โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

เทรนด์อสังหาริมทรัพย์ 2567 รับมรดกเหนื่อยทั้งดอกเบี้ย-ค่าแรง-ต้นทุนแพง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ธ.ค. 2566 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2566 เวลา 06.49 น.

เปิดศักราชปีมังกร 2567 ได้เวลาอัพเดตเทรนด์ใหม่ ๆ ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ว่ากันด้วยตัวเลขแบบรัว ๆ จาก 2 สำนักวิจัย

กระแสหลักในการสรุปหนังชีวิตตลอดปี 2566 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาด ๆ ตลาดหลักที่เป็นตลาดใหญ่สุดของไทย กระจุกตัวอยู่ที่เขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 7 จังหวัด

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ปี 2565 มีเหตุการณ์พิเศษจากการหลุดพ้นสถานการณ์โควิดในช่วงปี 2563-2564 ที่มีการอั้นกำลังซื้อ บวกกับมาตรการกระตุ้นภาครัฐทั้งผ่อนปรน LTV 100% (มาตรการขอสินเชื่อได้ 100% โดยไม่ต้องมีเงินดาวน์) และการลดค่าโอน-จำนอง 3% เหลือ 0.01% ทำให้ตลาดเติบโตแบบปรี๊ดปร๊าด

ในขณะที่ปี 2566 เจอวิกฤตหลายเด้ง ทั้งสงครามอิสราเอล ความเชื่อมั่นตลาดหุ้นจากกรณี STARK ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น หนี้ครัวเรือนระดับสูง การปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากกว่าการอนุมัติ และปัจจัยกดดันอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้ข้อสรุปเบื้องต้นออกมาว่า ในด้านจำนวนหน่วยติดลบ -5% ถึง -8% แต่ด้านมูลค่ากลับเป็นบวกได้ถึง 10%

สะท้อนว่าปี 2566 จำนวนหน่วยลดลง แต่ขายราคาต่อหน่วยแพงขึ้น ทำให้ภาพรวมมูลค่ายังเป็นบวกได้

สัญญาณชะลอตัวตั้งแต่ Q3/66

“ดร.วิชัย วิรัตกพันธุ์” ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทย 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2566) มีการขยายตัว 1.9% ชะลอตัวจาก 2.2% ในช่วงครึ่งปีแรก 2566 โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีการลดลงทั้งในด้านของดีมานด์และซัพพลาย ดังนี้

ซัพพลายใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศ พบว่าจำนวนโครงการลดลง -16.9% จำนวนหน่วย -16.4% และด้านพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างลดลง -3.3%

ขณะที่ดีมานด์ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ชะลอตัวในเชิงจำนวนหน่วยลดลง -4.2% เกิดจากปัจจัยลบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบจากมาตรการ LTV-loan to value ภาวะหนี้ครัวเรือนระดับสูง ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยลดลง

แต่พบว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ยังคงเพิ่มขึ้น 1.6% เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้น ในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาสูงเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ สะท้อนในมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป

แข่งลอนช์คอนโดโครงการใหม่

นอกจากนั้น ผลสำรวจภาคสนามก็ได้สะท้อนซัพพลายและดีมานด์ที่อยู่ระหว่างขาย ข้อมูลไตรมาส 3/66 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่าซัพพลายบ้านและคอนโดมิเนียมที่เสนอขายทั้งหมด 213,282 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.0% หน่วยเปิดตัวใหม่มีจำนวน 20,281 หน่วย ลดลง -15.1%

ขณะที่ยอดขายได้ใหม่มีจำนวน 18,223 หน่วย ลดลง -9.7% ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยเหลือขายในโครงการต่าง ๆ มีจำนวน 195,059 หน่วย เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565

ผลการสำรวจแสดงให้เห็นปริมาณซัพพลาย ว่ามีที่อยู่อาศัยเสนอขายทั้งสิ้น 213,282 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 1,113,639 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนคอนโดฯ 38.7% หรือ 82,452 หน่วย มูลค่า 316,669 ล้านบาท และสัดส่วนบ้านจัดสรร 61.3% หรือ 130,830 หน่วย มูลค่า 796,970 ล้านบาท

ซึ่งพบว่าคอนโดฯ มีหน่วยเสนอขายเพิ่มขึ้น 15.5% บ้านจัดสรรมีหน่วยเสนอขายเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565

ในช่วงเวลาดังกล่าวมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จำนวนรวม 20,281 หน่วย มูลค่ารวม 142,611 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนคอนโดฯ เปิดขายใหม่ 36.4% หรือ 7,390 หน่วย มูลค่า 22,777 ล้านบาท และสัดส่วนบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ 63.6% หรือ 12,891 หน่วย มูลค่า 119,834 ล้านบาท

ซึ่งพบว่าคอนโดฯ มีหน่วยเปิดขายใหม่ลดลง -1.8% บ้านจัดสรรมีหน่วยเปิดขายใหม่ลดลง -21.3% ขณะที่มูลค่าของอาคารชุดที่เปิดขายใหม่เพิ่มขึ้น 15.8% และมูลค่าบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ลดลงเพียง -5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 สะท้อนให้เห็นได้ว่า ที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่เป็นกลุ่มราคาแพงขึ้นกว่าปี 2565 อย่างเห็นได้ชัด

ทาวน์เฮาส์ส่งสัญญาณฝ่อตัว

สำหรับด้านดีมานด์นั้น REIC สำรวจพบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ รวมทั้งสิ้น 18,223 หน่วย มูลค่า 99,058 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนคอนโดฯ 42.8% หรือ 7,795 หน่วย มูลค่า 28,708 ล้านบาท และบ้านจัดสรร 57.2% หรือ 10,428 หน่วย มูลค่า 70,350 ล้านบาท

โดยคอนโดฯ มีหน่วยขายได้ใหม่ลดลง -4.7% บ้านจัดสรรมีหน่วยขายได้ใหม่ลดลง -13.1% ขณะที่มูลค่าคอนโดฯ ขายได้ใหม่ลดลง -2.9% และมูลค่าบ้านจัดสรรขายได้ใหม่ลดลง -15.7%

ทั้งนี้ พบว่าสินค้าทาวน์เฮาส์ มียอดขายลดลงมากที่สุด โดยจำนวนหน่วยลดลง -19.4% มูลค่าลดลง -21.5% รองลงมาสินค้าบ้านเดี่ยว จำนวนหน่วยลดลง -8.2% และมูลค่าลดลง -17.3%

เปิดใหม่ฟู-ยอดขายออกแนวแฟ่บ

สถิติที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3/66 ตลาดในภาพรวมมีการเปิดตัวใหม่เพิ่มมากกว่ายอดขายใหม่ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดบ้านและคอนโดฯ มีหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้นมากถึง 10%

ส่วนหน่วยเหลือขายสะสมมาจาก 6 ไตรมาสก่อนหน้า ได้ส่งผลให้พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีที่อยู่อาศัยเหลือขายทั้งสิ้น 195,059 หน่วย มูลค่า 1,014,581 ล้านบาท

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ภาพรวมในช่วงไตรมาส 3/66 ได้เข้าสู่ภาวะที่มีการชะลอตัวของตลาดแล้ว โดยมียอดขายภาพรวมลดลง -9.7% ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดฯ

โดยกลุ่มที่มียอดขายลดมากอยู่ในระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ยอดขายลดลง -17.1% ส่วนใหญ่เป็นการลดลงจากยอดขายคอนโดฯ, กลุ่มราคา 2-5 ล้านบาท ลดลง -6.5% ส่วนใหญ่เป็นการลดของยอดขายทาวน์เฮาส์ และกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท ยอดขายลดลง -17.9% ส่วนใหญ่เป็นการลดจากยอดขายบ้านเดี่ยว

และมีข้อสังเกตว่า หน่วยเหลือขายที่กล่าวถึงนี้ พบการสะสมเพิ่มในช่วง 9 เดือนแรก 2566 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่า ยอดขายที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปี (2565-2566) มักเกิดจากขายได้ดีในช่วง 1-2 ไตรมาสที่มีการเปิดตัว หลังจากนั้นยอดขายโครงการที่เปิดมาระยะหนึ่งแล้วก็มักชะลอลง ทำให้เกิดหน่วยเหลือขายสะสมในตลาดมากขึ้น

