หวนกลับมาเป็นชายาอ๋องกบฏ
ข้อมูลเบื้องต้น
#หวนกลับมาเป็นชายาท่านอ๋องกบฏ
คำโปรย
ความผิดพลาดเดียวของนางในชาติก่อน คือการปล่อยให้ความรักบดบังตาจนส่งเสริมบุรุษชั่วช้าให้ได้ครองบัลลังก์ หวนคืนกลับมาคราวนี้ นางไม่มีวันยอมถูกทรยศอีก รสชาติของความเจ็บปวดเป็นเช่นไร นางจะสนองคืนให้อย่างสาสม!
แนะนำเรื่อง
เซียวเยวี่ยหลันเคยคิดว่าที่ผ่านมานางทำถูกต้องมาตลอด จนเมื่อความจริงเปิดเผย นางจึงรู้ตัวว่าตนเองช่างไร้เดียงสาและโง่เขลายิ่งนัก ร่วมมือกับคนชั่วมอบโทษกบฏให้กับบุรุษที่ดีอย่างเขาผู้นั้น แต่เมื่อนางและครอบครัวส่งเขาขึ้นเป็นรัชทายาทอันชอบธรรม เขากลับตอบแทนนางด้วยการหักหลัง ครอบครัวนางต้องล่มสลายหายไปเพียงชั่วคืน ทั่วทั้งจวนนองไปด้วยเลือด เสียงกรีดร้องยังคงก้องอยู่ในหู เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจ เขายังรับเอาน้องสาวของนางมาเหยียบย้ำหัวใจที่แตกสลายดวงนี้ ครั้งนั้นนางอยากถามสักคำว่านางผิดอันใด จึงได้ทำกับนางเช่นนี้
ทว่าวันนี้สวรรค์เมตตานางได้ย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง คำถามในวันนั้น แต่ในวันนี้นางไม่อยากได้คำตอบอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นางก็ขอโง่เพียงชาติเดียวก็เกินพอ ชาตินี้นางจะไม่ทำร้ายผู้ใดอีก คนที่นางติดค้างนางจะชดใช้ให้ ส่วนคนที่ติดค้างนาง นางก็จะเอาคืนอย่างสาสม
"ไป๋ซ่งอวิ้นชาติที่แล้วข้าทำผิดต่อท่าน ย้อนกลับมาครั้งนี้ ข้าจะไม่ทำพลาดอีก ชีวิตที่เหลืออยู่ข้าจะมอบมันให้ท่าน..ส่วนน้องชายสารเลวของท่าน ข้าก็จะไม่ปล่อยมันเอาไว้เช่นกัน!!.."
แนะนำตัวละคร
ไป๋ซ่งอวิ้น : พระโอรสพระองค์แรกของฮ่องเต้ เกิดจากอดีตฮองเอาจึงถูกแต่งตั้งเป็นรัชทยาทตั้งแต่ยังเด็ก นิยสัยสุขุมรอบครอบ รักครอบครัว รักพวกพ้อง
เซียวเยวี่ยหลัน : บุตรสาวจวนราชครู นิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้น
ไป๋ซ่งเจี๋ย : องค์ชายรอง โอรสของเยี่ยนกุ้ยเฟย
ปล.นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการ แคว้น เมือง ตำแหน่งต่าง ๆ ในเรื่อง ไม่อิงตามประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่คิดขึ้นมาใหม่ เนื้อหามีฉากที่ไม่เหมาะสม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ขอบคุณค่ะ
ฝากกดติดตามด้วยนะคะ
ตอนที่ 1 บทนำ
ตอนที่ 1 บทนำ
"กรี๊ด!!..ท่านพ่อ ท่านแม่"
เสียงกรีดร้องดังขึ้นเมื่อประตูจวนสกุลเซียวเปิดอ้าออก ร่างอรชรวิ่งเข้าไปข้างในอย่างไม่คิดชีวิต เท้าทั้งสองข้างเหยียบย้ำลงไปในสายโลหิตที่ไหลออกมาจากร่างกายบ่าวไพร่ ทั่วทั้งพื้นหญ้าเต็มไปด้วยศพของผู้คนสกุลเซียวหลายร้อยชีวิต แต่ละก้าวที่นางย้ำผ่าน เสมือนมีมีดที่กรีดลงกลางหัวใจนางจนเลือดท่วม หญิงสาววิ่งเข้าไปยังด้านในของจวน หน้าห้องบูชาป้ายวิญญาณบรรพชน มีร่างกำยำยืนนิ่งเหมือนกำลังปกป้องด้านหลังไม่ให้ผู้ใดลุกล้ำเข้าไป ดวงตาคู่นั้นเบิกโพลงจ้องตรงไปข้างหน้าอย่างองอาจ โลหิตไหลออกจากร่างกายหยดลงสู่พื้นกลายเป็นแอ่งสีแดงขนาดใหญ่ มือข้างซ้ายกำกระบี่ค้ำกับพื้นดิน เพื่อไม่ให้ร่างกายล้มลงไป เซียวเยวี่ยหลัน ยกมือขึ้นปิดปากกรีดร้องเสียงดังเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่ได้รับความเจ็บปวด นางยื่นมือที่สั่นเทาของตนเองออกไปสัมผัสบุรุษองอาจของผู้เป็นบิดา
"ทะ..ท่านพ่อ..ฮื้อ ๆ ท่านพ่อเป็นอะไร เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ"
