โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไขข้อสงสัย “โครงการ TISA” คืออะไร? รัฐหวังกระตุ้นการออม-การลงทุน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท

Thairath Money

อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2568 เวลา 12.03 น.
ภาพไฮไลต์

ยิ่งใกล้ถึงช่วงยื่นภาษี หลายคนยิ่งตื่นตัวที่จะมองหาตัวช่วยในการลดหย่อนภาษีเพื่อลดค่าใช้จ่าย จนต้นเดือน ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา มีข่าวว่าคลังเตรียมนโยบายกระตุ้นการออมเข้าไปในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีหนึ่งในนโยบายที่น่าสนใจคือ “โครงการ TISA” ที่จะปรับเงื่อนไขใหม่ รวมๆ แล้วอาจช่วยให้ลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 800,000 บาท/ปี!

TISA คืออะไร ทำไมไทยต้องมี?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนว่าโครงการ TISA หรือ Thailand Individual Savings Account นั้นเป็นบัญชีการออม-การลงทุนส่วนบุคคล ที่เปิดให้นักลงทุนที่ซื้อสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศตามเงื่อนไขของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากข้อมูลยังมีสูตรลดหย่อนภาษีใหม่ที่ปัจจุบันคาดว่า จะขยายสิทธิให้ลดหย่อนภาษีรวมสูงสุด 8 แสนบาท (จากปัจจุบันที่ราว 5 แสนบาท)

ทำไมภาครัฐต้องมาเน้นเรื่องนี้ ปัญหาหนึ่งเพราะไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่อาจมีเงินออมไม่พอ นี่อาจสะท้อนถึงปัญหาและความเสี่ยงที่จะกลายเป็นภาระหนักต่อการคลังในระยะกลางถึงระยะยาว

อีกโจทย์สำคัญคือ ตลาดทุนไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวลงมาก การมีโครงการ TISA ถือเป็นความพยายามของภาครัฐ ที่หวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนกลับมาลงทุนในตลาดทุนไทยมากขึ้น

จากข้อมูลล่าสุดในตอนนี้ประชาชนมีทางเลือกในการลงทุน และวางแผนการออมเพื่อเกษียณร่วมกับโครงการ TISA เช่น

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  • กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร)
  • ฯลฯ

ถึงยังไม่ “เคาะ” แต่ TISA มีเงื่อนไขแบบไหน

หนึ่งในสิ่งที่ทุกคนสนใจคือ TISA จะลดหย่อนภาษีได้สูงสุดเท่าไร และมีเงื่อนไขแบบไหน เบื้องต้นมีข้อมูลออกมาว่า

- ผู้มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี สามารถลดหย่อนได้ 1.3 เท่า สูงสุดไม่เกิน 1.04 ล้านบาท

- ผู้มีเงินได้พึงประเมินเกินกว่า 1.5 ล้านบาท/ปี สามารถลดหย่อนได้ 0.7 เท่า (จากเดิมลดหย่อนสูงสุด 1 เท่า) สูงสุดไม่เกิน 5.6 แสนบาท

เมื่อสาเหตุที่เกิด TISA คือให้มีคนออมเงินระยะยาว จึงมีเงื่อนไขด้านระยะเวลา เช่น ถ้าลงทุนแล้ว จะต้องถือครองหน่วยลงทุนไปจนกว่าเราจะอายุครบ 55 ปี ถึงจะขายคืนได้ หรือถ้าเริ่มลงทุนตอน 55 ปีขึ้นไป มีเงื่อนไขว่าต้องถือครองไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึงจะขายคืนได้ (อาจมีเงื่อนไขการไถ่ถอนก่อนกำหนดหากเจ้าของบัญชีต้องเจอกับภัยพิบัติ)

นอกจากนี้เงื่อนไขโครงการ TISA ที่เปิดเผยออกมายังมีรายละเอียดว่า

  • ผู้มีสิทธิเปิดบัญชี TISA ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
  • สามารถเปิดบัญชี TISA ได้เพียง 1 บัญชีต่อคนเท่านั้น
  • ต้องลงทุนตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด
  • เงินที่นำมาลงทุนผ่าน TISA ต้องถือครองตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อคงสิทธิลดหย่อนภาษี

คนไทยต้องออมเพิ่ม!

อ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจภาพรวมของโครงการ TISA มากขึ้นแล้ว แต่รู้ไหมว่ามาตรการ Quick Big Win เรื่องการออมยังมีอีก 2 โครงการที่น่าสนใจ นั่นก็คือ…

1. โครงการพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส”

ถือเป็นโครงการให้คนเข้าถึง “พันธบัตรรัฐบาล” ได้มากขึ้น โดยจะออกขายอย่างต่อเนื่องเดือนละครั้ง ผ่านช่องทางทั้งออนไลน์ผ่านระบบ Bond Connect และออฟไลน์ผ่านสาขาธนาคารพาณิชย์

2. ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญรูปแบบจ่ายเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญ (Lump-Sum Annuity)

รัฐส่งเสริมการประกันชีวิตแบบบำนาญที่สามารถรับผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อรับเงินบำนาญงวดแรกได้เลย เพื่อใช้เตรียมเกษียณหรือใช้กับความจำเป็นอื่น ๆ สร้างแรงจูงใจในการออมระยะยาว ลดการพึ่งพาบำนาญรัฐ และรองรับสังคมสูงวัยอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ดี โครงการทั้งหมดนี้ยังต้องติดตามว่า ข้อสรุปสุดท้ายที่จะประชาชนจะได้รับเป็นแบบไหน และจะช่วยกระตุ้นการออม-การลงทุนให้คนไทยได้จริงแค่ไหนในอนาคต

ที่มา : กระทรวงการคลัง

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไขข้อสงสัย “โครงการ TISA” คืออะไร? รัฐหวังกระตุ้นการออม-การลงทุน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...