รู้จัก! เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD ผลสำเร็จของการปรับโครงสร้าง “SCG” กำลังเตรียมความพร้อมเข้าตลาดหุ้น
รู้หรือไม่? บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD อีกหนึ่งบริษัทใน SCG หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
“เอสซีจี เดคคอร์” มีที่มาที่ไปอย่างไร ธุรกิจหลักคืออะไร วางกลยุทธ์ และโอกาสในการเติบโตในภูมิภาคอาเซียนไว้อย่างไร ความน่าสนใจของธุรกิจอยู่ตรงไหน Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
โดย “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGD เกิดจากการปรับโครงสร้างเพื่อเป็นแกนหลักของ “SCG” ในการดำเนินธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ที่มาของ “เอสซีจี เดคคอร์” นั้น แรกเริ่มเดิมทีมาจากการก่อตั้งบริษัทเซรามิกอุตสาหกรรมไทย หรือ TCC ขึ้นในปี 2522 ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจเซรามิก จากนั้นระยะเวลาผ่านไป 7-8 ปี จึงได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจสุขภัณฑ์
ด้วยโอกาสและในการเติบโตที่มากยิ่งขึ้น จึงได้มีการเข้าไปซื้อกิจการ และตั้งบริษัทร่วมทุนกับเหล่าพันธมิตรเช่น Sosuco CAMPANA ซึ่งถือเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ดังนั้นเองทำให้บริษัทมีแบรนด์สินค้าที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุก Segment
นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดนำประสบการณ์ความรู้ความสามารถที่มีไปใช้ขยายธุรกิจในอาเซียน ยกตัวอย่างเช่น การเข้าไปถือหุ้นในบริษัท Mariwasa ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกชั้นนำในประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2535 และมีการเข้าซื้อหุ้นบริษัท KIA ที่อินโดนีเซีย ในปี 2554 ต่อด้วย Prime ที่เป็นผู้เล่นชั้นนำในเวียดนาม ในปี 2555
มากไปกว่านั้น อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สำคัญคือการที่ได้ทำการควบรวมกิจการ เพื่อสร้าง Synergy และนำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือชื่อหุ้น COTTO ในปี 2561ได้สำเร็จ
ขณะเดียวกันในช่วงปลายปี 2565 ได้มีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตที่มากขึ้นในระดับภูมิภาคอาเซียน
ด้วยการรวมธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เข้ามาอยู่ภายใต้ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGD และปรับโครงสร้าง โดยการแลกหุ้นกับผู้ถือหุ้น COTTO พร้อมกับการเสนอขายหุ้นไอพีโอ เพื่อเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทน COTTOซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทในเครือ รวมถึงคว้าโอกาสเติบโตได้อีกมาก
สำหรับลักษณะการประกอบธุรกิจของ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGD นั้นประกอบได้ด้วย ธุรกิจตกแต่งพื้นผิว (Decor Surfaces)และธุรกิจสุขภัณฑ์ (Bathroom)
โดยดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนีเซีย
ขณะที่รายได้หลักของ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGDมาจากธุรกิจตกแต่งพื้นผิวซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 80% ส่วนธุรกิจสุขภัณฑ์มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 20% โดยมีรายได้จากในประเทศไทยประมาณ 60% รองลงมาคือจากประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์
สำหรับผลประกอบการของ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGDย้อนหลังในช่วง 3 ปี เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 24,379ล้านบาท ขณะที่ในปี 2564 มีรายได้จากการขาย จำนวน 25,937 ล้านบาท สำหรับในปี 2565 มีรายได้จากการขายกว่า 30,254ล้านบาท ส่วนผลประกอบการงวดครึ่งแรกของปี 2566 มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 14,336 ล้านบาท
อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGDวางกลยุทธ์หลัก 5 ข้อ ในการสร้างการเติบโตสู่ผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน
ข้อที่ 1. ขยายธุรกิจสุขภัณฑ์จากประเทศไทยสู่ผู้นำในอาเซียน โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ใหม่และสินค้านวัตกรรม เช่น สินค้ากลุ่ม COTTO Smart Toilet นวัตกรรมตอบโจทย์ด้านสุขภาพและอนามัย ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19, พัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ Quil เพื่อขยายตลาดระดับพรีเมียมมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
ข้อที่ 2. ต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศไทยสู่ผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้วยทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงฐานการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
ข้อที่ 3. ขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ตอกย้ำผู้นำด้านการให้บริการแบบครบวงจรในธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ โดยจะใช้โซลูชันแบบครบวงจรจากการผนึกกำลังของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Total Solution
ข้อที่ 4.บริหารห่วงโซ่อุปทานทั้งด้านการผลิตและการจัดหาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยผสานความร่วมมือระหว่างฐานการผลิตแต่ละประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
และข้อที่ 5.เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วยมาตรฐานระดับโลก โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์จาก 4% เป็น 15% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในโรงงานภายในปี 2573 และเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 รวมถึงเพิ่มรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG Green Choiceเป็นจำนวนร้อยละ 80 (จากประมาณร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 80 ของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ ภายในปี 2573)ทั้งนี้ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGD เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนรวมไม่เกิน 439,100,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 26.61 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพื่อรองกับการแลกหุ้นกับ COTTO และการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป (IPO)
โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ จะใช้เป็นเงินลงทุนในการพัฒนาและขยายธุรกิจ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน รวมไปถึงการลดการใช้พลังงาน และ การบำรุงรักษาสินทรัพย์ ด้วยการลงทุนในโครงการเพื่อขยายกำลังการผลิตและขยายช่องทางการจำหน่าย
รวมถึง การลงทุนในโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการลงทุนในโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ในปี 2050
อีกทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ รวมถึงการเข้าซื้อและควบรวมกิจการหากมีโอกาสในอนาคต และปรับโครงสร้างเงินทุนซึ่งรวมถึงการชำระคืนเงินกู้ยืม