ไม่มีเสียงตอบนางกลับมา มีเพียงเสียงดังของร่างบุรุษที่นางเรียกขานว่าท่านพ่อ.. เซียวอู่ ล้มลงกระแทกพื้น พร้อมกับกระบี่ที่หักครึ่งลง ร่างอรชรถลาเข้าไปกอดบิดาเอาไว้ ร่างกายกำยำที่เคยโอบอุ้มนางมาตั้งแต่เด็ก มือหนาที่เคยอบอุ่นบัดนี้เย็นชืด ช่างหนาวเหน็บสุดขั่วหัวใจของผู้เป็นลูก
"ไม่!!..ท่านพ่อ..ฮื้อ..ผู้ใดกัน ผู้ใดมันทำร้ายท่านพ่อ ฮื้อ..อย่าทิ้งหลันเอ๋อร์ไป"
"หะ..หลัน..หลัน.." เซียวเยวี่ยหลันหยุดชะงักค้าง นางได้ยินเสียงเรียกอย่างแผ่วเบาจนแทบจะหมดแรงออกจากในห้องบรรพชน หญิงสาวรีบวางร่างบิดาลงอย่างเบามือ และวิ่งเข้าไปในห้อง เท้าเล็กสะดุดขา เซียวเซิ่งหมิ่นที่ล้มตายข้าง ๆ บิดา พี่ชายเพียงหนึ่งเดียวของนางบัดนี้จากไปเสียแล้ว ร่างอรชรกัดริมฝีปากตนเองจนได้กลิ่นคาวเลือด หันไปมองด้านข้างก็เห็นร่างเด็กหนุ่มรูปงามที่เบิกตากว้าง โลหิตไหลอาบใบหน้า เซียวเซิ่งซูน้องชายคนเล็กของนาง ก็จากไปเช่นกัน
"พี่ใหญ่ ฮื้อ ๆ น้องห้า ฮื้อ ๆ ผู้ใดทำพวกท่านเช่นนี้"
เซียวเยวี่ยหลันได้ยินเสียงเรียกตนเองจากข้างในอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เบาเสียจนแทบจะหมดลมแรงแล้ว นางไม่รอช้ารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา วิ่งโซซัดโซเซดันประตูบานใหญ่เข้าไปในห้อง ทันทีที่แสงสว่างจากเปลวไฟด้านนอกส่องสว่างเข้าไปในห้อง นางก็นิ่วหน้าขึ้นริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"ทะ..ท่านแม่..หลันเอ๋อร์มาแล้วเจ้าค่ะ" นางถลาไปข้างมารดาที่นอนหายใจรวยริน ร่างเล็กพยายามจะอุ้มมารดาขึ้น ทว่ามือเล็กที่แสนอบอุ่นกลับแนบไปที่ใบหน้านางเสียก่อน
"หลันเอ๋อร์..เวลาแม่ไม่มีแล้ว"
"ฮื้อ..ไม่เจ้าค่ะ..ท่านแม่..ลูกจะช่วยท่าน หมอ!!..ไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้" เซียวฮูหยินยิ้มพลางส่ายหน้า นางเช็ดน้ำตาให้บุตรสาวอย่างอ่อนโยน
"อย่า…หลันเอ๋อร์ฟังแม่..อย่าไว้ใจสวามีของเจ้า" ดวงตาเรียวเบิกกว้าง มองใบหน้ามารดาอย่างไม่เข้าใจ ท่านแม่ต้องเข้าใจอะไรผิดใช่หรือไม่ พระสวามีของนางเป็นบุรุษที่อ่อนโยน เหตุใดท่านแม่จึงได้เตือนนางเช่นนี้ ถึงแม้จะคิดเช่นนี้ แต่ในใจลึก ๆ แล้วนางหวาดหวั่นยิ่งนัก
"ท่านแม่..พูดอันใดเจ้า เหตุใด" คำถามมากมายที่ต้องการจะเอ่ย ทว่าไม่อาจพูดออกมาได้หมดแม้แต่คำเดียว มีเพียงคำว่าทำไม แต่ท่านแม่ไม่มีทางโกหกนาง
"ลูกรัก พ่อกับแม่ และพี่ใหญ่ น้องชายของเจ้า ปกป้องเจ้าไม่ได้แล้ว หนีไป..หนีจากพระสวามีของเจ้าเสีย" สิ้นเสียงคำเอ่ยเตือน ร่างอบอุ่นของมารดาก็แน่นิ่งไป พร้อมกับมือที่หลุดจากแก้มนาง
"ท่านแม่!!..ฮื้อ…อย่าทิ้งลูก..พระองค์ทำสิ่งกันแน่ ฮื้อ…" นางกรีดร้องจนสุดเสียง ต่อให้ร้องมากเพียงใด ต่อให้ตะโกนจนคอจะแตก ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาอีกแล้ว เซียวเยวี่ยหลันผุดลุกขึ้น นางหันไปสั่งผู้ติดตามเสียงสั่น
"เฝ้าท่านพ่อกับท่านแม่ และพี่ใหญ่ น้องห้า ของข้าเอาไว้ รอข้ากลับมา" นางวิ่งออกไปข้างนอก อาชาตัวใหญ่ย้ำเท้ารออยู่หน้าจวน เซียวเยวี่ยหลันเหยียบโกลนเหวี่ยงตัวขึ้น และควบออกไปยังจวนอ๋องอย่างร้อนใจ
"ท่านอ๋องอยู่ที่ใด"
"พระชายาเข้าไม่ได้เพคะ ท่านอ๋องบรรทมแล้ว" นางกำนัลถลามาขวางไม่ยินยอมให้พระชายาเข้าไปใกล้ห้องบรรทม เซียวเยวี่ยหลันขมวดคิ้วขึ้น ลางสังหรณ์ร้องเตือนขึ้น ทว่านางไม่มีเวลามาใส่ใจนัก มือเรียวผลักนางกำนัลเหล่านั้นออกไป
ปัง!!
