โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

คนทำงานส่วนใหญ่ ไม่อยากเป็น ‘หัวหน้า’ เพราะเหนื่อย เครียด กินเวลาชีวิต ไมใช่งานที่ตัวเองชอบ

TODAY

อัพเดต 22 ม.ค. 2567 เวลา 00.50 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2567 เวลา 17.50 น. • workpointTODAY

กาลครั้งหนึ่งความก้าวหน้าใน ‘Career path’ ของมนุษย์ออฟฟิศอาจเป็นเส้นตรงที่ต้องไต่ระดับจาก ‘มดงาน’ ขึ้นสู่ ‘หัวหน้าทีม’ และจุดสูงสุดอย่างผู้บริหารระดับ ‘C-level’

เพราะเป็นความก้าวหน้าที่จับต้องได้จริง ทั้งจากค่าตอบแทนที่เพิ่มมากขึ้นรวมถึงการเป็นที่ยอมรับในความสามารถ ที่พิสูจน์ได้จากความไว้วางใจในการแบกรับหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบมากกว่าเดิม

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถนนที่เคยมีเพียง ‘ทางตรง’ ก็ถูกตัดเชื่อมเพื่อให้ผู้คนที่สัญจรไปมามี ‘ทางเลือก’ หลากหลาย จากที่เคยเชื่อว่า การขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้า-ผู้บริหาร คือความก้าวหน้าเพียงหนึ่งเดียว คนรุ่นใหม่กลับปฏิเสธสิ่งนั้น

หลายคนไม่สนใจ-ยักไหล่ให้กับตำแหน่งหัวหน้างาน แต่เลือกที่จะนิยามความสำเร็จและความพึงพอใจ ด้วยการกำหนดเส้นชัยที่มีส่วนผสมของความเป็นตัวเองมากขึ้น

และบางครั้งตำแหน่งหัวหน้าก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เท่ากับรูปแบบการทำงานในยุคก่อนอีกแล้ว ‘หัวหน้า’ หรือ ‘ผู้บริหาร’ ในสายตาคนรุ่นใหม่จึงไม่ได้น่าดึงดูดใจอีกต่อไป

[ ตำแหน่งไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ ‘ความสำเร็จ’ ]

‘Visier’ บริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการพัฒนาองค์กรได้ทำการสำรวจเก็บข้อมูลชาวอเมริกันจำนวน 1,000 คน พบว่า 38% ต้องการขึ้นสู่ตำแหน่งระดับ ‘Manager’ ในองค์กรปัจจุบัน ส่วนอีก 62% ระบุว่า พวกเขาต้องการอยู่ในสถานะ ‘คนทำงาน’ เช่นเดิมมากกว่า

ข้อมูลจากเว็บไซต์ ‘Yahoo! Finance’ ระบุว่า คนทำงานรุ่นใหม่หลุดพ้นจากความสำเร็จเชิงอุดมคติในรูปแบบเดิมๆ ไปแล้ว พวกเขาต้องการเติมเต็มความสำเร็จที่ออกแบบเองได้ในระดับปัจเจกบุคคลมากกว่า

โดยได้ยกตัวอย่างการสำรวจอินไซต์ของออฟฟิศแอปพลิเคชันแห่งยุคอย่าง ‘TikTok!’ ที่มีแนวโน้มคล้ายกันกับผลสำรวจดังกล่าวโดยพบว่า “คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการให้พาร์ตการทำงานเป็นแกนหลักในชีวิต พวกเขาต้องการขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น”

ผลสำรวจจาก ‘Visier’ ยังพบอีกว่า กว่า 67% ตอบว่า พวกเขาต้องการใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น 64% ตอบว่า พวกเขาต้องการมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง 58% บอกว่า พวกเขาโฟกัสไปที่การหาเวลาเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น และมีเพียง 4% เท่านั้นที่ระบุว่า ต้องการทำงานในบทบาทผู้บริหาร

ส่วนหนึ่งที่ทำให้วิธีคิดในการทำงานเปลี่ยนแปลงไปเป็นผลสืบเนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ ทำให้ผู้คนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด ลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ เส้นทางการเติบโตในอาชีพการงานดูจะสำคัญน้อยกว่าสุขภาพและความสุขส่วนตัว