ลุ้นปัจจัยหนุนดันตลาดฟื้นตัวเร็ว

โดย REIC มีมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ในปี 2567 โดยปัจจัยบวกมีทั้งภาวะดอกเบี้ยที่มีทิศทางทรงตัว และอาจมีการปรับตัวลดลง หากสหรัฐมีการปรับลดดอกเบี้ยลง และการที่รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2566 และ 2567 เพื่อการใช้จ่ายในการลงทุน และการใช้จ่ายงบประมาณโครงการต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตามแผนงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน น่าจะมีการสานต่อมาตรการต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์

“ดร.วิชัย” กล่าวว่า เทรนด์ปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะมีการฟื้นตัวกลับมา…แต่อาจจะไม่เท่ากับปี 2565

หากพิจารณาในภาพของตลาดอย่าง dynamic ซึ่งเห็นได้ว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์ปีหน้า คาดว่าน่าจะมีการขยายตัวจากปี 2566 โดยในปี 2567 คาดว่าจะมียอดโอนกรรมสิทธิ์ 392,936 หน่วย มูลค่า 1,114,405 ล้านบาท ขยายตัว 4% ของจำนวนหน่วย และ 4.6% ของมูลค่า เนื่องจากมียอดขายและ Backlog (ยอดขายรอโอน) ที่เกิดขึ้นในปี 2565-2566 ที่มีการทยอยโอนต่อเนื่องมาถึงปี 2567 ประกอบกับการผลักดันยอดขายใหม่ของหน่วยที่สร้างเสร็จพร้อมโอนในปี 2567

ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2567 ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คาดว่ามีจำนวน 99,230 หน่วย ขยายตัว 13.1% มูลค่า 524,939 ล้านบาท ขยายตัว 2% ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ ว่าไม่ได้เป็นกลุ่มที่มีราคาสูงมากนัก เนื่องจากบ้านราคาสูงมากตลาดเริ่มอิ่มตัว

นอกจากนี้ พบว่าซัพพลายเหลือขายรวมทุกประเภทที่มีราคาเกิน 10 ล้านขึ้นไป ซึ่งมียอดสะสมในตลาด ณ สิ้นไตรมาส 3/66 จำนวนรวม 13,000 หน่วย ขณะที่ยอดขายน่าจะมีการขยายตัวจากปี 2566 อยู่ที่ 10% เนื่องจากยอดขายในปี 2566 ปรับตัวลดลงจากปี 2565 พอสมควร

“เทรนด์ปี 2567 ถ้ามีปัจจัยสนับสนุนทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นได้ดีขึ้น เราอาจจะได้เห็นการปรับตัวของยอดขายเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ จะเป็นตามที่คาดการณ์หรือไม่ เพราะยังมีสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญ” คำกล่าวของ ดร.วิชัย

กทม.-ปริมณฑลปีมังกรโตเล็กน้อย

เริ่มจาก “ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LWS) บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ระบุว่า ประเมินการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2567 มีแนวโน้มเติบโต 5-10% ในขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 5-10% เป็นผลมาจากปัจจัยกระทบด้านราคาที่ดิน ค่าแรง ราคาวัสดุก่อสร้างและดอกเบี้ยขาขึ้น

เทรนด์การโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2566 หรือเติบโตไม่เกิน 5% มาจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Loan) ขึ้นกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ความสามารถในการก่อหนี้ของผู้ซื้อ และการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน

โดย LWS วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจปีมังกรผ่าน 3 มุมมอง (3-Scenarios) ดังนี้

Best Case จีดีพีต้องไปถึง 3.5-4%

1.Best Case-กรณีที่ดีที่สุด คาดการณ์บนพื้นฐานเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพีเติบโตไม่น้อยกว่า 3.5-4% ตามการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง การลงทุนภาครัฐสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเลต วงเงิน 500,000 ล้านบาท ที่คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในไตรมาส 2/67

ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ราคาพลังงานทรงตัวในระดับไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 1.5% จะทำให้มีการเปิดตัวบ้านและคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 110,000-115,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 497,000-520,000 ล้านบาท หรือเติบโต 5-10% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่ประเมินว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ 106,000 หน่วย มูลค่า 474,000 ล้านบาท

และคาดว่าจะมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ทั่วประเทศในปี 2567 จำนวน 1.1 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 3% จากปี 2566 ที่ประมาณว่าจะมียอดการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ 377,382 หน่วย มูลค่า 1.07 ล้านล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้น 0.1% จากปี 2565

ระวังจีดีพีต่ำ 2.5%-น้ำมันร้อยเหรียญ

2.Base Case-กรณีปกติ ประเมินบนพื้นฐานจากจีดีพีไทยเติบโต 2.5-3% ภาคการส่งออกฟื้นตัว การลงทุนของภาครัฐล่าช้าจากแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการแจกเงินดิจิทัล ที่อาจจะล่าช้าจากแผนที่วางไว้ว่าจะเริ่มใช้ได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2567 โดยล่าช้าออกไปในไตรมาส 3/67-4/67

ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ราคาพลังงานทรงตัวในระดับไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 1.5% LWS คาดว่าจะทำให้มีการเปิดตัวโครงการอสังหาฯใหม่ 107,000-110,000 หน่วย มูลค่า 481,000-497,000 ล้านบาท หรือเติบโต 3-5%

ส่วนอัตราการโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2566 คาดว่ามีเม็ดเงินโอนกรรมสิทธิ์รวม 1.07 ล้านล้านบาท

3.Worst Case-กรณีแย่ที่สุด ประเมินจากพื้นฐานจีดีพีไทยเติบโตน้อยกว่า 2.5% ภาคการส่งออกทรงตัว การลงทุนภาครัฐไม่สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการแจกเงินดิจิทัลที่อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมายและประเด็นทางการเมือง

ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ผลจากสงครามที่ยืดเยื้อทั้งในชนวนกาซา และยูเครน ทำให้อัตราเงินเฟ้อเกิน 2% กระทบกับยอดเปิดตัวโครงการใหม่ ปรับลดลงมาใกล้เคียงกับปี 2566 หรือลดลงไม่น้อยกว่า 5%

ในขณะที่อัตราการโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มจะติดลบเมื่อเทียบกับปี 2566 หรือมีมูลค่าน้อยกว่า 1.07 ล้านล้านบาท

2566 หน่วยลดลง-มูลค่าเป็นบวก

ทั้งนี้ จากการสำรวจของ LWS คาดว่าในปี 2566 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวนหน่วยเปิดตัวลดลง -5% ถึง -8% ในขณะที่มูลค่าการเปิดตัวปรับตัวสูงขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีจำนวนการเปิดตัว 103,000 หน่วย มูลค่า 457,000 ล้านบาท

โดยมีอัตราขายในวันเปิดตัวโครงการในปี 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ 17% ปรับตัวลดลงจากสถิติปี 2565 ที่มีอัตราเฉลี่ย 29%

โดยสัดส่วน 52% ของจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่เป็นโครงการบ้านแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์) ที่เหลือ 48% เป็นการเปิดตัวคอนโดฯ ระดับราคาเฉลี่ยในปี 2566 อยู่ที่ 5.2 ล้านบาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 17.38% จากราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ย 4.43 ล้านบาทต่อหน่วยในปี 2565

เป็นผลมาจากสัดส่วนการเปิดตัวที่อยู่อาศัยในระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนของมูลค่าสูงถึง 34% ของโครงการที่เปิดตัวใหม่ทั้งหมดในปี 2566

ข้อมูลสำรวจที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมขาย และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 39 บริษัท ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 อยู่ที่ 663,188.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.43% เมื่อเทียบกับมูลค่า 600,548.76 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565

เมื่อเทียบกับยอดการรับรู้ของบริษัทอสังหาฯในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือกลุ่มผู้ประกอบการบิ๊กแบรนด์ คาดว่าต้องใช้เวลาในการระบายสินค้า 2 ปี 6 เดือน

4 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้ากำลังซื้อ

“ประพันธ์ศักดิ์” กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงปีหน้าด้วยว่า มี 4 ปัจจัย นอกจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย

1.อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเงินของดีเวลอปเปอร์ และผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการและการซื้อที่อยู่อาศัยสูงขึ้นในปี 2567 เทียบกับปี 2566

2.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ 400 บาทต่อวัน จะมีผลบังคับใช้ในปี 2567 กระทบโดยตรงต่อต้นทุนดำเนินงานของดีเวลอปเปอร์ และเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้น

3.ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการก่อสร้างและราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้นในปี 2567 เทียบกับปี 2566

4.ความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยที่กระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อในตลาด โดยปี 2566 มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) 60-65% จากยอดการขออนุมัติสินเชื่อ

ขณะที่ในปี 2567 แบงก์ชาติยังคงมีนโยบายทางการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง และสัดส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL-Non Performing Loans ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่สูง เมื่อเทียบกับสินเชื่อบุคคลประเภทอื่น ๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในตลาด โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อหน่วย

ตัวช่วยลงทุนรัฐ-แพ็กเกจกระตุ้น

ด้าน “ดร.วิชัย วิรัตกพันธุ์” ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC กล่าวเพิ่มเติมว่า REIC มีมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ในปี 2567

โดยเชื่อว่าตลาดที่อยู่อาศัยมีปัจจัยบวก ทั้งจากภาวะดอกเบี้ยที่มีทิศทางทรงตัว และอาจมีการปรับตัวลดลง หากสหรัฐมีการปรับลดดอกเบี้ยลง และการที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2566 และ 2567 เพื่อการใช้จ่ายงบประมาณในการลงทุน และการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตามแผนงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่า รัฐบาลน่าจะมีการการสานต่อมาตรการต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น REIC จึงเชื่อว่า ปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะมีการฟื้นตัวกลับมา แต่อาจจะไม่เท่ากับปี 2565

แบ็กล็อกสร้างเสร็จหนุนยอดขาย

ทั้งนี้ หากพิจารณาไปในภาพของตลาดในรูปแบบประเมินแบบ Dynamic เห็นได้ว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปีหน้า น่าจะมีการขยายตัวจากปี 2566

โดยในปี 2567 คาดว่ามียอดโอนกรรมสิทธิ์ 392,936 หน่วย เติบโต 4.0% ด้านมูลค่า 1,114,405 ล้านบาท เติบโต 4.6% เนื่องจากยอดขายและ Backlog (ยอดขายอยู่ระหว่างจ่ายเงินดาวน์-ก่อสร้าง) ที่เกิดขึ้นในปี 2565-2566 ที่มีการทยอยโอนต่อเนื่องมาถึงปี 2567 ประกอบกับมียอดขายใหม่ของหน่วยที่สร้างเสร็จพร้อมโอนในปี 2567

ส่วนการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2567 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล คาดว่ามีจำนวน 99,230 หน่วย ขยายตัวจากปี 2566 อยู่ที่ 13.1% มูลค่า 524,939 ล้านบาท ขยายตัว 2.0%

ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่อยู่อาศัยที่จะเปิดตัวใหม่ว่า ไม่ได้เป็นกลุ่มที่มีราคาสูงมากนัก เนื่องจากบ้านราคาสูงมากตลาดเริ่มอิ่มตัว โดยพบว่าซัพพลายที่อยู่อาศัยเหลือขายรวมทุกประเภทที่มีราคามากกว่า 10 ล้านขึ้นไป มียอดสะสมในตลาด ณ สิ้นไตรมาส 3/66 จำนวน 13,000 หน่วย

ขณะที่ยอดขายน่าจะมีการขยายตัวจากปี 2566 อยู่ที่ 10% เนื่องจากยอดขายในปี 2566 ปรับตัวลดลงจากปี 2565 พอสมควร

“เทรนด์ปี 2567 ถ้ามีปัจจัยสนับสนุนทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นได้ดีขึ้น เราอาจจะได้เห็นการปรับตัวของยอดขายเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ จะเป็นตามที่คาดการณ์หรือไม่ เพราะยังมีสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญ” คำกล่าวของ ดร.วิชัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...