"องค์อ๋องเพคะ…"เสียงเรียกที่ร้อนรนดังแผ่วลง เมื่อสายตามองเห็นบนตั่งทองมีร่างอรชรของสตรีคุ้นหน้านางหนึ่งผุดลุกขึ้นมา
"นี่ีมันเรื่องอันใดกันเพคะ เหตุใดน้องสี่จึง…" ร่างกายเปลือยเปล่าของชายคู่นี้มันฟ้องนางจนหมดสิ้น เซียวอี้ซินบุตรสาวสายรองของสกุลเซียว เหตุใดจึงมาอยู่บนตั่งของสวามีนางได้ ไม่จำเป็นต้องถามแล้วกระมัง
"จัดการให้เรียบร้อย" นางหันไปมองบุรุษที่รวมเตียงเคียงหมอนกับนาง เขาไม่แม้แต่จะหันมามองนางเลยสักนิด เขาเอ่ยปากสั่งสตรีข้าง ๆ แววตาที่มองกันช่างดูอ่อนโยนยิ่งกว่าที่เขาเคยมองนาง
"พระองค์ทรงวางใจอี้ซินจะไม่ทำให้ผิดหวังเพคะ" เซียวเยวี่ยหลันยื่นมือออกไปหมายจะคว้าแขนของสวามี ทว่าเขากลับหลบไม่ยอมให้นางจับ นางมองดูเขาสวมเสื้อคลุมและเบี่ยงหลบอย่างเย็นชา คำพูดของมารดาย้อนกลับเข้ามาในความคิด เป็นเช่นนั้น เขาหาได้ดีเช่นที่แสดงออก เขาหลอกนางมาตลอด
"เป็นอย่างไรบ้างพี่สาว ตกใจหรือ" เซียวอี้ซินเอ่ยถามพลางส่งเสียงหัวเราะขำ นางลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายเปลือยเปล่า ร่องรอยการร่วมรักเต็มหน้าอก หญิงสาวกางมือออกนางกำนัลในตำหนักรีบเข้ามาสวมอาภรณ์ให้อย่างเอาใจ ครั้นเมื่อสวมอาภรณ์แล้ว ก็หันไปพยักหน้า นางกำนัลทั้งหลายรีบเข้ามากดร่างเซียวเยวี่ยหลันให้คุกเข่าลงที่พื้น
"นังโง่..ถูกขายแล้วยังช่วยเขานับเงินอีก" เซียวเยวี่ยหลันเบิกตาขึ้น นางพยายามจะลุกขึ้นทว่าไม่อาจทำได้ เพราะนางกำนัลน่าตายผู้นั้นกดนางเอาไว้แน่น
"มะ..หมายความว่าอย่างไร พวกเจ้าสังหารท่านพ่อกับท่านแม่เพราะเหตุใดกัน พวกข้าไปทำสิ่งใดให้!!"
"ฮ่า ๆ ๆ ยังต้องถามอีกหรือ พระชายาเซียวเยวี่ยหลันผู้โง่เขลา" เซียวอี้ซินจ้องมองอย่างสะใจ ต่อให้พี่สาวผู้นี้เคยอยู่เหนือนางมาก่อน แต่บัดนี้ชีวิตไร้ค่านั้นก็อยู่ในกำมือนางแล้ว
"เพราะเหตุใดกัน" เซียวเยวี่ียหลันก้มหน้ามองพื้น ส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอม นางสะบัดดิ้นด้วยแรงทั้งหมดที่มี จนหลุดจากนางกำนัลกระโจนใส่ร่างน้องสาวสารเลวผู้นี้อย่างเต็มแรง ฝ่ามือเรียวบีบไปที่ลำคอเล็ก จนอีกฝ่ายไอคลุ้ง
ผลั๊วะ!!
