โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้หรือไม่ปาเลสไตน์ไม่ได้มีแค่มุสลิม แต่ยังมีชุมชนชาวคริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่กำลังตกอยู่ในอันตราย

The Better

อัพเดต 19 ธ.ค. 2566 เวลา 06.06 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2566 เวลา 05.54 น. • THE BETTER

จากกรณีที่มีข่าวว่า สังฆราชละตินแห่งเยรูซาเลม ซึ่งเป็นประมุขชาวคริสต์นิกายคาทอลิกในไซปรัส, อิสราเอล, จอร์แดน และปาเลสไตน์กล่าวว่า “ประมาณเที่ยง” ของวันที่ 16 ธันวาคม มือปืนของ IDF “สังหารสตรีชาวคริสเตียนสองคนในโบสถ์ Holy Family Parish ในฉนวนกาซา ซึ่งครอบครัวคริสเตียนส่วนใหญ่เข้าไปลี้ภัยตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม" นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคนถูกยิงเช่นกันตามคำแถลง

ในเวลาต่อมา กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ปฏิเสธความรับผิดต่อการเสียชีวิตของสตรีชาวปาเลสไตน์ที่เป็นคริสเตียนสองคน

นอกจากการที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะถูกสังหารในระหว่างสงครามอย่างง่ายดายแล้ว สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้คือ หลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่าปาเลสไตน์เป็นบ้านของชาวคริสต์จำนวนไม่น้อย ไม่ได้มีแค่ชาวมุสลิมอย่างที่เข้าใจ และคนสองกลุ่มอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์มานานนับพันปี จนกระทั่งเกิดรัฐอิสราเอลขึ้นมา หลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ชาวคริสต์ที่เก่าแก่ที่สุด
ชาวคริสต์ในปาเลสไตน์มีประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปถึงศตวรรษแรก หรือราว 2,000 ปีก่อน ถือเป็นตัวแทนของชุมชนคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เนื่องจากปาเลสไตน์ (หรืออิสราเอล) คือดินแดนถือกำเนิดของพระเยซูและเป็นสถานที่ที่พระองค์เผยแพร่ศาสนา ดังนั้น ชาวคริสต์กลุ่มแรกๆ ของโลกก็มาจากชาวปาเลสไตน์นั่นเอง ต่อมาหลังจากนั้นหลายร้อยปี ศาสนาคริสต์ได้กลายเป็นศาสนาทางการของอาณาจักรโรมัน ซึ่งปกครองปาเลสไตน์ในฐานะจังหวัดหนึ่ง ศาสนาคริสต์ในพื้นที่ปาเลสไตน์และจังหวัดรอบๆ เช่น จอร์แดน, ซีเรีย เป็นต้น เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น การใช้ภาษาในการประกอบพิธี ซึ่งชาวคริสต์ในปาเลสไตส์หรือชาวเมลไคต์ใช้ภาษากรีกเป็นภาษาทางศาสนา (ภาษาแรกๆ ที่ใช้บันทึกคัมภีร์ไบเบิลคือภาษากรีก)

ต่อมา หลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ตามด้วยอาณาจักรไบแซนไทน์ที่นับถือศาสนาคริสต์เช่นกัน ก็ตามด้วยการปกครองภายใต้ชาวมุสลิม ซึ่งไม่นานหลังจากการพิชิตของชาวมุสลิม ชาวเมลไคต์ก็เริ่มละทิ้งภาษากรีกแทนภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้พวกเขากลายเป็นชาวคริสต์ที่เป็นชาวอาหรับ (หรือคนพูดภาษาอาหรับ) มากที่สุดในดินแดนลิแวนต์ (Levant) หรือดินแดนปาเลสไตน์, เลบานอน และซีเรีย

การที่ชาวอาหรับที่นับถือศาสนาคริสต์ในปาเลสไตน์มองว่าตนเองเป็นชาวอาหรับในเชิงชาตินิยม สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ณ ต้นศตวรรษที่ 20 พวกเขามีธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่างเช่นเดียวกับเพื่อนบ้านที่เป็นมุสลิม อันเป็นผลมาจากการที่ชาวคริสต์รับเอาแนวทางปฏิบัติศาสนาอิสลามมาปฏิบัติด้วย

