีการดูแลบริหารจัดการเรื่องปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์เพื่อลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรด้วย
5.มาตรการลดรายจ่ายโดยตรง
ในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง พรรคเพื่อไทยมีมาตรการดังนี้ :
- ค่าไฟฟ้า : ปรับลดราคาค่าไฟฟ้าให้อยู่ที่ 3.77 บาท
- รถไฟฟ้า : นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน
- ที่อยู่อาศัย : โครงการ “บ้านเช่าคนไทย” เพื่อช่วยลดภาระด้านที่อยู่อาศัย โดยจัดหาที่พักในทำเลที่ดีและเหมาะสมกับการใช้ชีวิต
- การออม : โครงการ “หวยเกษียณ” เพื่อส่งเสริมการออมให้แก่พี่น้องประชาชน ทำให้ประชาชนมีเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ
“มาตรการทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นการทำงานอย่างครบวงจร ทั้งการสร้างรายได้ สร้างโอกาส และการลดรายจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน ดังนั้น ในมุมมองของพรรคเพื่อไทย เราจึงไม่ได้มองเพียงแค่การลดค่าครองชีพเป็นประเด็นแยกส่วน แต่เราต้องมองในภาพของการสร้างรายได้และลดค่าครองชีพ รวมถึงสร้างโอกาสไปในตัวให้กับพี่น้องประชาชนด้วย จึงเป็นการมองที่ครบวงจรแล้วก็ครบทุกระบบ” ดร.เผ่าภูมิกล่าว
ต่อมานายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้ตั้งข้อซักถามเพิ่มเติม ว่า ทำไมโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” พรรคเพื่อไทยจึงไม่ทำโครงการนี้ต่อทันที ทั้งที่เคยบอกว่าจะหมุนเวียนเศรษฐกิจได้ดี แต่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกลับบอกว่าจะชะลอโครงการเพราะมีโครงการอื่นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีกว่า และมีการปรับงบ 1.5 แสนล้านบาท และหลังจากที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาลทำไมงบประมาณปี 2569 จึงไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตบรรจุไว้ แต่เพื่อไทยกลับกล่าวว่าว่าภูมิใจไทยนำงบส่วนนี้ไปทำนโยบายคนละครึ่งพลัสแทน
ดร.เผ่าภูมิ อธิบาย ว่า ในประเด็นเรื่องงบประมาณ มันไม่ใช่เรื่องของการกู้เงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการรายได้และการปรับแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งหากเราเป็นรัฐบาล เราจะปรับแผนให้สอดคล้องกับนโยบายของเรา
สำหรับ “ดิจิทัลวอลเล็ต” สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดความเหลื่อมล้ำให้กับพี่น้องประชาชน ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุชัดเจนว่า การใส่เงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ตช่วยลดดัชนีความเหลื่อมล้ำได้เร็วกว่าการไม่ทำอะไรเลยถึง 2-3 ปี กราฟความเหลื่อมล้ำของประเทศจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงที่รัฐบาลเพ่อไทยบริหาร ตัวเลข GDP จากไตรมาสแรกร้อยละ 3.0, ไตรมาสสองเป็น 3.3 ไตรมาสาม 3.2 และไตรมาสสี่ 2.8 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าโตต่อเนื่องทั้ง 4 ไตรมาส เป็นครั้งแรกที่ทำ GDP เติบโตขึ้นระดับ 3 % ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งลงมาที่พรรคภูมิใจไทยเข้าไปบริหารตัวเลข GDP น่าจะประมาณ 1% กว่าๆ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เพื่อไทย ชงรื้อโครงสร้างปากท้อง ชูยุทธศาสตร์ ‘ครบวงจร’ นโยบายทำได้ใน 90 วัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net