ทว่าร่างนางก็ต้องกระเด็นเพราะสวามีอันเป็นที่รัก กลับเข้ามาผลักนางจนล้มลงไปอีกครั้ง เขาหันไปประคองเซียวอี้ซินขึ้นอย่างห่วงใย
"จะเสียเวลาทำไมกัน พูดกับนางมีประโยชน์อันใด เซียวเยวี่ยหลันหากจะแค้น ก็แค้นความโง่ของตนเองเถอะ ข้าเคยคิดอยากจะให้เจ้าเป็นพระชายาของข้าอย่างแท้จริง ทว่าครอบครัวเจ้ามันรนหาที่เอง มีเพียงคนตายเท่านั้นที่เก็บความลับอยู่ จะโทษก็โทษบิดาเจ้าที่ไม่หยุดสืบเรื่องตำหนักบูรพา ในเมื่ออยากรู้ความจริงนักข้าก็ไม่มีทางเลือก" เสียงเข้มเอ่ยออกไป พลางสะบัดมือออกจากปลายคางเซียวเยวี่ยหลัน
“พระชายาเสียพระทัยเรื่องสกุลเซียวถูกลอบสังการ จึงทำให้สติฟั่นเฟือน จำต้องรักษาตัวอยู่แต่ในตำหนัก ห้ามออกมาแม้แต่ก้าวเดียว” นางกำลังเข้ามาหิ้วแขนทั้งสองข้างของนางออกไป
เซียวเยวี่ยหลันถูกนำมาขังเอาไว้ในเรือนร้างด้านหลังตำหนัก นางถูกขังไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน นานเพียงใดก็ไม่อาจรู้ ชีวิตที่เหลืออยู่ไม่สู้ตายไปเสีย แต่เหมือนสวรรค์จะได้ยินเสียงอ้อนวอนของนาง ประประตูเรือนที่พระสวามีขังนางก็ถูกเปิดออก ร่างอรชรของเซียวอี้ซินเดินเข้ามา พร้อมกับแสงสว่างที่แสบตา นางหรี่ตาลง
“พี่สามสบายดีหรือไม่” เซียวเยวี่ยหลันไม่แม้แต่จะมองนาง นางเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ทว่าเซียวอี้ซินก็ไม่ได้สนใจนัก นางไม่อยากรออีกแล้ว
“พี่สามการมีอยู่ของท่านมันน่ารำคาญ ข้าควรจะถูกแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกเสียที หากแต่ท่านกลับไม่ตายไปเสีย ท่านจงตายไปเถอะนะ ตามท่านลุง ท่านป้า พี่ใหญ่ น้องห้าไปเถอะ อย่าอยู่ให้เป็นที่รังเกียจอีกเลย”
คำพูดสุดท้ายของเซียวอี้ซินสิ้นลงพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายของพระชายาเซียวเยวี่ยหลันที่มอดม้วย นางกำนัลอ้อมเข้าไปด้านหลัง และใช้ผ้ารัดคอนางเอาไว้ โดยที่นางไม่แม้แต่จะทันได้ตั้งตัว
ถึงนางจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว แต่ไม่ยินยอมที่จะตายไปอย่างนี้ ตายไปโดยที่ยังไม่ได้เปิดโปรงความชั่วช้าของคนเหล่านี้ พวกมันรวมหัวกันหลอกลวงนาง ใบหน้าผู้คนสกุลเซียวผ่านเข้ามาในห้วงความคิด นางทำผิดต่อทุกคน ทำผิดต่อบรรพบุรุษสกุลเซียว และนางยังทำผิดต่อเขาผู้นั้น
'ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ หลันเอ๋อร์ขอโทษ เป็นข้าที่โง่เขลา' ห้วงดวงจิตสุดท้ายของนางล่องลอยออกไป ในใจยังนึกถึงคนผู้นั้น
'ไป๋ซ่งอวี้ ข้าขอโทษ หากชาติหน้ามีจริง ข้าจะชดใช้ให้ท่าน'
###########
มาแล้วววคร้าา เอาบทเรียกน้ำย่อยมาเสิร์ฟแล้วจ้าาา ยังไงก็ฝากกดติดตามด้วยนะคะ
ขอหัวใจดวงน้อย ๆ คนละดวงได้ไหมคะ น๊าาาา จิ้มเดียวเองงง
ปล.เรื่องนี้ไรต์ปั่นไป 50% แล้วนะคะ อีบุ๊คคาดว่าจะมาปลายเดือน ฝากด้วยเน้อ
ตอนที่ 2 ตกน้ำหนาหนาว
ตอนที่ 2 ตกน้ำหนาหนาว
"เหตุใดยังไม่ฟื้นอีกเล่า นี่ก็ใกล้จะถึงวันที่พระสนมจัดงานชมดอกไม้ในวังแล้ว หากหลันเอ๋อร์ไม่ฟื้น นางมิต้องเสียใจไปตลอดหรอกหรือ" เซียวฮูหยินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับปลายหางตา พลางมองใบหน้าที่ซีดเซียวของสตรีที่อยู่บนตั่งนอน
นี่ก็ห้าวันเข้าไปแล้ว เหตุใดบุตรสาวของนางยังไม่ฟื้นขึ้นมาเสียที ไหนท่านหมอหลวงบอกว่า นางมิได้เป็นอันใดมากกันเล่า หากไม่เป็นอันใดมาก ก็สมควรจะฟื้นขึ้นมาได้แล้วมิใช่หรือ แต่หากจะให้นางไปโต้เถียงกับท่านหมอหลวง เซียวฮูหยินก็จะเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน ฝ่าบาทมีพระเมตตายอมให้สามีนางขอคนมาจากวังหลวงได้ก็ดีเท่าไรแล้ว นั่นไม่ใช่เพราะฝ่าบาทเห็นแก่หน้าสามีนาง ซึ่งเป็นอาจารย์ขององค์ชายทั้งสองหรอกหรือ
"ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่หลันเอ๋อร์จะเข้าร่วมงานชมดอกไม้ได้หรือไม่ แต่มันอยู่ตรงที่เหตุใดนางจึงยังไม่ฟื้น เรื่องชมดอกไม้นั่นหาได้สำคัญไม่" เซียวอู่ถอนหายใจออกมา เขาไม่สนใจเลยสักนิด งานเลี้ยงในวังหากขาดบุตรสาวเขาไป ก็ย่อมไม่มีปัญหาใด อย่างไรเสียงานก็ยังคงจัดได้เหมือนเดิม แต่หากบุตรสาวเขาไม่ยอมฟื้นนั่นต่างหากเล่า ที่เป็นปัญหา เขามีบุตรเพียงแค่สามคนเท่านั้น บุตรจากภรรยาเอกสองคน และเจ้าห้าที่เป็นบุตรชายที่เกิดจากอนุภรรยา แต่หากจะให้พูดตามตรงแล้ว เขารักบุตรสาวมากกว่าเจ้าลิงสองตัวนั่นเสียอีก
"จะไม่สำคัญได้อย่างไร ท่านพี่ก็รู้ดีว่าพระสนมทรงจัดงานชมดอกไม้นี้เพื่อสิ่งใด มิใช่ทรงมีพระประสงค์จะเลือกคู่ครองให้กับท่านอ๋องทั้งสามหรอกหรือ ยามนี้องค์รัชทายาทสิ้นอำนาจลง ฝ่าบาททรงมีพระโอรสไม่กี่พระองค์ ไม่แน่ว่า" ก็เพราะว่ารู้นะสิ เขาจึงไม่อยากให้บุตรสาวฟื้นขึ้นมายามนี้ ครั้นได้ยินวาจาของผู้เป็นฮูหยิน เซียวอู่ก็ตวาดเสียงเข้ม สาวรับใช้ต่างก็รีบก้มหน้าลงหดตัวชิดริมกำแพงไม่กล้าส่งเสียง
"หุบปาก!!..เรื่องในวังหลวงเป็นสิ่งที่เจ้าสมควรพูดอย่างนั้นหรือ สิ่งเหล่านั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา หลันเอ๋อร์ยังไม่ฟื้นขึ้นมายามนี้ก็ดีเช่นกัน"
"ดีอย่างไรเจ้าคะ ท่านพี่ก็รู้ว่าหลันเอ๋อร์คิดอย่างไรกับซ่งอ๋อง"
"จะคิดเช่นไรก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตของหลันเอ๋อร์แล้ว เจ้าไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก ดูแลลูกให้ดี" เซียวอู่ถลึงตามองภรรยา ก่อนจะหันไปมองบุตรสาวพลางถอนหายใจออกมา ไม่รู้ว่าจะเป็นเคราะห์ดี ในยามร้ายหรือไม่ เซี่ยวอู่รู้ดีว่าบุตรสาวกับซ่งอ๋องมีใจต่อกัน แต่หากเขาซึ่งเป็นอาจารย์ขององค์ชายทั้งสอง ย่อมต้องรู้จักอุปนิสัยของทั้งคู่เป็นอย่างดี เพราะอย่างนั้นเขาจึงหวังว่า บุตรสาวจะฟื้นช้ากว่านี้อีกสักสองวัน
ตั้งแต่องค์รัชทายาทถูกลงดาบลดขั้นเป็นจวิ้นอ๋อง องค์ชายอื่น ๆ ก็ถือโอกาสอวยยศเป็นอ๋องกันหมด องค์ชายรองไป๋ซ่งเจี๋ยเป็นซ่งอ๋อง องค์ชายสามไป๋ซ่งคังเป็นคังอ๋อง องค์ชายสี่ไป๋ซ่งหย่วนเป็นหย่วนอ๋อง แต่ความสำคัญในพระทัยของฝ่าบาทยังคงมีอดีตรัชทายาทอยู่เช่นเดิม และเมื่อตำแหน่งรัชทยาทว่างลง องค์ชายพระองค์อื่น ๆ ย่อมจ้องตาเป็นมัน ทว่าคนที่โอกาสสูงกว่าผู้อื่น ย่อมต้องเป็นซ่งอ๋อง องค์ชายรองไป๋ซ่งเจี๋ย เพราะเช่นนี้เขาจึงไม่อยากให้บุตรสาวฟื้นขึ้นมายามนี้ สกุลเซียวไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปสู้สนามแก่งแย่งของเหล่าองค์ชาย
เสียงไออย่างอ่อนแรงดังขึ้นมาจากทางตั่งนอนด้านใน เซียวอู่และเซียวฮูหยินต่างก็หยุดวาจาโต้เถียง หันไปมองบุตรสาวที่ยามนี้ลืมตาขึ้นมาและเอ่ยเรียกทั้งคู่
"ท่านพ่อ ท่านแม่"
"หลันเอ๋อร์ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว ขอบคุณสวรรค์ ฮื้อ ๆ แม่จะขาดใจตายอยู่แล้ว ฮื้อ ๆ " เซียวฮูหยินกุมมือบุตรสาวเอาไว้แน่น นางเอาแต่ร่ำร้องขอบคุณสวรรค์ไม่หยุด เซียวเยวี่ยหลันยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ถึงแม้จะรู้สึกงุนงง แต่ยามเห็นน้ำตาของมารดา นางก็ทั้งยินดี และเศร้าใจยิ่งนัก
"เป็นความผิดลูก ทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่เป็นห่วงแล้ว"
"ที่ใดกัน เจ้าฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว ฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว" เซียวอู่จ้องมองบุตรสาวไม่แม้แต่จะกะพริบตา ดวงตาคนเป็นพ่อแดงก่ำ ถึงแม้จะไม่มีหยาดน้ำตาไหลรินเช่นภรรยา ทว่าเซียวเยวี่ยหลันก็รู้ดีว่าบิดาก็รู้สึกไม่ต่างจากท่านแม่นัก
