โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 ข่าวเด่นรอบปี 2568 หลากหลายวิกฤติในเมืองไทย

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2568 เวลา 00.09 น. • The Bangkok Insight

10 ข่าวเด่นรอบปี 2568 กับเรื่องราวหลากหลาย มีทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ไม่ดี สำนักข่าว TheBangkokInsight ได้รวบรวม 10เรื่องที่น่าสนใจ ย้อนความทรงจำให้ท่านผู้อ่าน ก่อนที่จะอำลาปี 2568

ตลอดปี 2568ประเทศไทยต้องเผชิญกับเรื่องราวหลากหลาย มีทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ไม่ดี แม้กระทั่งเรื่องที่เกินความคาดหมายก็เจอมาแล้วในปี 2568 นั่นคือแผนดินไหวที่รุนแรงพอสมควร น้ำท่วมหนักในภาคใต้ ภาคเหนือ ปี 2568ล้วนมีแต่เรื่องแย่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ที่หนักสุดเห็นทีจะเป็นเรื่องของสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ที่คร่าชีวิตทหารกล้าของไทยไปหลายสิบนาย รวมทั้งพี่น้องประชาชน ผู้ใหญ่และเด็ก สถานที่สำคัญๆก็ได้รับความเสียหายหนัก ภัยคุกคามข้ามชาติ "คอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์" แต่ประเทศไทยก็ยังพอมีเรื่องดีๆปะปนอยู่บ้าง

สำนักข่าว TheBangkokInsight ได้รวบรวม 10ข่าว ที่น่าสนใจ ย้อนความทรงจำให้ท่านผู้อ่าน ก่อนที่จะอำลาปี 2568 ไปด้วยกันดังนี้!

ข่าว

#ฝันร้าย! คนปักษ์ใต้มหันตภัยน้ำท่วมปี 68

อีกหนึ่งข่าวที่คาดไม่ถึง ว่าจะรุนแรงขนาดนี้ นั่นคือ"มหันตภัยน้ำท่วมภาคใต้ปี 2568" ซึ่งเป็นเหตุการณ์อุทกภัยครั้งรุนแรง เมื่อเดือนพ.ย. 2568 ส่งผลกระทบหนักใน 9 จังหวัด (สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง สตูล สุราษฎร์ธานี) มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะในสงขลา มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3.5 ล้านคน เกิดความเสียหายหนักมาก

สาเหตุหลักเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ปริมาณน้ำเกินความจุของลำน้ำ ผสมผสานกับความเปราะบางของพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และระบบระบายน้ำ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล รวมทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน วัด เป็นต้น

ข่าว

ความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผู้เสียชีวิต: รายงาน ณ 30 พ.ย. 2568 มีผู้เสียชีวิตรวม 170 ราย (สาเหตุหลักจมน้ำ)

ผู้ได้รับผลกระทบ: ประชาชนกว่า 3.5 ล้านคน 1.2 ล้านครัวเรือน ใน 105 อำเภอ.

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนัก: สงขลา (หนักสุด), นครศรีธรรมราช, พัทลุง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, ตรัง, สตูล, สุราษฎร์ธานี.

พื้นที่วิกฤต: อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระดับน้ำสูง 4-5 เมตร กินเวลานานหลายสัปดาห์

ข่าว

ผลกระทบเศรษฐกิจ (ประเมินเบื้องต้นโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

ตั้งแต่ 21 พ.ย. 2568 เป็นต้นมา เหตุอุทกภัยรุนแรงใน สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ฯ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง สตูล ส่งผลกระทบประชาชน กว่า8 แสนครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 แสนไร่ และสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

ความเสียหายทางเศรษฐกิจใน 1 เดือน ประเมินว่า ไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท หรือราว 0.13% ของ GDP ผลกระทบหลักในช่วงแรกมาจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่

ข่าว

ภาคบริการ: โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง

ภาคอุตสาหกรรม: เกษตรและอาหารแปรรูป

สาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา

ไม่เฉพาะแต่ภาคใต้ที่น้ำท่วมหนักในรอบปี 2568 ยังมีน้ำท่วมภาคเหนือ และภาคกลาง ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายให้กับประชาชนไม่น้อย รวมทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ข่าว

