โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รู้จัก! เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD ผลสำเร็จของการปรับโครงสร้าง “SCG” กำลังเตรียมความพร้อมเข้าตลาดหุ้น

Wealthy Thai

อัพเดต 02 ก.พ. 2567 เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2566 เวลา 09.47 น.

รู้หรือไม่? บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD อีกหนึ่งบริษัทใน SCG หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
“เอสซีจี เดคคอร์” มีที่มาที่ไปอย่างไร ธุรกิจหลักคืออะไร วางกลยุทธ์ และโอกาสในการเติบโตในภูมิภาคอาเซียนไว้อย่างไร ความน่าสนใจของธุรกิจอยู่ตรงไหน Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
โดย “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGD เกิดจากการปรับโครงสร้างเพื่อเป็นแกนหลักของ “SCG” ในการดำเนินธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ที่มาของ “เอสซีจี เดคคอร์” นั้น แรกเริ่มเดิมทีมาจากการก่อตั้งบริษัทเซรามิกอุตสาหกรรมไทย หรือ TCC ขึ้นในปี 2522 ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจเซรามิก จากนั้นระยะเวลาผ่านไป 7-8 ปี จึงได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจสุขภัณฑ์
ด้วยโอกาสและในการเติบโตที่มากยิ่งขึ้น จึงได้มีการเข้าไปซื้อกิจการ และตั้งบริษัทร่วมทุนกับเหล่าพันธมิตรเช่น Sosuco CAMPANA ซึ่งถือเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ดังนั้นเองทำให้บริษัทมีแบรนด์สินค้าที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุก Segment
นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดนำประสบการณ์ความรู้ความสามารถที่มีไปใช้ขยายธุรกิจในอาเซียน ยกตัวอย่างเช่น การเข้าไปถือหุ้นในบริษัท Mariwasa ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกชั้นนำในประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2535 และมีการเข้าซื้อหุ้นบริษัท KIA ที่อินโดนีเซีย ในปี 2554 ต่อด้วย Prime ที่เป็นผู้เล่นชั้นนำในเวียดนาม ในปี 2555
มากไปกว่านั้น อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สำคัญคือการที่ได้ทำการควบรวมกิจการ เพื่อสร้าง Synergy และนำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือชื่อหุ้น COTTO ในปี 2561ได้สำเร็จ
ขณะเดียวกันในช่วงปลายปี 2565 ได้มีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตที่มากขึ้นในระดับภูมิภาคอาเซียน
ด้วยการรวมธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เข้ามาอยู่ภายใต้ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGD และปรับโครงสร้าง โดยการแลกหุ้นกับผู้ถือหุ้น COTTO พร้อมกับการเสนอขายหุ้นไอพีโอ เพื่อเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทน COTTOซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทในเครือ รวมถึงคว้าโอกาสเติบโตได้อีกมาก
สำหรับลักษณะการประกอบธุรกิจของ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGD นั้นประกอบได้ด้วย ธุรกิจตกแต่งพื้นผิว (Decor Surfaces)และธุรกิจสุขภัณฑ์ (Bathroom)
โดยดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนีเซีย
ขณะที่รายได้หลักของ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGDมาจากธุรกิจตกแต่งพื้นผิวซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 80% ส่วนธุรกิจสุขภัณฑ์มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 20% โดยมีรายได้จากในประเทศไทยประมาณ 60% รองลงมาคือจากประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์
สำหรับผลประกอบการของ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGDย้อนหลังในช่วง 3 ปี เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 24,379ล้านบาท ขณะที่ในปี 2564 มีรายได้จากการขาย จำนวน 25,937 ล้านบาท สำหรับในปี 2565 มีรายได้จากการขายกว่า 30,254ล้านบาท ส่วนผลประกอบการงวดครึ่งแรกของปี 2566 มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 14,336 ล้านบาท
อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGDวางกลยุทธ์หลัก 5 ข้อ ในการสร้างการเติบโตสู่ผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน
ข้อที่ 1. ขยายธุรกิจสุขภัณฑ์จากประเทศไทยสู่ผู้นำในอาเซียน โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ใหม่และสินค้านวัตกรรม เช่น สินค้ากลุ่ม COTTO Smart Toilet นวัตกรรมตอบโจทย์ด้านสุขภาพและอนามัย ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19, พัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ Quil เพื่อขยายตลาดระดับพรีเมียมมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
ข้อที่ 2. ต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศไทยสู่ผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้วยทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงฐานการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
ข้อที่ 3. ขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ตอกย้ำผู้นำด้านการให้บริการแบบครบวงจรในธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ โดยจะใช้โซลูชันแบบครบวงจรจากการผนึกกำลังของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Total Solution
ข้อที่ 4.บริหารห่วงโซ่อุปทานทั้งด้านการผลิตและการจัดหาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยผสานความร่วมมือระหว่างฐานการผลิตแต่ละประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
และข้อที่ 5.เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วยมาตรฐานระดับโลก โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์จาก 4% เป็น 15% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในโรงงานภายในปี 2573 และเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 รวมถึงเพิ่มรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG Green Choiceเป็นจำนวนร้อยละ 80 (จากประมาณร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 80 ของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ ภายในปี 2573)ทั้งนี้ “เอสซีจี เดคคอร์” หรือ SCGD เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนรวมไม่เกิน 439,100,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 26.61 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพื่อรองกับการแลกหุ้นกับ COTTO และการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป (IPO)
โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ จะใช้เป็นเงินลงทุนในการพัฒนาและขยายธุรกิจ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน รวมไปถึงการลดการใช้พลังงาน และ การบำรุงรักษาสินทรัพย์ ด้วยการลงทุนในโครงการเพื่อขยายกำลังการผลิตและขยายช่องทางการจำหน่าย
รวมถึง การลงทุนในโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการลงทุนในโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ในปี 2050
อีกทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ รวมถึงการเข้าซื้อและควบรวมกิจการหากมีโอกาสในอนาคต และปรับโครงสร้างเงินทุนซึ่งรวมถึงการชำระคืนเงินกู้ยืม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...