"หลันเอ๋อร์หากเจ้าไม่ฟื้นสักที เจ้าก็จะพลาดงานเลี้ยงชมดอกไม้ของพระสนมกุ้ยเฟยแล้วนะ ดีแล้วที่เจ้าฟื้นขึ้นมา ต้องรีบรักษาตัวรู้หรือไม่ อีกสองวันวังหลวงก็จะจัดงานขึ้นแล้ว"
"ยังจะพูดเรื่องนี้อีก เจ้ามันสตรีตื้นเขิน เรื่องเหล่านั้นสำคัญกว่าร่างกายหลันเอ๋อร์ได้อย่างไรกัน"
"ท่านพี่!!..ท่านจะเข้าใจลูกได้เท่าคนเป็นมารดาอย่างข้าหรือ" เซียวฮูหยินอ้าปากตั้งท่าจะเถียงสามีอย่างไม่ลดละ ทว่าเสียงเรียกอันดังลั่นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งจวนก็หยุดวาจาของนางเสียก่อน
เซียวเซิ่งหมิ่นวิ่งเข้ามาในห้อง เขายืนเบิกตาอยู่หน้าตั่งนอนไม่กล้าเข้าใกล้ผู้เป็นน้องสาวเพราะรู้ดีว่า น้องสาวผู้นี้ไม่ชอบเขาสักเท่าไร นางเป็นสตรีเย่อหยิ่งก็จริง แต่กิริยามารยาทก็เป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเขาผู้เป็นพี่ชายกลับเป็นบุรุษที่ตรงข้ามกับน้องสาวโดนสิ้นเชิง เขามันมุทะลุดุดัน แข็งกระด้าง เช่นนั้นน้องสาวจึงไม่ชื่นชอบที่จะอยู่ใกล้เขา เซียวเยวี่ยหลันก็เห็นแล้วว่าพี่ใหญ่ของนาง วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อถึงในห้องแล้ว กลับเอาแต่ยืนไกลออกไป ไม่กล้าเข้าใกล้ตั่งนอนของนาง พี่ใหญ่เอาแต่ยืนมองอยู่อย่างนั้น ดวงตาของเขาแดงก่ำมือทั้งสองข้าง ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ใด แลดูช่างน่าขบขัน แต่นางเห็นแบบนั้นแล้วในใจก็พลันปวดร้าว ที่ผ่านมานางนิสัยแย่เพียงใดกันแน่ พี่ใหญ่ถึงได้เกรงนางเช่นนี้
"หลันเอ๋อร์!!..หลันเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้ว เจ้าฟื้นแล้ว" เสียงสะอื้นของพี่ใหญ่ที่ดังออกจากริมฝีปาก เขาข่มกลั้นตนเองเป็นอย่างมาก ไม่ให้เผลอร้องไห้ออกมา
"พี่ใหญ่ข้าฟื้นแล้วเจ้าค่ะ" เซียวเยวี่ยนหลันยันตัวเองขึ้นมานั่งอิงหมอน พลางส่งยิ้มให้กับพี่ชายอย่างปลอบประโลม
"มานั่งนี่เถอะเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ยืนไกลเช่นนั้น ข้าก็ต้องพูดเสียงดังขึ้น เหนื่อยยิ่งนัก" เซียวเซิ่งหมิ่นเพิ่งจะรู้ตัวว่าตนเองทำให้น้องสาวต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรง ก็ตบศีรษะตนเองอย่างโมโห เขามันโง่เขลาจริง ๆ
"เป็นข้าที่โง่เขลา ทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อยแล้ว" เขาเดินมานั่งข้างมารดาเนื้อตัวก็เกร็งไปหมด เซียวฮูหยินกับเซียวอู่มองหน้ากัน เมื่อก่อนบุตรสาวไม่ชอบบุตรชาย แต่ทำไมยามนี้ถึงได้เรียกให้เข้ามาใกล้ แต่ต่อให้สงสัยเพียงใด ทว่าคนเป็นพ่อแม่ เห็นลูกทั้งสองปรองดองกันก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เช่นนั้นทั้งคู่จึงได้ปล่อยให้พี่น้องได้มีโอกาสได้พูดคุยกัน
"แม่จะออกไปดูยาในครัวก่อน หมิ่นเอ๋อร์อย่าได้ยั่วโมโหน้องสาวเจ้าเล่า"
"ข้ามิได้ทำเช่นนั้นเสียหน่อย" ครั้นเมื่อบิดาและมารดาเดินออกไป เซียวเซิ่งหมิ่นกลับเอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าพูดเสียอย่างนั้น เซียวเยวี่ยหลันเห็นว่าพี่ใหญ่กำบางสิ่งไว้ในมือก็ยกคิ้วขึ้น
"พี่ใหญ่ถือสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ" เซียวเซิ่งหมิ่นไม่คิดว่าน้องสาวจะมองเห็น เขาเก้อเขินขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด รีบยกมือซ่อนเอาไว้ด้านหลัง
"เปล่าหรอก เจ้าอย่าสนใจเลย เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดจึงตกน้ำเล่า ยามนี้เข้าหน้าหนาวมีความจำเป็นใดต้องไปเดินริมสระบัวกัน" ครั้นหลุดปากถามไป เซียวเซิ่งหมิ่นก็อยากจะยกมือตบปากตนเอง เขามันปากพล่อย พูดเช่นนี้น้องสามจะต้องเข้าใจว่าเขาตำหนินางหรือไม่ ชายหนุ่มแอบเหลือบมองใบหน้าของน้องสาวเงียบ ๆ ทว่ากลับเห็นว่านางกำลังเหม่อลอย