#2568 ปีทอง ราคาทุบสถิติต่อเนื่อง ของ "ทองคำ"

ราคาซื้อขายทองคำในประเทศไทยตลอดปี 2568 มีความผันผวนสูง โดยราคาทองคำแท่งขายออก สูงสุดอยู่ที่ 67,400 บาท และต่ำสุดอยู่ที่ 42,550 บาท

โดยตลอดทั้งปี พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง และมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกเดือน

ปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางต่าง ๆ และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง

รวมถึง เรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่การคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในตลาดโลก ที่เป็นหนึ่งในตัวกำหนดทิศทางของราคาทองในไทย

ข่าว

#คลิปเสียงเขย่าบัลลังก์ "อุ๊งอิ๊ง" ตกเก้าอี้เพราะ"อังเคิลฮุนเซน"

เหมือนฟ้าผ่ากรีดลงกลางเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" ทำให้ "อุ๊งอิ๊ง" แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 นายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทยหัวทิ่มตกเก้าอี้ เพราะคลิปเสียงลับ ๆ ที่ "อังเคิลฮุนเซน" คุณลุงสุดที่รัก หนึ่งในเพื่อนรักของคุณพ่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ปล่อยออกสู่สาธารณชน คลิปเสียงที่ตั้งใจหลุดความยาวเต็ม ๆ 17 นาที ทุกบทสนทนาล้วนกรีดหูคนฟัง จนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนเก้าอี้นายกฯ

"ไม่อยากให้ Uncle ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา อย่างแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย ซึ่งพอไปฟังอย่างนั้นเสร็จก็ไม่อยากให้ท่านไม่ชอบใจหรือโกรธ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ”

"เพราะตอนนี้ทางนั้นเขาอยากจะดูเท่ เขาก็จะพูดอะไรออกมาที่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่ว่าจริง ๆ ที่เราต้องการคือต้องการความสงบสุขให้เกิดขึ้น เหมือนตอนก่อนที่จะปะทะกันตรงชายแดน"

"ให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว จริง ๆ ถ้าท่านอยากให้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการ"

วันที่ 29 ส.ค. 68 เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี โดย "อดีตนายกฯ อุ๊งอิ๊ง" เปิดใจ "น้อมรับคำพิจารณาของศาล" แต่ยืนยันถึงเจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังคลิปเสียงสนทนากับ"ฮุนเซน" ที่เป็นชนวนของเรื่องทั้งหมด โดยย้ำว่า "เจตนาเกิน 100% ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อรักษาอธิปไตย รักษาซึ่งชีวิตของกองทัพทหารทุกคน เพื่อสันติภาพที่จะเกิดในประเทศของเรา……..

ข่าว

#วิกฤติชายแดนที่ไม่มีวันจบ: ไทย-กัมพูชา 6 เดือนแห่งการสู้รบ

สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่เดือน ก.ค.2568 โดยเฉพาะเหตุการณ์ปะทะต่อเนื่อง 5 วันในพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี มีการระดมยิงด้วยอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชาอย่างไม่เกรงกลัว ในขณะนั้น พลเอกบุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้มีบทบาทสำคัญในการยืนยันจุดยืนที่แข็งแกร่ง"ไม่ถอนกำลัง" และสั่งการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย ขณะที่การเจรจาระดับการเมืองยังไม่คืบหน้า สถานการณ์ได้ขยายวงไปยังพื้นที่ จ.สระแก้วและศรีสะเกษ โดยมีการสลับกันยึดและยึดคืนพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น บริเวณบ้านหนองรี และเขาสัตตะโสม ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าความขัดแย้งในครั้งนี้มีความซับซ้อนและมีการใช้กำลังอย่างดุเดือด

แม้จะมีการลงนามแถลงการณ์ร่วมการหยุดยิง (Joint Statement) ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 แต่ปัญหาหลักที่ตามมาคือการละเมิดข้อตกลงและหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะกรณี "ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล" ที่ถูกติดตั้งใหม่ในพื้นที่ที่ทหารไทยเข้าควบคุมและเก็บกู้ยังคงมีจำนวนมาก

ตลอดระยะเวลาของการสู้รบ 6 เดือน ทหารไทยผู้กล้าหาญได้สละชีพและได้รับบาดเจ็บเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างหนักหน่วง ในช่วงวันที่ 24 ก.ค.-29 ก.ค. จำนวนทหารไทยที่สละชีพเพื่อชาติในห้วงความขัดแย้งนี้รวมทั้งสิ้น 15 นาย และในช่วงวันที่ 8 ธ.ค.-30 ธ.ค. จำนวนทหารไทยที่สละชีพเพื่อชาติจำนวน 27 นาย

และยังมีกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้อง สูญเสียอวัยวะ (ขาขาด/ทุพพลภาพถาวร) จากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้อีกจำนวนมาก จากความสูญเสียทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงภารกิจที่อันตรายและยาวนาน ที่ต้องแลกมาด้วยความเสียสละอันใหญ่หลวงของกำลังพลไทย เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศชาติ

ข่าว

#ภัยคุกคามข้ามชาติ "คอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์"

ในปี 2568 ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา (พื้นที่ปอยเปต, สีหนุวิลล์) และ เมียนมา (พื้นที่เมียวดี, เขตปกครองพิเศษว้า) ยังคงเป็นภัยคุกคามหลักต่อสังคมไทย กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็น ศูนย์บัญชาการ สำหรับปฏิบัติการหลอกลวงผ่านระบบโทรศัพท์และออนไลน์

โดยหลอกล่อคนไทยให้ไปทำงานในลักษณะ ทาสยุคใหม่ โดยกักขังและบังคับให้โทรหลอกลวงคนไทยด้วยกันเอง หากทำยอดไม่ได้จะถูกซ้อมหรือขายต่อไปยังแก๊งอื่น นอกจากนี้ มีรายงานว่าแก๊งเหล่านี้เริ่มขยายเครือข่ายเข้ามาตั้ง ฐานปฏิบัติการย่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินธุรกรรมทางการเงินและฟอกเงิน ทำให้การปราบปรามซับซ้อนยิ่งขึ้น

ตลอดปี 2568 ความเสียหายที่เกิดจากปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ต่อคนไทยอยู่ในระดับที่น่าตกใจ โดยประมาณการความเสียหายรวมสูงกว่าหลายพันล้านบาท แม้จะมีการปราบปรามอย่างเข้มข้น มีการอายัดบัญชีม้าจำนวนมาก และการจับกุมผู้เกี่ยวข้องหลายพันราย

แต่เนื่องจากตัวเลขเหยื่อที่ถูกหลอกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน และรูปแบบการหลอกลวงที่เข้าถึงเหยื่อทุกกลุ่มอายุ ทำให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจและจิตใจยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในระบบการสื่อสารและธุรกรรมออนไลน์

ข่าว

#"ภาษีทรัมป์" เขย่าเศรษฐกิจโลก

"ภาษีทรัมป์" หมายถึงนโยบายการจัดเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่มีการบังคับใช้ และส่งผลกระทบอย่างสูงต่อเศรษฐกิจโลก และไทย

ผู้นำสหรัฐ ใช้นโยบาย "ภาษีตอบโต้" (Reciprocal Tariff) เพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ โดยมีการเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ 10% จากเกือบทุกประเทศทั่วโลก ส่วนไทยในตอนแรกนั้น ถูกกำหนดอัตราภาษีเบื้องต้นที่ 36% เนื่องจากเป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะปรับลดลงเหลือ 19% เท่ากับกัมพูชาและมาเลเซีย หลังจากที่ 2 ฝ่ายเปิดเจรจากัน

ประเทศที่โดนหนักที่สุด รวมถึง จีน ที่ถูกเก็บภาษีรวมสูงถึง 145%-245% ในบางรายการ ขณะที่เม็กซิโกและแคนาดาเผชิญภาษี 25% จากปัญหาการอพยพและยาเสพติด ซึ่งนโยบายเหล่านี้ทำให้การส่งออกทั่วโลก มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

