ส่องพื้นฐาน 2 ยักษ์ใหญ่ค่ายมือถือ ผลงานปี 67 โต รับรายได้บริการพุ่ง
สำหรับกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมหรือการสื่อสารในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันก็เหลือเพียง 2 ราย ก็คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ซึ่งในแง่ของการแข่งขันก็ได้ผ่อนคลายลง เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แพคเกจราคาถูกเพื่อดึงลูกค้าใหม่
ฉะนั้น ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพื้นฐานและทิศทางธุรกิจในปี 2567 ของทั้ง 2 บริษัท พร้อมกับมุมมองการลงทุนจากนักวิเคราะห์ ที่เราได้รวบรวมมาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่าน
โดยเริ่มกันที่ ADVANC บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้คาดการณ์กำไรหลักปี 2567 จะอยู่ที่ 30,720 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 5% ตามเติบโตของรายได้บริการหลักที่ 2.6% ซึ่งยังไม่รวมกับการควบรวบกับ TTTBB
ส่วนการเติบโตของรายได้จากธุรกิจมือถือคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 1.8% ในปี 67 จาก 0.9% ในปี 66 จากการแข่งขันที่ผ่อนคลายลง ทั้งนี้การลดโควตาอินเตอร์เน็ตในเดือนสิงหาคม 66 จะส่งบวกเต็มที่ต่อ ARPU ในเดือนกุมภาพันธ์ 67 เนื่องจากแพคเกจระบบเติมเงินจะมีอายุการใช้งาน 6 เดือน
ดังนั้น ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 251 บาท จากกำไรที่ยังเติบโตแข็งแกร่งพร้อมกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 67 ที่ 4% โดยกำไรในไตรมาส 4/66 ที่เติบโตได้รับแรงหนุนจาก ARPU ธุรกิจมือถือที่เติบโต 2.5% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นไตรมาสที่สามติดต่อกันและการลดค่าใช้จ่าย ขณะที่กำไรหลักปี 67 ที่เติบโต 5% จากการแข่งขันที่ผ่อนคลายลง
ด้าน TRUE บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) คาดว่าในปี 2567 จะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 5,580 ล้านบาท แต่ลดลงจากผลขาดทุนในปี 2566 เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการที่ ARPUs เพิ่มขึ้น และมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของบริการมือถือ และ FBB รวมถึงสามารถลดต้นทุนลงจาก synergy
สำหรับในปี 2566 คาดว่าจะมีผลขาดทุนอยู่ที่ 6.9 พันล้านบาท แต่ในไตรมาส 4/66 ผลขาดทุนจากธุรกิจหลักจะลดลงเหลือ 1.25 พันล้านบาท โดยผลประกอบการที่ดีขึ้นมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจมือถือ และ FBB เนื่องจาก ARPU สูงขึ้น และต้นทุนลดลงเนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลง และประหยัดต้นทุนได้จากการควบรวม
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 8 บาท จาก 10 บาท เนื่องจากราคาหุ้น TRUE ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาผันผวนหนักขึ้นท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ด้วยสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่สูง แต่อย่างไรก็ตามไม่คิดว่าจะกระทบกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เพราะยังมีช่องให้รีไฟแนนซ์หนี้ที่ครบกำหนดชำระได้