#############
ท่านแม่ให้ยัยน้องฟื้นก่อน อย่าเพิ่งให้น้องหาคู่เลย แต่สวามีคนนี้จะเอาจริงเหร๊ออ
ตอนที่ 3 ย้อนกลับมา
ตอนที่ 3 ย้อนกลับมา
นั่นนะสิเหตุใดนางมีความจำเป็นใด จึงต้องไปเดินเล่นที่ริมสระบัวในหน้าหนาวกัน ไม่ใช่เพราะน้องสาวผู้นั้นหลอกล่อให้นางออกไปช่วยตามหาลูกแมวหรอกหรือ หากไม่เพราะต้องรีบมองหา จะทำให้นางพลาดตกน้ำได้อย่างไร แต่จะบอกว่านางตกน้ำก็พูดยากนัก ควรบอกว่ามีคนตั้งใจขัดขานางนั่นจะจริงเสียกว่า หึ..มันคงเริ่มตั้งแต่วันนั้นกระมัง
"เอ่อ..หลันเอ๋อร์..ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะว่าเจ้า ข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น ข้าสาบานได้หากไม่จริงขอให้ฟ้าลง…"
"พี่ใหญ่…หลันเอ๋อร์ไม่ได้โทษท่าน อากาศหนาวออกเช่นนั้น พี่ใหญ่จะสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด" ครั้นได้ยินน้องสาวพูดเช่นนั้น หัวใจที่แขวนอยู่บนเชือกจึงได้วางใจลง เซียวเซิ่งหมิ่นถอนหายใจออกมา เขารีบยิ้มประจบทันที เซียวเยวี่ยหลันเห็นรอยยิ้มพี่ชายก็แสบร้อนที่ปลายจมูก
"ตกลงท่านซ่อนอะไรไว้ที่ด้านหลังกัน เอาออกมาให้ข้าดูหน่อยไม่ได้หรือ" เซียวเซิ่งหมิ่นเกิดอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด รู้อย่างนี้ลากไอ้เจ้าห้าเซียวเซิ่งซูมาด้วยก็คงจะดี ไม่น่าทิ้งเจ้านั่นไว้ที่สำนักศึกษาเลย
"เอ่อ..คือ..ช่วงที่เจ้าไม่ฟื้น ข้ากับเจ้าห้าไปที่อารามจิ้นฉือ"
"เช่นนั้นคงจะเป็นเครื่องรางกระมัง เอามาแล้วเหตุใจจึงไม่เอามาให้ข้าเล่าเจ้าคะ หรือว่าพี่ใหญ่กับน้องห้าไม่ได้ขอมาให้ข้า"
"ไม่ใช่เช่นนั้น ข้ากับเจ้าห้าขอมาให้เจ้า แต่เจ้าไม่ชอบของเหล่านี้" เขาก้มหน้าลง สูดลมหายใจเข้าจนหน้าอกพองโต ไหน ๆ ก็ถูกจับได้แล้ว เช่นนั้นก็พูดไปเลยก็แล้วกัน
"ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้ายังไม่ฟื้น จึงคิดจะแอบเอาไว้ที่ใต้หมอนของเจ้า แต่เจ้าฟื้นขึ้นมาแล้ว เช่นนั้นก็ทิ้งไปเถอะ"
"จะทิ้งได้อย่างไรเจ้าค่ะ ข้าได้ยินมาว่าอารามจื้อฉิงมิได้แจกเครื่องรางให้ผู้ใดง่าย ๆ พี่ใหญ่กับน้องห้าลำบากแล้ว เช่นนั้นก็นำมาให้ข้าเถอะเจ้าค่ะ เห็นได้ชัดว่าเครื่องรางนี้ขลังจริง พี่ใหญ่กับเซิ่งซูไปขอมาได้ ข้าก็ฟื้นขึ้นมาเลย อ้อ..จริงสิแล้วน้องห้ามิได้มาด้วยหรือ"
เซียวเซิ่งหมิ่นดีใจเป็นอย่างมาก น้องสาวยอมรับเครื่องรางจากเขา จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร เห็นเช่นนั้นรอยยิ้มของเขาก็กว้างมากขึ้นมาอีก เขารีบยื่นไปให้นางอย่างยินดี
"เจ้าห้าอยู่ที่สำนักศึกษา ความจริงเจ้านั้นจะตามมาด้วย แต่ข้าไม่ให้มาด้วย เจ้าไปต้องไปถามหาหรอก ประเดี๋ยวเลิกเรียนเจ้านั่นก็วิ่งมาหาเจ้าเองแหละ" เซียงเซิ่งหมิ่นทำท่าจะพูดอีกยืดยาว ทว่าเสียงไอของน้องสาวก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน
เซียวเยวี่ยหลันไม่ได้ตั้งใจจะไอเพื่อไล่ ทว่านางไอเพราะระคายคอจริง ๆทว่าใบหน้าของพี่ชายที่เจื่อนลงดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด นางอดจะปวดใจมิได้ นี่พี่ใหญ่เกรงกลัวนางเพียงใดกัน สายใยพี่น้องเปราะบางเช่นนี้เชียวหรือ ล้วนเป็นเพราะตัวนางเองทั้งสิ้น
"เจ้าเหนื่อยแล้ว ข้าออกไปก่อน เจ้าพักเถอะ"
"เช่นนั้นก็เอาตาที่พี่ใหญ่ว่า ทว่ายามที่น้องห้ากลับมาแล้ว พี่ใหญ่กับน้องห้าก็ค่อยกลับเข้ามาหาข้าอีกก็แล้วกัน หากว่างพวกท่านจะมาพูดคุยกับข้าบ่อย ๆ ก็ย่อมได้"