10ข่าวเด่นรอบปี2568

#"ทักษิณ ชินวัตร" จากชั้น 14 สู่เรือนจำคลองเปรม

ภายหลังนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ พร้อมพวกได้ยื่นร้องศาลฎีกา ถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 โดยมองว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปในเรือนจำเพื่อรับโทษนั้น ทำให้สังคมเกิดข้อครหาว่า "ทักษิณ" ไม่ได้รับโทษเลยแม้แต่วันเดียว นำไปสู่การวินิจฉัยของศาล และเป็นผลให้ "ทักษิณ" ต้องกลับไปรับโทษที่เรือนจำเป็นเวลา 1 ปี

นับจากวันที่ 9 ก.ย. 2568 จนถึงวันนี้ "ทักษิณ" ถูกคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมมาแล้วมากกว่า 3 เดือน หลังจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบังคับคดีนายทักษิณ กรณีไปรักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษนายทักษิณ ชินวัตร จำคุก 1 ปี นับตั้งแต่วันดังกล่าว เนื่องจากการรักษาตัวและการส่งตัวไม่ถูกต้องตามระเบียบราชทัณฑ์ ให้ส่งตัวเข้าเรือนจำทันที

"เป็นห่วงคุณพ่อค่ะ แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่พ่อสร้างประวัติศาสตร์มากมายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์อย่างมาก วันนี้ ประวัติศาสตร์อีกเรื่องนึงที่มีนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ต้องจำคุก เรื่องนี้ก็ค่อนข้างหนักนิดนึง" อุ๊งอิ๊ง ให้สัมภาษณ์หลังมีคำสั่งศาล

จากวันนั้นที่ "ทักษิณ" เปลี่ยนใส่เสื้อสีฟ้าเข้าเรือนจำกลางคลองเปรม เราได้รับทราบข่าวสาร และความเป็นไป สุขภาพ การใช้ชีวิตของ "ทักษิณ" ทุก ๆ วันจันทร์ และวันพฤหัสบดีที่มีตัวแทนครอบครัวพลัดเข้ากันไปเยี่ยม งานนี้คงต้องอดใจรอวัน "ทักษิณ" พ้นโทษได้กลับมาเลี้ยงหลานอยู่บ้านตามที่ตั้งใจไว้

ข่าว

#"คนละครึ่ง" สู่ "คนละครึ่งพลัส" มาตรการโดนใจกระตุ้นเศรษฐกิจ

โครงการคนละครึ่ง เริ่มต้นครั้งแรกในเดือนต.ค.2563 สมัยรัฐบาล "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะดำเนินโครงการเพิ่มเติมต่อมาจนถึงเฟสที่ 5 และสิ้นสุดลงในเดือนต.ค. 2565 กินระยะเวลาราว 2 ปี ใช้งบประมาณตลอดทั้ง 5 เฟส รวมทั้งสิ้นราว 208,400 ล้านบาท

โครงการคนละครึ่ง มีระยะเวลาดำเนินการราว 2 ปี ตลอดโครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เฟส มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 4.2 แสนล้านบาท รวมทั้งมีประชาชนกว่า 20-28 ล้านคน ที่เข้าร่วมในโครงการนี้

ผ่านไป 3 ปี โครงการ "คนละครึ่ง" กลับมาอีกครั้งในชื่อ "คนละครึ่งพลัส" โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐต่อยอดจาก "คนละครึ่ง" เดิม โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์และขยายกลุ่มผู้ได้รับสิทธิให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้เสียภาษี โครงการนี้มุ่งช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง โดยภาครัฐแจกเงินช่วยค่าครองชีพปี 2568 รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% วงเงินรวม 2,000-2,400 บาท ผ่านแอป"เป๋าตัง" ใช้ได้ระหว่าง พ.ย.-ธ.ค. 2568 ครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ทั่วไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการ และผู้เสียภาษี

แม้โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะไม่ได้ไปต่อ เพราะ "รัฐบาลอนุทิน" ประกาศยุบสภาก่อน แต่จากยอดการใช้จ่าย "คนละครึ่งพลัส" เฟสแรก ก็สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจได้ไม่น้อย โดยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ล่าสุด มียอดใช้จ่ายผ่านโครงการ รวม 80,075.36 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม "อนุทิน" ยืนยันว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง พร้อมสานต่อ "คนละครึ่งพลัสเฟส 2" แน่นอน

ข่าว

#ย้อนรอยโศกนาฏกรรม ตึกใหม่ สตง. ถล่ม

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ประเทศไทยต้องจารึกเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่ออาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ 30 ชั้น ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ ได้พังถล่มลงมาในเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้โครงสร้างหลักของอาคารเกิดการวิบัติในลักษณะ "Pancake Collapse" หรือการยุบตัวทับซ้อนกันของชั้นอาคารลงมาสู่พื้นดินภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ทันทีที่ฝุ่นควันจางลง ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย (Search and Rescue) ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 สัปดาห์ โดยระดมกำลังจากหน่วย USAR (Urban Search and Rescue), ทหารช่าง, และอาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ การกู้ซากอาคารเป็นไปอย่างยากลำบากและอันตราย เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตขนาดมหึมาที่ทับถมกันมีความไม่มั่นคงและเสี่ยงต่อการถล่มซ้ำ

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมือตัดเจาะคอนกรีตไฮดรอลิก สุนัขดมกลิ่น และอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณชีพ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในช่องว่างของซากตึก (Void spaces) การทำงานต้องแข่งกับเวลาใน "72 ชั่วโมงแรก" ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองแห่งการรอดชีวิต ท่ามกลางความหวังของญาติผู้สูญหายที่เฝ้ารอปาฏิหาริย์อยู่รอบบริเวณ

จากแผ่นดินไหวตึกถล่มพังลงมาใน 8 วินาที ทำให้มีผู้เสียชีวิต 95 ราย สูญหาย 1 ราย และรอดชีวิต 9 ราย สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน คอนกรีตและเหล็กเสริมต่ำกว่าเกณฑ์ ขณะนี้อัยการสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้อง 23 ราย (นิติบุคคล-บุคคลธรรมดา) ฐานปลอมเอกสารและก่อสร้างผิดหลักเกณฑ์ นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่คนไทยมิอาจลืม

ข่าว

#พระฉาวเขย่าวงการสงฆ์ พุทธศาสนิกชนหมดความเชื่อมั่นในร่มกาสาวพัสตร์

ปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยต่อวงการสงฆ์ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง จากปรากฏการณ์พระนอกรีต 3 คดีใหญ่ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน โดยเฉพาะกรณี "สีกากอล์ฟ" ที่เปิดโปงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวและการแบล็กเมล์พระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคณะหลายรูป นำมาซึ่งการสึกโดยไม่มีการสอบสวนทางวินัยอย่างละเอียด

และกรณี "วัดไร่ขิง" ที่เปิดเผยการยักยอกเงินวัดหลักร้อยล้านบาทไปหมุนเวียนในการพนันออนไลน์ และที่ช็อกที่สุดคือกรณี "วัดพระบาทน้ำพุ" ที่อดีตเจ้าอาวาสผู้เป็นเสาหลักแห่งการกุศลต้องลาสิกขาหลังถูกกล่าวหาว่าทุจริตเงินบริจาค ความเสียหายเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่ประชาชนมอบให้แก่พระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้ดูแลทรัพย์สินสาธารณะ การที่ผู้คนมากมายบริจาคเงินทำบุญเพื่อหวังอานิสงส์กลับกลายเป็นว่าเงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือแม้กระทั่งถูกใช้เพื่อสนองตัณหา ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเริ่ม ตั้งคำถามต่อระบบการตรวจสอบ ภายในคณะสงฆ์ และเกิดความลังเลในการทำบุญบริจาคเงินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ข่าวฉาวคดีพระต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่า ศรัทธาของประชาชนไม่ได้หายไปแต่ถูกยกระดับสู่การตั้งคำถามและเรียกร้องความโปร่งใส ผู้คนเริ่มตระหนักว่าการทำบุญด้วยเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกัน องค์กรสงฆ์เองการกอบกู้ศรัทธาจึงไม่ใช่แค่การลงโทษพระที่กระทำผิด แต่คือการสร้างระบบใหม่ที่รับประกันว่า"เงินบุญ" และ"พระธรรมวินัย" จะถูกรักษาไว้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างแท้จริง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...