ซึ่งท้ายที่สุดก็อาจสรุปได้ว่า ทั้งหมดนี้ คือความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างงานและชีวิตที่ดีนั่นเอง

[ ตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น มาพร้อมกับภาระที่ใหญ่ยิ่ง ]

การเป็นคนทำงานในบทบาท ‘Specialist’ เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการมากกว่าขึ้นสู่ตำแหน่งระดับบริหาร พวกเขาต้องการปิดจบงานด้วยตัวเองโดยไม่ต้องวุ่นกับการจัดการคนอื่นๆ พวกเขาต้องการทำงานที่ชอบพร้อมกับการได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม โดยไม่ต้องเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ ที่มาพร้อมกับการบริหารจัดการสารพัดอย่าง

พร้อมกันนี้ยังพบอีกว่า ความน่าสนใจในตำแหน่งระดับผู้บริหารนั้นน้อยลงเต็มที เพราะเมื่อคุณขึ้นสู่ระดับเมเนจเมนต์แล้ว งานที่ได้ทำส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ ‘ต้องทำ’ ไม่ใช่งานที่ ‘อยากทำ’ แม้จะแลกมากับการ ‘ลงแรง’ ที่น้อยกว่า

แต่นั่นก็มาพร้อมกับความเครียดและค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเพียงน้อยซึ่งก็ดูจะไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องแบกรับสักเท่าไร

ในบรรดาผู้ตอบแบบสอบถามของ ‘Visier’ ระบุว่า สิ่งที่พวกเขากังวลที่สุดหากต้องขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร คือความเครียด ความกดดัน และเวลาในการทำงานที่มากขึ้น

งานวิจัยจาก ‘Washington Post’ พบว่า คนรุ่นมิลเลนเนียล (ผู้ที่เกิดในปี 1980-1994) ไม่ค่อยสนใจงานด้านการจัดการผู้คน แต่พวกเขากลับมีความสนใจในความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานที่หันมาโฟกัสกับตัวเอง

และด้วยความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นทำให้บางบริษัทปรับเปลี่ยน ‘Career path’ ในบริษัทให้ยึดโยงกับบริบทที่เปลี่ยนไป ความก้าวหน้าไม่ได้ผูกกับการขึ้นสู่ตำแหน่งเมเนจเมนต์อย่างเดียว แต่คนทำงานที่ต้องการออกแบบเส้นทางอาชีพในฐานะ ‘Specialist’ ก็สามารถเติบโตในองค์กรได้เช่นกัน

ด้านข้อมูลจากเว็บไซต์ ‘Harvard Business Review’ ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า หน้าที่ของผู้บริหาร ทั้งในระดับ ‘Manager’ และระดับ ‘C-level’ มีภารกิจที่แปลกแยกจากความเป็นธรรมชาติของมนุษย์

กล่าวคือผู้บริหารต้องสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของบริษัทและพนักงาน ซึ่งทั้งสองส่วนมีความขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนไม่ต้องการสวมหัวโขนเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายองค์กรจะปรับตัวให้สอดคล้องไปกับวิถีคนรุ่นใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทุกองค์กรยังต้องการคนทำงานในตำแหน่งผู้บริหารอยู่ดี

นี่คือปัญหาที่บริษัทต้องเผชิญในภายภาคหน้า และต้องเร่งหาวิธีจัดการโดยเร็ว ต่อไปบริษัทอาจขาดแคลนตำแหน่งผู้บริหารมากขึ้นหลังจากเจเนอเรชันก่อนทั้ง ‘เบบี้บูมเมอร์’ และ ‘เจนเอ็กซ์’ ทยอยเกษียณอายุงานไปหมดแล้ว

บริษัทหรือนายจ้างจะทำอย่างไรเพื่ออุดรอยรั่วดังกล่าว ต้องจัดสวัสดิการที่ตรงกับความต้องการของพวกเขามากกว่านี้หรือไม่ ต้องมีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ต้องสร้างทักษะเพื่อให้เกิดผู้บริหารยุคใหม่อย่างไร เป็นโจทย์ที่องค์กรต้องนำกลับไปขบคิดเพื่อทำให้งานเหล่านี้น่าสนใจมากขึ้น

ที่มา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...