โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนังศีรษะลอก คัน หรือมีรังแคบ่อยๆ เช็กเลย อาจเป็นสัญญาณเชื้อราบนหนังศีรษะ

INN News

อัพเดต 12 พ.ย. 2568 เวลา 11.40 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2568 เวลา 07.20 น. • INN News

เคยรู้สึกว่าหนังศีรษะคันบ่อย ๆ ลอกเป็นขุย หรือรังแคไม่หายสักทีไหม? บางทีอาจไม่ได้เป็นแค่รังแคธรรมดานะ แต่เป็น เชื้อราบนหนังศีรษะ ซึ่งถ้าไม่จัดการให้ถูกต้อง อาจทำให้ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ หรือผมบางได้

บทความนี้เราจะเล่าให้เข้าใจง่าย ๆ ตั้งแต่เชื้อราบนหนังศีรษะสาเหตุเกิดจากอะไรใครเสี่ยง ทำไมเกิดขึ้น อาการแบบไหน วิธีรักษา และป้องกันยังไง แบบไม่ยัดศัพท์แพทย์มากเกินไป อ่านจบคุณก็รู้เรื่องครบแน่นอน

เชื้อราบนหนังศีรษะ คืออะไร?

เชื้อราบนหนังศีรษะ เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes เรียกง่าย ๆ ว่าเชื้อราที่ชอบกินผิวหนังเรานั่นละ ซึ่งมันจะไปอยู่บนผิวหนังและเส้นผม ทำให้หนังศีรษะเกิดอาการ แดง, คัน, ลอกเป็นขุย และทำให้ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ ซึ่งความร้ายกาจของมันคือติดต่อได้ง่ายเอามาก ๆ ผ่านการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น หมวก หวี หรือหมอน เป็นต้น

อาการบ่งบอกว่าเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะ

อาการเชื้อราบนหนังศีรษะมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาที่ติดเชื้อ ดังนั้นควรเช็กจากอาการเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะดีที่สุด

  • คันหัวบ่อย ๆ

เป็นสัญญาณแรก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม ตอนแรกอาจรู้สึกคันเล็กน้อย แต่พอเกาก็ยิ่งคันหนักขึ้น จนบางครั้งมีสะเก็ดหรือแผลเล็ก ๆ ตามมา

  • หนังศีรษะลอกหรือรังแคหนักขึ้น

ขุยสีขาวหรือสีเทาเริ่มเห็นชัด โดยเฉพาะเวลาสางผมหรือใส่เสื้อสีเข้ม จะเห็นลอกเป็นแผ่น ๆ คล้ายรังแคทั่วไป แต่รักษายังไงก็ไม่หาย เพราะจริง ๆ แล้วมันคือเชื้อราแฝงอยู่

  • ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ

เห็นเป็นวงชัดเจนจนเริ่มตกใจ ผมบริเวณนั้นบางลงหรือหายไปเลย เพราะเชื้อราทำลายรากผมจนผมไม่สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ตามปกติ

  • หนังศีรษะแดงหรืออักเสบ

บางรายอาจมีอาการอักเสบร่วมด้วย รู้สึกแสบ ๆ ร้อน ๆ หรือเจ็บเวลาสัมผัส สังเกตได้จากหนังศีรษะเริ่มแดง บวม หรือมีรอยเกาเป็นแผล

  • ตุ่มหนองหรือสะเก็ดหนา

เจอบ่อยในเด็กหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เชื้อราทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงจนมีตุ่มหนองขึ้น และสะเก็ดหนาจับแน่นบนหนังศีรษะ หากปล่อยไว้อาจลุกลามและทำให้ผมร่วงถาวรได้

ถ้าเริ่มสังเกตว่าผมร่วงเป็นหย่อม ๆ หรือหนังศีรษะแดง ลอกมากขึ้น แนะนำพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยทันที อย่าปล่อยให้เชื้อราลุกลาม เพราะยิ่งรักษาเร็ว ก็ยิ่งฟื้นฟูหนังศีรษะและเส้นผมได้ง่ายกว่าเดิมมาก

สาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อรา

เชื้อราบนหนังศีรษะเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การดูแลผมไม่เหมาะสม ไปจนถึงสุขภาพร่างกายที่อยู่ในช่วงอ่อนแอ ภูมิตก ซึ่งล้วนเป็นช่องทางให้เชื้อราเติบโตได้ง่าย

