คนรวยใช้จ่าย-คนจนหยุดซื้อ! สหรัฐเข้าสู่ “เศรษฐกิจตัว K” หนักสุดในรอบหลายปี
สหรัฐเผชิญสัญญาณ “เศรษฐกิจตัว K” ชัดเจนขึ้น เมื่อการใช้จ่ายกระจุกในกลุ่มรายได้สูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำต้องลดการบริโภค ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมเริ่มเสี่ยงต่อภาวะถดถอยมากขึ้น
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 02.23 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ากระแสการพูดถึงเศรษฐกิจรูปตัว K (K-shaped economy) เริ่มกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง แนวคิดนี้เคยถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2563 เพื่ออธิบายความแตกต่างที่ถ่างกว้างขึ้นระหว่างชาวอเมริกันรายได้สูงและรายได้ต่ำในช่วงฟื้นตัวจากโควิด-19 และตอนนี้ เมื่อการบริโภคเริ่มกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงเป็นหลัก นักเศรษฐศาสตร์ก็กังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะหนักด้านบน–อ่อนด้านล่างที่ไม่เสถียรยิ่งขึ้น
เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งกำลังพยายามประคองเศรษฐกิจท่ามกลางตลาดแรงงานที่อ่อนกำลังลง และต้องการกดดันอุปสงค์เพื่อลดเงินเฟ้อที่ยังสูง ได้หยิบประเด็นความแตกแยกนี้มาหารือกันในการประชุมเดือนตุลาคม ขณะนั้นเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ระบุว่าเริ่มเห็นสัญญาณดังกล่าวชัดเจนขึ้น ความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพยังสะท้อนออกมาในการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งมีผลพลิกผลการเลือกตั้งหลายพื้นที่ไปสู่พรรคเดโมแครต
อะไรคือ “เศรษฐกิจรูปตัว K”?
เศรษฐกิจรูปตัว K คือภาวะที่สองกลุ่มมีประสบการณ์ทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มรายได้สูงที่ได้รับประโยชน์จากตลาดหุ้นและราคาบ้านเพิ่มขึ้น ยังคงใช้จ่ายต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มรายได้ต่ำ ซึ่งเผชิญค่าครองชีพสูงและตลาดแรงงานที่ตึงตัว ต้องลดการใช้จ่ายลง
โดยตลอดปีที่ผ่านมา จำนวนประชาชนในกลุ่มขาล่างของตัว K เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ชาวอเมริกันจำนวนมากต้องดิ้นรนประคองตัวให้อยู่รอด
ตอนนี้สหรัฐอยู่ในภาวะเศรษฐกิจรูปตัว K หรือไม่?
แม้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยมาหลายทศวรรษ แต่รูปแบบการใช้จ่ายที่แตกต่างกันชัดเจนในปีที่ผ่านมา ทำให้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนกังวลว่าความไม่สมดุลนี้อาจนำไปสู่ภาวะถดถอย
ข้อมูลจาก Moody’s Analytics พบว่าขณะนี้ผู้มีรายได้สูงสุด 10% เป็นผู้ขับเคลื่อนการใช้จ่ายมากกว่าที่เคย คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่ง ของการใช้จ่ายทั้งหมด ส่วน 20% แรก คิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของการใช้จ่ายในประเทศ ในทางกลับกัน กลุ่มล่าง 80% ซึ่งเคยคิดเป็น 42% ของการใช้จ่ายก่อนโควิด ตอนนี้เหลือเพียง 37% เท่านั้น
ทำไมขาล่างของตัว K ถึงขยายตัว?
เพราะว่าชาวอเมริกันรายได้ต่ำและปานกลางกำลังสูญเสียกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ค่าครองชีพตั้งแต่อาหารจนถึงราคาบ้านเพิ่มขึ้นเร็ว ขณะที่ค่าแรงขึ้นช้ากว่า นอกจากนี้ข้อมูลของ Bank of America Institute พบว่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2559 ที่ค่าแรงของครัวเรือนรายได้สูงเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากลุ่มรายได้ต่ำและปานกลาง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจคืออะไร?
ความมั่งคั่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ส่วนใหญ่เกิดจากตลาดหุ้นพุ่งแรงและราคาบ้านปรับขึ้น นั่นทำให้นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าเพียงแค่ตลาดหุ้นปรับลงปานกลาง ก็อาจทำให้กลุ่มรายได้สูงหันมารัดเข็มขัดทันที
และเมื่อกลุ่มนี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายหลัก ผลกระทบจะส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งประชาชนจำนวนมากก็กำลังเผชิญปัญหาการเงินอยู่แล้ว และอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยได้
ประเด็นนี้สะท้อนสู่การเมืองอย่างไร?
เงินเฟ้อเป็นประเด็นสำคัญในเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2567 และในปีนี้ ความสามารถในการเข้าถึงค่าครองชีพ (affordability) ได้ผลักดันให้ผู้สมัครหลายคนชนะการเลือกตั้ง เช่น โซห์รัน มัมนานี ผู้สมัครแนวสังคมนิยมประชาธิปไตย ชนะตำแหน่งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ด้วยนโยบายแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและค่าดูแลเด็ก ขณะที่มิกกี เชอริล ชนะตำแหน่งผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยหาเสียงเรื่องราคาค่าไฟ
เศรษฐกิจรูปตัว K ต่างจากเศรษฐกิจแบบหอคอย Jenga หรือไม่?
ปีเตอร์ แอ็ตวอเทอร์ นักเศรษฐศาสตร์ ผู้เผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจรูปตัว K ในปี 2563 กล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐตอนนี้คล้ายหอคอย Jenga ที่หนักด้านบน
หากบล็อกสำคัญหลุดออกเพียงชิ้นเดียว หอคอยทั้งหมดอาจพังครืนลงได้
ธนาคารกลางสหรัฐมีบทบาทอย่างไร?
เจ้าหน้าที่เฟดมักกล่าวว่าเครื่องมือหลักอย่างการปรับดอกเบี้ยเป็นนโยบายที่หยาบเกินไป ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้โดยตรง ประเด็นนี้ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมืองมากกว่า แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายไม่เห็นด้วย เช่นนักเศรษฐศาสตร์ คลอเดีย ซาห์ม ที่ระบุว่าดอกเบี้ยมีผลต่อความเหลื่อมล้ำจริง และสามารถช่วยลดความแตกแยกนี้ได้
ซาห์มอ้างงานวิจัยที่พบว่าการใช้จ่ายของกลุ่มรายได้น้อยแทบไม่เพิ่มเลpในปี 2565 เพราะเฟดขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อลดเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตพุ่งขึ้น และกระทบกำลังซื้อของกลุ่มรายได้น้อยอย่างไม่สมส่วน
อ้างอิง : www.bloomberg.com