SCC มุ่งบริหารกระแสเงินสด รอจังหวะปิโตรเคมีฟื้นปี 71
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 25 พ.ย. 2568 เวลา 16.09 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2568 เวลา 09.09 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น-SCC ชู 4 กลยุทธ์ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน มุ่งบริหารจัดการกระแสเงินสดอย่างรัดกุม พร้อมเร่งสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง เดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต-ส่งออกในภูมิภาค เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความได้เปรียบทางภาษี รุกขยายการลงทุนในเวียดนาม และเพิ่มสัดส่วนสินค้ามีมูลค่าสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่เชื่อมั่นว่า วัฏจักรปิโตรเคมีจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนในปี 2571 ดัน EBITDA กลับไปยืนเหนือ 60,000 ล้านบาท ได้อย่างแน่นอน
นางจันทนิดา สาริกะภูติ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยอมรับว่าไตรมาส 4/2568 ยังมีปัจจัยท้าทายจากเศรษฐกิจโลก และธุรกิจเคมีคอลส์ เข้าสู่ช่วง Low Season แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์เชิงรุกใน 4 ด้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนในอนาคต ดังนี้
1. วินัยทางการเงินต่อเนื่อง: บริหารจัดการหนี้สินและกระแสเงินสดอย่างเข้มงวด
2. Optimal Regional Production: ปรับโครงสร้างการผลิตและแหล่งส่งออกในระดับภูมิภาค เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความได้เปรียบทางภาษี
3. การเติบโตในเวียดนาม: เน้นการลงทุนและขยายธุรกิจในเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
4. HVA และ Green Product: เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่า เมื่อวัฏจักรธุรกิจปิโตรเคมีกลับมาฟื้นตัว ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นในปี 2571 ด้วยกำลังการผลิตจากโรงงาน LSP ที่เพิ่มขึ้น จะสามารถผลักดันให้ EBITDA ของ SCC กลับไปเกิน 60,000 ล้านบาท ได้อย่างแน่นอน
"เรามองว่าวัฏจักรปิโตรเคมีจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนในปี 2571 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ด้วยกำลังการผลิตใหม่จาก LSP และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น เรามั่นใจว่า EBITDA ของ SCC จะกลับไปยืนเหนือระดับ 50,000-60,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน" นางจันทนิดา กล่าว
สำหรับการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาของปี 2568 สถานการณ์ธุรกิจในปัจจุบันยังคงมีความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความผันผวนของราคาพลังงาน โดยสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดในขณะนี้ คือ การบริหารจัดการกระแสเงินสดและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน สะท้อนจาก หนี้สินสุทธิและอัตราส่วนทางการเงิน สามารถบริหารจัดการหนี้สินสุทธิให้ลดลงได้ 32,226 ล้านบาท ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยอัตราส่วน Net Debt to EBITDA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 6.33 เท่า (กลางปี 2567) มาอยู่ที่ 4.77 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2568
ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรก EBITDA สร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ดี โดยมีตัวเลขอยู่ที่ 44,511 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ไตรมาส 3/2568 รายงานผลขาดทุน 669 ล้านบาท เนื่องจากรายการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (Inventory Loss) 1,350 ล้านบาท หากปรับปรุงรายการพิเศษ กำไรสุทธิจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ 774 ล้านบาท อย่างไรก็ดีบริษัทฯ มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับครึ่งปีแรกที่ 2.50 บาท ซึ่งสูงกว่า 90% ของกำไรสุทธิ สะท้อนความตั้งใจในการดูแลผู้ถือหุ้น
กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจหลัก
กลุ่มธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (Cement and Building Material)
กลุ่มธุรกิจนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการพยุงผลประกอบการ โดยมีปัจจัยหนุนจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานทางเลือก
• ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ: ยังคงได้รับการตอบรับที่ดี โดยมีการพัฒนา Generation 3 ซึ่งสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 30% และเตรียมขยายการรับรู้ในตลาด
• นวัตกรรมสินค้า: มีการนำเสนอสินค้า Smart Value Product (SVP) เพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และนวัตกรรมมูลค่าสูง (HVA) เช่น CPAC Extra Base Layer ที่ช่วยแก้ปัญหาถนนยุบตัวได้เร็วขึ้นถึง 2 เท่า
• ตลาดภูมิภาค: ตลาดซีเมนต์ใน เวียดนาม ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นในอัตราเลขสองหลัก ติดต่อกันหลายไตรมาส
กลุ่มธุรกิจเคมีคอลส์ (SCGC)
ธุรกิจเคมีคอลส์ยังคงอยู่ในช่วงที่ท้าทายจากวัฏจักรตลาดที่มีอุปทานส่วนเกินจากกำลังการผลิตใหม่:
• โครงการ LSP: โครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนาม ได้ กลับมาดำเนินการผลิต แล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดยมีอัตรากำลังการผลิตประมาณ 90%
• LSP-Ethane: การลงทุนปรับปรุงเพื่อใช้ ก๊าซอีเทน เป็นวัตถุดิบ (LSP-ET) คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 200-250 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เทียบกับแนฟทา ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
• High Value Added (HVA): SCGC ยังคงรักษาความได้เปรียบด้วยสัดส่วนผลิตภัณฑ์ HVA ที่สูงถึง 60% ของพอร์ตโฟลิโอ
กลุ่มธุรกิจ SCG Packaging (SCGP) และพลังงานสะอาด
• SCGP: เดินหน้าขยายฐานในอินโดนีเซีย โดยการเข้าซื้อกิจการ MYPAC 100% เพื่อเพิ่มระดับการเชื่อมโยง (Integration Level) ของห่วงโซ่อุปทานจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ และขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
• SCG Cleanergy (New S-Curve): ธุรกิจพลังงานสะอาดขยายตัวต่อเนื่อง มียอดติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) สะสมรวม 876 เมกะวัตต์ พร้อมนำเทคโนโลยี Heat Battery มาทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม
ด้านบล.แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ระบุว่า ธุรกิจของ SCC มีแนวโน้มแตกต่างกันระหว่างแต่ละกลุ่ม โดยธุรกิจเคมิคอลส์ยังคงเผชิญความท้าทายในไตรมาส 4/2568 จากสเปรดปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลง ราคาแนฟทาที่ยังอยู่ในระดับสูง และอุปสงค์ที่ชะลอตัวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในกลุ่ม PP อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือที่หายไป ทำให้คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาสนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะที่ SCGC ปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้โพรเพนซึ่งมีความได้เปรียบด้านต้นทุนมากกว่าแนฟทา รวมถึงการเพิ่มสินค้า HVA และ Green Polymers เพื่อประคองมาร์จิ้นให้อยู่ในระดับดี
ในทางกลับกัน ธุรกิจซีเมนต์ยังคงแข็งแกร่งจากแรงหนุนของโครงการภาครัฐในประเทศที่คาดว่าจะเร่งตัวก่อนการเลือกตั้ง และตลาดเวียดนามที่เติบโตโดดเด่นทั้งในประเทศและการเป็นฐานส่งออก ทำให้มาร์จิ้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามโครงการลดต้นทุนที่ SCC เดินหน้าอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ธุรกิจสมาร์ทลิฟวิ่งและดิสทริบิวชั่น แม้จะถูกกดดันจากภาคอสังหาในไทย แต่ตลาดเวียดนามยังคงแข็งแกร่ง โดยมีโอกาสเติบโตตามการก่อสร้างที่คึกคักมากขึ้น การใช้ AI, Automation และมาตรการลดต้นทุนจะช่วยสนับสนุนมาร์จิ้นของธุรกิจนี้ให้ดีขึ้นในระยะถัดไป
ด้านการบริหารการเงิน SCC ให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสด โดยลด CAPEX ลงอย่างมีนัยสำคัญ ลดเงินทุนหมุนเวียน และเดินหน้าแผนขายสินทรัพย์ ซึ่งช่วยเสริมกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ปีนี้ยังได้รับประโยชน์จากเงินปันผลรับที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ช่วยลดภาระหนี้สินสุทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ฐานะการเงินแข็งแรงขึ้น
โดยรวมแล้ว แนวโน้มกำไรไตรมาสหน้าได้รับแรงหนุนทั้งจากธุรกิจซีเมนต์ที่เติบโตดี ธุรกิจเคมิคอลส์ที่ฟื้นตัวขึ้นตามภาวะสต๊อก และฤดูกาลของเงินปันผล ทำให้คาดว่ากำไรจะเติบโตทั้ง QoQ และ YoY จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า จึงยังคงมุมมองเชิงบวกและแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” จากแนวโน้มผลประกอบการและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง