โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ก่อนจะเป็นลานคนเมือง : จากศูนย์กลางพระนครศักดิ์สิทธิ์ สู่พื้นที่ลานประชาชน (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2566 เวลา 02.23 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ก่อนจะเป็นลานคนเมือง

: จากศูนย์กลางพระนครศักดิ์สิทธิ์

สู่พื้นที่ลานประชาชน (2)

พื้นที่ลานขนาดใหญ่ด้านหน้าโบสถ์พราหมณ์ (ลานคนเมือง ณ ปัจจุบัน) ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แม้เราจะมีหลักฐานไม่มากนักว่าถูกใช้สอยในกิจกรรมอะไรบ้าง แต่จากลักษณะที่ตั้งและสิ่งปลูกสร้างรายล้อมที่ปรากฏสันนิษฐานว่า พื้นที่นี้คงมีสถานะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้ประกอบพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย”

พระราชพิธีนี้ประกอบด้วย 2 พิธีต่อเนื่องกัน คือ “พิธีตรียัมปวาย” กับ “พิธีตรีปวาย”

โดยพิธีแรกเป็นพิธีพราหมณ์ทำขึ้นเพื่อต้อนรับพระอิศวร ซึ่งเรารู้จักกันดีในชื่อ “พิธีโล้ชิงช้า” ซึ่งจะทำในวันขึ้น 7 ค่ำ ตอนเช้า และวันขึ้น 9 ค่ำ ตอนเย็น ของเดือนยี่

ส่วนพิธีที่สองเป็นพิธีพราหมณ์กระทำเพื่อต้อนรับพระนารายณ์ เรียกโดยทั่วไปว่า พิธีแห่พระนารายณ์ กระทำกันในวันแรม 1 ค่ำ ถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือนยี่

ทั้งสองพิธีนี้เป็นพิธีปีใหม่ของพราหมณ์ จัดขึ้นทุกปี และถือเป็นหนึ่งใน “พระราชพิธี 12 เดือน”

มีเกร็ดเล็กน้อยที่หลายคนอาจไม่ทราบ คือ ตำแหน่งที่ตั้งเสาชิงช้าที่เราเห็นกันปัจจุบัน (ตั้งอยู่กลางถนนบำรุงเมือง) เป็นตำแหน่งใหม่ที่เพิ่งย้ายมาในราวปลายสมัยรัชกาลที่ 5

ในขณะที่ตำแหน่งดั้งเดิมแรกสถาปนาเมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 อยู่ด้านหน้าโบสถ์พรามณ์ เยื้องมาทางทิศใต้ บริเวณหน้าตลาดเสาชิงช้าเดิม

จากภาพถ่ายมุมสูงถนนบำรุงเมืองที่มองไปยังเสาชิงช้า ถ่ายราวกลางรัชกาลที่ 5 (ภาพประกอบ 1) หากสังเกตให้ดี เราจะเห็นตำแหน่งเสาชิงช้าเดิมว่ามิได้ตั้งอยู่กลางถนนบำรุงเมือง

และหากพิจารณา “แผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย” (พ.ศ.2430) ประกอบ เราจะเห็นตำแหน่งฐานที่ตั้งเสาชิงช้าอย่างชัดเจน (ตำแหน่งที่ผมทำสัญลักษณ์วงกลมล้อมไว้ในแผนที่)

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในบรรดาภาพถ่ายเก่าเสาชิงช้าที่หลงเหลือมาจนปัจจุบัน มีอยู่ภาพหนึ่ง สันนิษฐานว่าถูกถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 4 หรือต้นรัชกาลที่ 5 (ภาพประกอบ 2) ปรากฎภาพของ “เจดีย์ทรงลอมฟาง” ขนาดเล็กตั้งอยู่ทางด้านหลังของเสาชิงช้า

รูปแบบศิลปะดังกล่าวเป็นที่นิยมสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ไม่ปรากฏให้เห็นในยุคสมัยก่อนหน้า ดังนั้น ทำให้น่าเชื่อว่าเจดีย์องค์นี้คงถูกสร้างเพิ่มเข้ามาใหม่ประกอบในแผนผังของเสาชิงช้า ในสมัยรัชกาลที่ 4

ส่วนตัวคิดว่าการสร้างเจดีย์ลอมฟาง ณ ตรงนี้มีความสำคัญ แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่น่าคิดว่า องค์ประกอบเจดีย์ทางพุทธศาสนาแบบรัชกาลที่ 4 อาจถูกเพิ่มเข้ามาโดยเกี่ยวข้องและสอดคล้องไปกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่โปรดให้เพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเข้าไปในในพระราชพิธีโล้ชิงช้าด้วย

การแทรกเพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเข้าไปในพิธีพรามหณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่อย่างมีนัยยะสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 และปรากฏในหลายพระราชพิธี โดยเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปพุทธศาสนา (ก่อตั้งธรรมยุติกนิกาย) ของพระองค์ ซึ่งจะไม่ขออธิบายในที่นี้ เพราะจะยืดยาวมาก

ในทัศนะผม การปรากฏเจดีย์ทรงลอมฟางที่เป็นสัญลักษณ์พุทธ ตั้งประกบอยู่กับเสาชิงช้าที่เป็นสัญลักษณ์พราหมณ์ อาจเป็นหนึ่งในหลักฐานที่นำมาศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ความเชื่อทางศาสนา และการประกอบพิธีกรรมในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มากขึ้น

ย้อนกลับมาที่ความเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ลานหน้าโบสถ์พราหมณ์อีกครั้ง

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในเชิงการใช้งานและความหมาย จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีจุดตั้งต้นมาจากโครงการตัดถนนบำรุงเมืองที่เป็นถนนแบบทันสมัยตามอย่างตะวันตกผ่านเข้ามายังพื้นที่

ถนนเส้นนี้เริ่มตั้งแต่สนามไชย ผ่านวัดสุทัศน์ ไปจนถึงวัดสระเกศฯ ซึ่งในเวลาต่อมา ราว พ.ศ. 2413 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงถนนบำรุงเมืองครั้งใหญ่ มีการปรับแนวถนนให้ตรงได้แนวกับวัดสุทัศนเทพวราราม และขยายถนนออกไปอีก 6 ศอก (แต่เดิมถนนกว้างเพียง 3 วา) พร้อมทั้งสร้างตึกแถว 2 ข้างถนนบำรุงเมืองในเวลาต่อมา

ถนนและตึกแถวแบบตะวันตกได้ทำให้พื้นที่ย่านเสาชิงช้าเดิมค่อยๆ เปลี่ยนกลายมาเป็นย่านเศรษฐกิจสมัยใหม่ของกรุงเทพฯ

และแน่นอน ย่อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลานหน้าโบสถ์พราหมณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่กลางเมืองที่มีถนนสมัยใหม่ตัดผ่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จุดเปลี่ยนใหญ่ของการใช้สอยพื้นที่แห่งนี้ เริ่มต้นในปี พ.ศ.2417 เมื่อมีการสร้าง “โรงแก๊ส” ขึ้นในพื้นที่

ในสมัยรัชกาลที่ 4 (ก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้) ไฟแก๊สคือสิ่งสำคัญมาก เป็นเชื้อเพลิงจุดไฟส่องสว่างที่ให้พลังงานมากกว่าเทียนหลายเท่า เป็นนวัตกรรมที่ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ (คงเฉพาะแค่สถานที่สำคัญ เช่น พระราชวัง สถานที่ราชการ และอาคารบางประเภท) เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่ยุคแรก

เมื่อแรกเริ่มมีในสมัยรัชกาลที่ 4 โรงแก๊สตั้งในพระบรมมหาราชวัง นำเข้ามาโดย นายห้างสกอตต์แอนด์โก (R.S. Scott) หนังสือจดหมายเหตุ The Bangkok Recorder วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2409 ตีพิมพ์ข่าวการนำเข้าไฟแก๊สมาใช้ครั้งแรกอย่างใหญ่โต เอาไว้ว่า

“…ณ วันศุกร เดือน 11 แรม 2 ค่ำ เวลา 2 ทุมเสศ มิศเตอสกอด แอนกำปะนี, ได้สำแดงไฟแคสที่โรงษีเข้าใหม่ ไฟแคสนั้น. ดีงามนัก แสงสว่างชอบตาคนนัก, ไม่ต้องใช้น้ำมันประพรม, มีโคมแก้วเปนรูปช้างปักไว้ตรงน่าต่างส่องไฟออกมาหน้าโรงษีงามนัก. เขาเอาอักษรเปนต้นพระนามในหลวงใส่ที่น่าต่าง, คนทั้งปวงได้อ่านดูเหนชัดงามนัก. เรามีความปราฐนาให้ไฟแคสนี้ได้ไช้, ที่โรงษีจักรกลไฟทุกแห่ง, แลที่กงสุล, แลที่นายห้างใหญ่ทุกแห่ง. แลในพระบรมมหาราชวัง, แลจวนท่านผู้ใหญ่ที่เปนสำคัญ…”

อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2417) โรงแก๊สที่ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวังเกิดระเบิดขึ้น ซึ่งแม้จะสามารถระงับเหตุได้ทันโดยที่ไม่ได้สร้างความเสียหายแก่พระบรมมหาราชวัง แต่ก็สร้างความกังวลถึงอันตรายของไฟแก๊ส

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีพระราชดำริในการย้ายโรงแก๊สออกนอกวัง และด้วยลักษณะทางกายภาพและเส้นทางคมนาคมของเมืองกรุงเทพฯ ณ ขณะนั้น ก็ไม่มีพื้นที่ใดที่จะเหมาะสมไปมากกว่าย่านเสาชิงช้า ณ บริเวณลานกว้างหน้าโบสถ์พราหมณ์

โรงแก๊สถูกย้ายมาตั้งในพื้นที่เสาชิงช้า โดยมีการสร้างกำแพงทึบปิดล้อมทั้งสี่ด้าน ภายในมีการขุดสระใหญ่ไว้เลี้ยงจระเข้ให้คนเข้าไปดูได้ด้วย อาณาบริเวณทั้งหมด หากพิจารณาจากแผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย โดยนำมาเทียบกับพื้นที่ปัจจุบันก็จะพบว่าคือพื้นที่ลานคนเมืองและศาลาว่าการกรุงเทพมหานครนั่นเอง

โรงแก๊สได้ทำให้สถานะและความหมายของพื้นที่บริเวณนี้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ

จากเดิมที่เคยเป็นลานศักดิ์สิทธิ์ เป็นเสมือนประตูที่เทพเจ้าใช้ลงมาสู่โลกมนุษย์ในทุกรอบปี เปลี่ยนกลายมาสู่พื้นที่เมืองสมัยใหม่แบบทางโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทางเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่

(แน่นอน แม้จะยังมีการจัดพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย เหมือนเช่นเดิม แต่สถานะของความศักดิ์สิทธิ์ขรึมขลังของพื้นที่ย่อมถูกลดทอนลงไม่มากก็น้อย)

ความเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้งของพื้นที่จะเกิดขึ้นเมื่อสยามเริ่มมีการนำไฟฟ้าเข้ามาใช้แทนที่ไฟแก๊ส

ด้วยความสว่างของไฟฟ้า ที่มีคุณภาพมากกว่าและมีอันตรายน้อยกว่า ได้ทำให้ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทแทนที่ไฟแก๊สอย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครต้องการใช้ไฟแก๊สอีกต่อไป สุดท้ายโรงแก๊สจึงถูกรื้อทิ้งในที่สุดเมื่อราวต้นทศวรรษ 2440

เมื่อรื้อโรงแก๊สลงแล้ว พื้นที่นี้ถูกกำหนดให้เป็นตลาดใหญ่แห่งใหม่กลางพระนคร เรียกกันว่า “ตลาดเสาชิงช้า”

ตัวตลาดออกแบบเป็นตึกแถวสูง 2 ชั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ตัวตึกแถววิ่งยาวล้อมรอบพื้นที่เดิมของโรงแก๊ส มีการเปิดพื้นที่ว่างตรงกลางภายในเพื่อใช้สำหรับทำเป็นพื้นที่ตลาด โดยเมื่อสร้างแล้วเสร็จ ได้มีการย้ายตลาดเสาชิงช้าเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 มารวมกันไว้ในที่เดียวกัน โดยตลาดใหม่เปิดใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ.2444

ตลาดใหม่มิได้กินพื้นที่แค่เฉพาะโรงแก๊ส แต่ยังกินอาณาบริเวณเข้ามาจนถึงที่ตั้งของเสาชิงช้า ซึ่งส่งผลทำให้ต้องมีการย้ายเสาชิงช้าจากตำแหน่งเดิม มาตั้งใหม่บริเวณกลางถนนบำรุงเมือง อันเป็นตำแหน่งที่ตั้ง ณ ปัจจุบัน

ใต้ภาพ

1-ถนนบำรุงเมืองมุมสูง

2-แผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย แสดงตำแหน่งเสาชิงช้าเดิม และตำแหน่งโรงแก๊ส

3-เจดีย์ทรงลอมฟาง บริเวณเสาชิงช้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...