"จริงหรือ" เซียวเซิงหมิ่นถามขึ้นมาอย่างยินดี ถึงแม้ความใจดีของน้องสาวจะมาอย่างกะทันหัน แต่เขาก็ไม่ได้คิดอันใดมาก ในเมื่อเขาเป็นพี่ใหญ่ นางจะอยากพูดคุยกับเขาก็ไม่เห็นจะแปลกอันใด สมควรเป็นเช่นนั้นแล้ว
"จริงเจ้าค่ะ" นางตอบออกไปอย่างหนักแน่นเช่นนั้น นั้นจึงทำให้ชายหนุ่มวางใจอย่างแท้จริง
ครั้นเมื่อเซียวเซิงหมิ่นเดินออกไปจากห้อง มารดานางก็เดินถือถ้วยยาเข้ามาให้ เซียวฮูหยินมองดูบุตรสาวดื่มยาจนหมดถ้วย พูดคุยกันอีกเล็กน้อยก็ล่าถอยออกไป ปล่อยให้นางได้นอนพักต่ออีก เพิ่งจะฟื้นขึ้นมา ร่างกายยังไม่หายอ่อนเพลีย
เซียวเยวี่ยหลันหลับตาลง นึกย้อนกลับไปในใจพลันนึกสงสัย ตกลงว่านี่มันเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ มิใช่ว่านางตายไปแล้วหรอกหรือ นางเป็นพระชายาซ่งอ๋องนี่นา ครั้งนั้นถูกพระสวามีและน้องสาวสารเลวหักหลัง ครอบครัวนางถูกสังหารไปหมดแล้วมิใช่หรือ นางขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ทว่าเมื่อนึกไปถึงวันสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจนางจะขาดหายร่างอรชรก็พลันสั่นเทิ้มขึ้นภาพหยาดโลหิตของสกุลเซียวหลังไหลนองพื้น วันนั้นแต่ละก้าวที่ย่างออกไปผ่านร่างกายของคนที่นางรัก ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ น้องห้า ต่างก็ล้มตายกันจนสิ้น แล้ววันนี้เกิดอันใดขึ้น หรือเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเพียงความฝันหนึ่งตื่น
"เถาเป่านี่ปีนี้ปีที่เท่าไร" เถาเป่ามองหน้าเจียอี เหตุใดคุณหนูจึงถามเช่นนี้ หรือว่านอนหลับไปนานจนลืมไปหมดแล้ว
"ปีนี้หรือเจ้าคะ ก็รัชศกจิ้งเทียนปีที่สามสิบสามอย่างไรเล่า หรือว่าคุณหนูลืมไปแล้ว เช่นนั้นจำได้หรือไม่เจ้าค่ะว่าอีกสองวัน พระสนมกุ้ยเฟยจะจัดงานชมดอกไม้ในวังหลัง" เถาเป่าถามขึ้นมา ทว่าเจียอีกลับดึงแขนเอาไว้ พลางส่ายหน้าขึ้น แน่นอนว่าเซียวเยวี่ยหลันย่อมเห็นทั้งหมด
"อืม..ข้าเพิ่งฟื้นขึ้น ร่างกายยังอ่อนแอไม่เหมาะจะไปร่วมงานเลี้ยง เจ้าให้ท่านบอกปฏิเสธไปเถอะ"
"ได้เช่นไรเจ้าค่ะ งานนี้มิใช่คัดเลือกพระชา..โอ๊ย..เจียอีเจ้าหยิกข้าทำไมกัน" เถาเป่าหันไปถลึงตาใส่สาวใช้อีกคน ทว่าเจียอีกลับไม่สนใจเลยสักนิด นางมองใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของคุณหนู ก็พอจะรู้ว่า เจ้านายมิได้มีความกระตือรือร้นอยากไปร่วมงานในวังหลวง หากจะบอกว่าแปลกนั่นก็ไม่ผิดนัก หรือว่าคุณหนูเพิ่งฟื้นจึงยังปรับอารมณ์มิได้ เช่นนั้นบ่าวเช่นพวกนางก็ไม่ควรจะพูดมากเกินความจำเป็น
"บ่าวจะรีบไปบอกนายท่านเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ คุณหนูจะนอนพักเลยหรือไม่เจ้าคะ"
"อืม..ก็ดี พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอกเถอะ"
สาวใช้ทั้งสองเดินออกไปข้างนอก คำพูดที่พวกนางเถียงกันยังคงได้ยินอย่างชัดเจน ทว่าเซียวเยวี่ยหลันไม่ได้สนใจเลยสักนิด นางสนใจแค่เพียงว่า เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือ นางตายแล้วย้อนกลับมายังอดีตของตนเองจริงหรือ
หรือสวรรค์เมตตาให้นางกลับมาแก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีต จริงสิ!!..แล้วองค์รัชทายาทเล่า หากอีกสองวันเป็นวันคัดเลือกพระชายาของซ่งอ๋อง เช่นนั้นองค์รัชทายาทก็ถูกปลดแล้วนะสิ เซียวเยวี่ยหลันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บอก รัชทายาทไป๋ซ่งอวิ้นถูกปลด แน่นอนว่านางย่อมรู้ดีว่าเพราะอันใด นางมันโง่เอง เป็นหมากที่ถูกหลอกใช้อย่างไม่น่าให้อภัย ทว่ากว่าที่จะรู้ก็หลังจากที่นางแต่งเข้าตำหนักซ่งอ๋องไปแล้ว หากเรื่องที่เกิดเป็นความจริง วันนี้เขาผู้นั้นจะต้องถูกเนรเทศ
###########
น้องไปคัดเลือกพระชายาไหมน๊าาา อย่าลืมเม้นมาพูดคุยเพื่อเป็นกำลังใจให้กันบ้างนะคะ