โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลาดจับตา เงินเฟ้อสหรัฐ หาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 พ.ย. 2566 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2566 เวลา 10.45 น.
FILE PHOTO: REUTERS/Dado Ruvic/

ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐ หาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟด ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ คาดธนาคารกลางสหรัฐ จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4 ปี 2567

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/1) ที่ระดับ 36.02/04 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ (13/11) ที่ระดับ 36.00/02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยนักลงทุนจับตาดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคประจำเดือน ต.ค.ในคืนวันนี้ (14/11) โดยผลการสำรวจนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวลงสู่ระดับ 3.3% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.7% ในเดือน ก.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI ทั่วไป จะปรับตัวลงสู่ระดับ 0.1% ในเดือน ต.ค. จากระดับ 0.4% ในเดือน ก.ย.

ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าจะปรับตัวขึ้นที่ระดับ 4.1% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบรายปี และเมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน จะปรับตัวขึ้นที่ระดับ 0.3% ในเดือน ต.ค.

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์จากโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4 ปี 2567 โดยระบุว่าศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเผชิญภาะเศรษฐกิจถดถอย

ล่าสุดโกลด์แมน แซคส์ คาดว่า มีโอกาสเพียง 15% เท่านั้นที่เศรษฐกิจสหรัฐจะประสบภาวะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้า เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 48% นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสหรัฐจะขยายตัว 2.1% ในปี 2567 และคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในไตรมาส 4/2567 เมื่อดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อลดลงต่ำกว่า 2.5%

การคาดการณ์ดังกล่าวของโกลด์แมน แซคส์ คล้ายคลึงกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แน สแตนลีย์ ซึ่งได้คาดการณ์ไว้ว่า เฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2.5% ครั้งแรกในเดือน มิ.ย. 2567

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า เลขาธิการกฤษฎีกาได้รับเรื่องไปแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยจะพยายามเร่งให้ดำเนินการเร็วที่สุด

โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง36.00-36.13 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.08/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/11) ที่ระดับ 1.0694/98 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (13/11) ที่ระดับ 1.0688/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

โดยนักลงทุนประเมินว่า เศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสที่ 3 อาจขยายตัวเพียง 0.1% เมื่อทียบรายปี ซึ่งถูกกดดันโดยภาวะเงินเฟ้อระดับสูงและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนที่มีทิศทางชะลอลง อาจทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) พิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.5% โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0693-1.0709 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0695/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/11) ที่ระดับ 151.73/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (13/11) ที่ระดับ 151.74/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนจับตาท่าทีของทางการญี่ปุ่น หลังจากที่เยนอ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี

ทั้งนี้ การอ่อนค่าอย่างหนักของเยน ทำให้มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอาจมีการเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเยน โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 151.58-151.58 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 151.70/74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีจากสถาบัน ZEW (14/11), ดัชนีราคผู้บริโภค (CPI) เดือน ต.ค.ของสหรัฐ (14/11), ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacluning Index) เดือน พ.ย. จากเฟดนิวยอร์ก (15/11), ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน (15/11), ยอดค้าปลีกเดือน ต.ค.ของจีน (15/11), ดัชนียอดขายปลีกพื้นฐาน (Core Retal Salcs) สหรัฐ (15/11), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐ (15/11), อัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค.ของอังกฤษ (15/11), จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (16/11), ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือน ต.ค.ของสหรัฐ (16/11), การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค.ของสหรัฐ (16/11), ดัชนีการผลิต พ.ย.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย (16/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.3/-9.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.4/5.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...