นอกจากนี้ ชาวมุสลิมปาเลสไตน์จำนวนมากยังมองว่าศาสนสถานของชาวคริสต์ในท้องถิ่นเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญในศาสนาอิสลามด้วย สืบเนื่องจากบุคคลสำคัญในศาสนาคริสต์ก็ถือเป็นบุคคงสำคัญในศาสนาอิสลามด้วย เช่น พระเยเซู (อิสลามเรียกว่า อีซา) หรือพระแม่มารี (อิสลามเรียก มัรยัมหรือมาเรียม) ตัวอย่างเช่น สตรีมุสลิมที่มีปัญหาในการตั้งครรภ์อาจเดินทางไปเบธเลเฮมเพื่อสวดภาวนาเพื่อมีบุตรต่อหน้าพระแม่มารีย์ (หรือมัรยัม บินต์ อิมรอน)

เมื่ออิสราเอลเข้ามาทุกอย่างก็พัง
ชาวคริสต์ในปาเลสไตน์อยู่ร่วมกับชาวมุสลิมอย่างกลมเกลียวมานับพันปี จนกระทั่งสิทธิในการปกครองดินแดนปาเลสไตน์ถูกโอนจากจักรวรรดิออตโตมัน (ชาวมุสลิม) ไปยังประเทศบริเตนใหญ่ (สหราชอาณาจักรในปัจจุบัน) ในช่วงเวลานั้น ชาวยิวในยุโรปเข้าหารัฐบาลบริเตนใหญ่เพื่อพยายามที่จะใช้ปาเลสไตน์เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยิว ซึ่งความพยายามนี้สำเร็จหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยการสถานปนา "รัฐอิสราเอลของชาวยิว" ขึ้นมา หลังจากนั้นชาวอาหรับทั้งมุสลิมและคริสเตียนก็อยู่ไม่สุขอีกต่อไป

หลังจากนั้นชาวอาหรับในปาเลสไตน์ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงแผ่นดินกับชาวยิว ทำใหความขัดแย้งลุกลามไปถึงชาวคริสต์ไปด้วย ทำให้ชาวคริสต์ชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่คิดจะออกจากดินแดนปาเลสไตน์เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับอิสราเอล มีรายงานการโจมตีชาวคริสต์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาจากกลุ่มหัวรุนแรงมุสลิม แต่ผู้นำชาวคริสต์ในฉนวนกาซา คือ ศิษยาภิบาล คือ มานูเอล มูซาลลัม แสดงความสงสัยว่าการโจมตีเหล่านั้นไม่น่าจะมีแรงจูงใจทางศาสนา

แต่ปัญหามาจากชาวยิวมากกว่า โดยบาทหลวง เปียร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา ผู้ดูแลดินแดนศักดิ์สิทธิ์ โฆษกอาวุโสของชาวคาทอลิก กล่าวว่า ตำรวจอิสราเอลที่กระทำการนอกขอบเขตและวัฒนธรรมการศึกษาที่ส่งเสริมให้เด็กๆ ชาวยิวปฏิบัติต่อคริสเตียนด้วยความ "ดูถูก" ได้ทำให้ชีวิตชาวคริสต์ "ทนอยู่ไม่ไหว"

นอกจากนี้ยังมีการกระทำรุนแรงจากชาวยิว เช่น กลุ่มหัวรุนแรงที่สนับสนุนผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในดินแดนของชาวอาหรับได้โจมตีอารามพระคาทอลิกในเมืองลาทรูนโดยจุดไฟเผาที่ประตูวัด และเขียนข้อความกราฟฟิตี้ที่ต่อต้านคริสเตียน และยังเกิดเหตุวางเพลิงและก่อกวนหลายครั้งในปี 2555 โดยมุ่งเป้าไปที่สถานที่สักการะของชาวคริสต์ ซึ่งรวมถึงอารามไม้กางเขนแห่งกรุงเยรูซาเลมสมัยศตวรรษที่ 11 โดยมีการเขียนข้อความว่าว่า “ชาวคริสเตียนไปตายซะ” และภาพเขียนที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ บนผนัง