1.การติดต่อจากคนหรือสัตว์

เด็ก ๆ หรือคนที่เล่นกับสัตว์เลี้ยงอาจติดเชื้อได้ง่าย เพราะเชื้อราสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรง หรือแม้แต่การใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น หวี หมวก หรือผ้าเช็ดตัว ก็มีโอกาสติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว

2.การจัดการสุขอนามัยที่ไม่ดี

ถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยสระผม หรือละเลยการทำความสะอาดหนังศีรษะนาน ๆ เหงื่อและความมันจะสะสมจนกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนหรือหลังออกกำลังกาย

3.หนังศีรษะมัน หรือชื้นเกินไป

อาการหัวมันเยิ้ม อาจเกิดจากการชอบสวมใส่หมวกที่แน่นเกินไป หรือใส่แล้วไม่ค่อยถอดออก ใส่ตลอดเวลา แน่นอนจะเกิดความอับชื้น เป็นตัวการที่เชื้อราชอบเอามาก ๆ เลย หรือใครที่สระผมแล้วไม่ชอบเป่าผมให้แห้ง ทิ้งให้ผมเปียกนาน นี่ก็สาเหตุพาเชื้อรามาสู่หนังศีรษะเลยนะ

4.ภูมิคุ้มกันต่ำ

ร่างกายอ่อนแอ หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาโรคเรื้อรัง หรืออยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการเจ็บป่วย ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เชื้อราง่ายต่อการเจริญเติบโตและลุกลามบนหนังศีรษะ

5.เด็กเล็ก หรือกลุ่มอายุน้อยกว่า 12 ปี

เด็กเล็กมักพบเชื้อราบนหนังศีรษะบ่อยกว่าผู้ใหญ่ เพราะระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และมักมีพฤติกรรมเล่นกลางแจ้งหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยงโดยตรง

แม้เชื้อราบนหนังศีรษะจะไม่ถึงกับอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดผมร่วงถาวร แผลติดเชื้อซ้ำ หรือหนังศีรษะเสียสมดุลได้ ดังนั้นอย่ารอให้ลุกลาม รีบเช็กอาการและปรึกษาแพทย์ผิวหนังตั้งแต่เนิ่น ๆ จะดีที่สุด

การวิธีวินิจฉัยว่าเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะ ต้องทำยังไง?

การวินิจฉัยต้องทำโดยแพทย์ผิวหนัง เพื่อแยกให้ออกว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อราจริง ๆ หรือเป็นโรคผิวหนังอื่นที่มีอาการคล้ายกัน เช่น เซ็บเดิร์ม, รังแคธรรมดา หรือสะเก็ดเงิน เพราะแต่ละโรคมีแนวทางรักษาแตกต่างกัน

1.ตรวจเช็กอาการด้วยสายตาเปล่า

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจหนังศีรษะอย่างละเอียด สังเกตลักษณะของรอยแดง ขุยสะเก็ด วงผมร่วง และพื้นผิวหนัง เพื่อประเมินเบื้องต้นว่าเข้ากับลักษณะของเชื้อราหรือไม่

2.ใช้ Wood’s lamp ส่องแสงแยกชนิดเชื้อ

เป็นเครื่องมือแพทย์เพื่อตรวจผิวหนัง เส้นผม และหนังศีรษะ มีลักษณะเป็นหลอดไฟพิเศษที่ให้แสง UV ซึ่งช่วยให้เห็นบริเวณที่ติดเชื้อราบางชนิดเรืองแสงออกมา ทำให้แพทย์สามารถแยกชนิดของเชื้อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในรายที่อาการยังไม่ชัดเจน

3.เก็บตัวอย่างขุยหรือเส้นผมไปตรวจในห้องแล็บ

แพทย์จะนำเศษขุยจากหนังศีรษะหรือเส้นผมบริเวณที่ติดเชื้อ ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือเพาะเชื้อในห้องแล็บ เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อราได้อย่างแม่นยำ และเลือกยารักษาให้ตรงจุดที่สุด

การตรวจที่ถูกต้องช่วยให้รู้ชนิดของเชื้อ และเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะกับสภาพหนังศีรษะของแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น เพราะการเดาเอาเองหรือซื้อยามาทาโดยไม่ตรวจ อาจทำให้อาการแย่ลงหรือกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย

วิธีรักษาเชื้อราบนหนังศีรษะ

1.กินยาต้านเชื้อรา

เพราะเชื้อราอยู่ลึกถึงรากผม เช่น Griseofulvin หรือ Terbinafine ระยะเวลารักษาขึ้นกับความรุนแรง โดยส่วนใหญ่ 4–8 สัปดาห์ ทั้งนี้การกินยาจะต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมอ หรือแพทย์ผิวหนังโดยเฉพาะ

2.แชมพูยาต้านเชื้อรา

เช่น Ketoconazole หรือ Selenium Sulfide ที่ช่วยลดปริมาณเชื้อราและบรรเทาอาการคันได้ดี ควรใช้สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง โดยฟอกให้ทั่วหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก่อนล้างออกให้สะอาด การใช้แชมพูยาจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อ และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วย

3.ดูแลของใช้ส่วนตัว

หลีกเลี่ยงการใช้ หวี, หมวก, ผ้าเช็ดตัว หรือปลอกหมอน ร่วมกับอื่น เพราะเชื้อราพวกนี้สามารถติดผ่านสิ่งของได้ง่าย และควรซักและตากของใช้เหล่านี้ให้แห้งสนิทอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังรักษา นอกจากนี้ ควรหมั่นทำความสะอาดหวีหรืออุปกรณ์แต่งผมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำหรือแพร่ไปยังคนในบ้าน

การติดตามผลการรักษายังไง ถึงจะรู้ว่าหายสนิท

ปกติแล้วคุณหมอจะนัดตรวจติดตามเป็นระยะ ๆ เพื่อดูว่าเชื้อราบนหนังศีรษะตอบสนองต่อการรักษาดีแค่ไหน โดยจะประเมินทั้งลักษณะของหนังศีรษะ ปริมาณขุย ในบางรายที่ผมร่วงจะดูขนาดวงผมร่วงแคบลงยัง และอาการคันว่าลดลงหรือไม่

หากพบว่าอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเชื้อรามีแนวโน้มดื้อยา แพทย์อาจ ปรับเปลี่ยนชนิดยา ปรับขนาดยา หรือแนะนำวิธีการสระผมและดูแลหนังศีรษะใหม่ เพื่อให้การรักษาได้ผลเต็มที่

วิธีป้องกันเชื้อราบนหนังศีรษะ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ

  • สระผมสม่ำเสมอ: 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น
  • ระบายอากาศให้หนังศีรษะ: หมวกแน่นเกินไป หรือผมเปียกนาน
  • ดูแลสัตว์เลี้ยง ตรวจสุขภาพและความสะอาด
  • คอยสังเกตอาการเด็ก ๆเพราะติดเชื้อได้ง่าย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เชื้อราบนหนังศีรษะติดต่อไหม?

ติดง่าย ผ่านการใช้ของร่วมกันหรือสัมผัสโดยตรง

ผมร่วงกลับมาเป็นปกติไหม?

ส่วนใหญ่กลับมาเป็นปกติหลังรักษา แต่ถ้าปล่อยนานมาก อาจมีบางจุดผมบางถาวร

สระผมได้ไหมระหว่างรักษา?

สระได้ แนะนำใช้แชมพูยาต้านเชื้อราตามคำแนะนำหมอ

ต้องกังวลเรื่องสุขภาพอื่นไหม?

ปกติถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่มีผลต่อสุขภาพอื่น

สรุป

เชื้อราบนหนังศีรษะ เป็นปัญหาที่ ใกล้ตัวกว่าที่คิด ไม่ว่าคุณจะเด็กหรือผู้ใหญ่ คนที่สุขภาพแข็งแรงก็เสี่ยงติดได้ การสังเกตอาการตั้งแต่แรก เช่น คันหัว ลอกเป็นขุย ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ แล้วรีบปรึกษาแพทย์ จะช่วยให้รักษาได้เร็วและลดความเสียหายของผม

นอกจากนี้ การรักษาความสะอาดและแยกของส่วนตัว รวมถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เชื้อราหายเร็ว และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ และถ้าเริ่มสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ อย่ารอช้า เพราะจัดการตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าปล่อยไว้ให้รุนแรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...