ปัจจุบันกำลังจะสาบสูญ
ชาวคริสต์อาหรับกับมุสลิมอาหรับอยู่อย่างสมานฉันท์โดยไม่มีการกระทบกระทั่ง จนชาวยิวเข้ามา พร้อมด้วยการแทรกแซงของชาวคริสต์หัวรุนแรงจากภายนอก เช่น พวกคริสเตียนโปรแตสแตนท์ชาวอเมริกันที่สนับสนุนลิทธิไซออน (แนวคิดที่ส่งเสริมให้ชาวยิวไปอยู่ที่ปาเลสไตน์) คริสเตียนสุดโต่งในโลกตะวันตกเหล่านี้ มักส่งเสริมอิสราเอลและต่อต้านปาเลสไตน์ โดยไม่ตระหนักว่าในปาเลสไตน์ก็มีชาวคริสต์อยู่ด้วย

ตัวอย่างเช่น เครือข่าย Christian Broadcasting Network (องค์กรโปรเตสแตนต์ในอเมริกา) อ้างว่าคริสเตียนชาวปาเลสไตน์ต้องทนทุกข์กับการเลือกปฏิบัติและการประหัตประหารอย่างเป็นระบบด้วยน้ำมือของประชากรมุสลิมส่วนใหญ่ และรัฐบาลปาเลสไตน์ที่มีเป้าหมายที่จะขับไล่ประชากรชาวคริสต์ออกจากบ้านเกิดของตน

อย่างไรก็ตาม ชาวคริสเตียนชาวปาเลสไตน์ในเบธเลเฮมและเมืองเบตจาลา โต้ว่า การที่พวกเขาต้องพลัดถิ่นมีเหตุมาจากการสูญเสียที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและการเวนคืนจากกองทัพอิสราเอล การประหัตประหารโดยอิสราเอลในปี 1948 และความรุนแรงจากการยึดครองของทหารอิสราเอล เรื่องเหล่ายนี้ทำให้ชาวคริสต์อาหรับต้องลี้ภัยและการอพยพครั้งใหญ่

ปัจจุบัน เพราะภัยสงครามและความขัดแย้ง ในปี 2015 ชาวคริสต์ชาวปาเลสไตน์ประกอบด้วยประมาณ 1–2.5% ของประชากรในเขตเวสต์แบงก์ และน้อยกว่า 1% ในฉนวนกาซา ต่างจากในยุคที่ปกครองโดยบริเตนใหญ่ที่มีการสำรวจพบว่ามีชาวคริสต์ในปาเลสไตน์ถึง 10.8% ของประชากรทั้งหมด

ในปี 2022 เหลือชาวคริสต์ประมาณ 1,100 คนอาศัยอยู่ในฉนวนกาซา ลดลงจากกว่า 1,300 คนในปี 2014 ดังนั้นจึงเกิดความกังวลกันว่า อีกไม่นานชาวคริสต์คงจะสาบสูญไปจากดินแดนปาเลสไตน์ และจบสิ้นประวัติศาสตร์ของชุมชนชาวคริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ชาวคริสต์ปาเลสไตน์ที่จริงไม่ได้เหลือแค่นี้ แต่พวกเขาอพยพลี้ภัยไปอยู่ในต่างแดน เมื่อรวมประชากรทั้งหมดแล้วมีมากถึง 500,000 ในการสำรวจปี 2000 คิดเป็นประมาณ 6-7% ของประชากรปาเลสไตน์ทั้งหมดของโลก

ภาพประกอบข่าว - ชาวคริสต์ชาวปาเลสไตน์โบกธงประจำชาติในระหว่างการเดินขบวนเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวกาซาในหมู่บ้านจิฟนา ทางตอนเหนือของรามัลเลาะห์ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครองเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2023 ท่ามกลางการสู้รบที่ดำเนินอยู่ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส (Photo by Jaafar ASHTIYEH / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...